25491130

ของทุกอย่างมีไว้ใช้

* * * โพสต์นี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบสะสมนะครับ * * *






ผมคิดว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มีไว้เพื่อใช้เท่านั้น ไม่ได้มีเอาไว้สะสม
แต่เราไปให้ค่ากับมันเอง เราก็เลยคิดว่ามันมีค่า(ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) แล้วพอมีคนอื่นให้ค่ากับมันมากขึ้นๆด้วย มันก็เลยยิ่งดูมีค่ามากขึ้นตามไปด้วย ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากตอนแรกที่เราสร้างมันขึ้นมาเลย

ถ้าเราเอาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมาสะสมไว้ วันใดวันนึง มันก็จะต้องเสื่อมสภาพและพังลงไป ต่อให้เราเก็บรักษามันดีแค่ไหนก็ตาม ไม่มีอะไรยั่งยืนอย่างแท้จริง

แล้วเราจะไปบ้าสะสมมันทำไมให้มันรกชีวิตเรา

สร้างสรรค์ หรือ ทำลาย

เราสร้างรถยนต์ขึ้นมาเพื่อให้เราเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก
แต่เราสร้างมลพิษให้กับโลกใบนี้มากเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

เราสร้างถนนหนทางให้พวกเราเดินทางไปไหนมาไหนได้ง่าย
แต่เราต้องทำลายป่า ตัดต้นไม้ เจาะภูเขา ไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

เราสร้างบ้านหลังใหญ่โตเพียงเพื่ออยู่อาศัยกันเพียงไม่กี่คน

เราสร้างเครื่องมือสื่อสารที่ยอดเยี่ยม เราติดต่อหากันได้ทุกที่ทุกเวลา
แต่เรากลับไม่ค่อยมีเวลาที่จะอยู่ด้วยกัน

เราสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสารพัดอย่าง จนเราทำอะไรได้เองน้อยลงทุกที

เราขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวมากมาย แต่เรากลับไม่เคยเข้าใจตัวเราเองเลย

25491123

รถของข้าใครอย่าแตะ

ดูรายการที่เค้าเอาคนที่มีปัญหากันมาขึ้นศาลโดยมีผู้พิพากษาคอยให้การตัดสิน
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกัน ทั้งคู่ก็บอกว่าอีกฝ่ายพูดไม่จริง ทั้งๆที่เรื่องมันก็แค่เปิดประตูมาโดนรถอีกคันนึงเป็นรอย เถียงกันแทบเป็นแทบตาย
หลังจากที่ผมเริ่มได้คิดแล้วว่าอะไรๆก็ไม่ใช่ของเรา ผมเลยมองเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกไปเลย ทำไมเราจะต้องมาเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล มาเสียอารมณ์ ทำให้จิตใจใฝ่ไปในทางไม่ดี
ทั้งๆที่รถเราวันนึงมันก็ต้องพังลงไป ไม่มีอะไรยั่งยืนอยู่ได้ตลอดกาล
ทำไมเราไม่มองว่าดีแค่ไหนแล้วที่รถพัง ไม่ใช่ตัวเราที่บาดเจ็บ เราไม่เจ็บไม่ป่วย วันนึงถ้าเราขยันทำงานเก็บเงิน เราก็มีเงินซื้อรถใหม่ได้อีกเรื่อยๆ
เรามัวแต่ไปยึดไปติดกับสิ่งของว่ามันเป็นของเรา ต้องอยู่กับเรา ห้ามพังห้ามเสีย ห้ามไม่ให้ใครมาทำมันพัง
ทั้งๆที่วันนึงมันก็ต้องถึงเวลาที่มันพังอยู่ดี ต่อให้เราเก็บรักษามันดีแค่ไหนก็ตาม
เราสู้เอาเวลาที่จะไปหมกมุ่นกับสิ่งของที่ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มาศึกษาหาความจริงของโลกนี้ไม่ดีกว่าหรือ

25491116

ของน้อยลง ความสุขกลับมากขึ้น

วันนี้ฟังธรรมะ(อีกแล้ว) เรื่องเกี่ยวกับความไม่มีตัวไม่มีตน พอฟังแล้วเอามาคิดตาม มันเริ่มเชื่ออย่างนั้น
เราทำทุกอย่างเพื่อมาสังเวยให้กับร่างกายนี้ที่เราคิดว่าเป็นของเรา
เรากินอาหารอร่อยๆ นั่งนอนในที่นุ่มๆ เราสระผมแต่งผมให้ดูหล่อสวย เราหาเสื้อผ้าสวยๆแพงๆมาใส่ เราทุ่มเทแรงกายแรงใจของเราหาเงินหาทองซื้อนั่นซื้อนี่มาปรนเปรอร่างกายที่เราหลงนักหลงหนา

สุดท้าย เราก็ต้องทิ้งมันไป ...

มันคุ้มกันเหรอ ...

ผมเริ่มคิดว่ามันไม่คุ้มแล้วล่ะที่จะใช้เวลาไปกับร่างกายที่มันไม่ใช่ของเราเสียจนไม่มีเวลาให้กับจิตใจที่เป็นตัวตนเราจริงๆ

ผมเริ่มทิ้งของขายของหรือบริจาคของต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ (แต่ก่อนผมเป็นคนบ้าสมบัติ เห็นอะไรเก็บหมด) ของที่เคยมีหายไปเยอะมาก จนแทบไม่น่าเชื่อ ผมเคยถ่ายวีดีโอและรูปภาพห้องของตัวเองเก็บไว้ ช่วงปลายปีที่แล้ว เอากลับมาดูแล้วตกใจกับความบ้าของตัวเอง มันรกเสียจนหาอะไรไม่เจอ

เมื่อก่อนผมต้องเสียเวลาวันละมากๆไปกับสิ่งของที่ผมเก็บสะสมเอาไว้ ผมวางมันไว้แทบทุกจุดที่จะวางได้ ไม่มีที่เหลือให้หายใจกันเลย เรื่องทำความสะอาดเหรอครับ ลืมไปได้เลย ถ้าคิดจะทำทีนึงก็ต้องใช้เวลากันมากกว่าหนึ่งวันแน่ๆ

มาวันนี้แม้ของของผมยังคงมีอยู่ แต่มันไม่เยอะแยะเหมือนกับตอนนั้นแล้ว
เมื่อก่อนนี้ผมคิดว่า ถ้าผมมีไอ้นั่นมีไอ้นี่แล้วจะทำให้ผมมีความสุขขึ้นมาได้ มันไม่จริงเลยสักนิด
ในเวลาที่ผมได้สิ่งที่ผมต้องการมา มันมีความสุขในวินาทีนั้นเท่านั้นเอง จากนั้นความต้องการของผมก็จะเข้ามาใหม่อีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบสิ้น และไม่มีวันที่จะเติมความต้องการของผมให้เต็มได้
แต่พอเรารู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ความต้องการที่มันมากเกินความพอดี แล้วเราหยุดมันซะได้ ความต้องการลดลง เราก็ไม่ต้องเหนื่อยไขว่คว้า
เรามีเวลาอยู่กับตัวเราเองจริงๆมากขึ้น มีเวลาที่จะได้ฟังได้เรียนรู้สิ่งที่ดีดีที่เป็นประโยชน์กับเราจริงๆมากขึ้น
ชีวิตก็มีความสุขอย่างแท้จริง

25491115

หรือเราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือกัน?

ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร
ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง Heroes ทางช่อง nbc (ผมติดเรื่องนี้มากเลยทีเดียว) ที่เป็นเรื่องราวของคนธรรมดาๆ ที่อยู่ๆ แต่ละคนก็มีความสามารถพิเศษแปลกๆเกิดขึ้นมา เช่น หยุดเวลาได้ บินได้ บาดแผลหายเองได้ เป็นต้น
ก็ยิ่งรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีผลของมัน
มนุษย์เรา หรือ สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ก็น่าจะเกิดขึ้นมาเพื่อทำอะไรสักอย่าง

ผมเกิดความคิดขึ้นมาว่า หรือว่าเราจะเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกัน?

คือช่วยสิ่งมีชีวิตด้วยกัน ช่วยให้อีกชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ไม่ทำร้ายกัน เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

พอคิดแบบนี้ปุ๊บ มันเกิดความรู้สึกแปลกๆ คือรู้สึกสบายใจแบบบอกไม่ถูก นี่แค่คิดเองนะ แล้วถ้าทำจริงๆ มันจะเกิดผลทางใจขนาดไหน

ผมคงต้องเริ่มทำตามความคิดนี้ดู มันน่าจะให้ผลที่วิเศษทีเดียว

25491026

ถึงเวลาหาดาวดวงใหม่

อ่านข่าวเค้าบอกว่า ก่อนปี ค.ศ.2050 มนุษย์จะต้องหาดาวดวงใหม่เพื่อเป็นแหล่งอาหาร เพราะมนุษย์บริโภคอาหารมากเกินกว่าที่โลกจะผลิตได้!

ผมไม่ค่อยประหลาดใจเท่าไหร่นักเรื่องที่มนุษย์บริโภคอาหารมากกว่าที่โลกจะผลิตออกมาได้ทัน แต่แปลกใจในวิธีการแก้ปัญหา ที่มองว่าเราจะต้องหาดาวดวงใหม่ที่จะมาป้อนอาหารให้เรา ถ้าสมมติว่าหาได้
เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีต่อมา เราก็ต้องหากันใหม่อีกเพราะว่ามันก็ไม่พออีกแล้ว เชื่อไหมครับ

ผมว่ามนุษย์เราบริโภคสิ่งต่างๆเกินความจำเป็นของร่างกายไปมาก เห็นฝรั่งอ้วนๆแล้วก็ตกใจ ว่ากินเข้าไปให้มันอ้วนขนาดนี้ได้ยังไง พออ้วนแล้วทำอะไรก็ลำบาก จะนั่งจะเดินจะยืนจะนอน ลำบากไปหมด
หิวทีก็ต้องหาอาหารมากมายมาใส่ให้เต็มกระเพาะ
มีคุณป้าคนนึง แกเห็นผมผอมลง แกก็บ่นใหญ่ว่าให้กินเยอะๆ ผอมเกินไปแล้ว ทั้งๆที่ผมว่าน้ำหนักกับความสูงของผมตอนนี้สมส่วนที่สุดแล้วครับ (ส่วนป้าแกอ้วนกลมเลย)

ถ้าเรามองปัญหาที่ต้นเหตุ เราก็น่าจะเห็นว่าต้นตอที่แท้จริงของปัญหา อยู่ที่การบริโภคเกินจำเป็น
เราพยายามสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคแบบต่างๆขึ้นมา คิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆ ทำให้เราอยากกินมากขึ้น ไอ้นั่นก็อร่อย ไอ้นี่ก็น่ากิน

แต่ถ้าเรารู้จักที่จะมองถึงความต้องการของร่างกายเรา กิน ใช้ เท่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่กินตามใจลิ้น ตามจมูก บริโภคสิ่งของตามตา หู ผิวสัมผัส
โลกนี้ก็สามารถเป็นแหล่งอาหารให้เราได้อย่างเพียงพอแล้ว

...พอเพียงครับ พอเพียง...

25491025

ชีวิตในอุดมคติ

ผมไม่รู้ว่าชีวิตในอุดมคติของทุกคนเป็นอย่างไร แต่เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าชีวิตที่ผมอยากจะมีคือ การที่ผมไม่ต้องทำงาน มีเงินมากมายให้จับจ่ายใช้สอย อยากได้อะไรก็สามารถที่จะหาซื้อมาได้
อยากจะกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้

ถ้าผมอยากมีชีวิตแบบนั้น ผมคงต้องทำงานหาเงินให้ได้มากๆเยอะๆ ต้องเป็นมหาเศรษฐี มีธุรกิจที่ทำเงินได้อย่างมหาศาล
แต่กว่าผมจะเป็นได้แบบนั้น ผมคงต้องเหนื่อยยากทำงานหนัก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีเงินเยอะๆ
แต่นั่นก็ไม่สามารถที่จะยืนยันได้เลยว่าผมจะสามารถไปถึงจุดที่ผมหวังเอาไว้ได้หรือไม่
ผมอาจจะล้มเหลว สิ้นเนื้อประดาตัว เพราะธุรกิจของผมมันเจ๊งไม่เป็นท่า
ผมอาจจะมีเงินมาก แต่ก็ป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆ เพราะมัวแต่ทำงานจนไม่ได้ใส่ใจดูแลสุขภาพ
ผมอาจจะตาย เพราะถูกฆ่า ด้วยความที่ธุรกิจของผมอาจจะไปมีส่วนที่ทำให้คู่แข่งขายไม่ได้
ผมอาจจะต้องทำงานไปเรื่อยๆ เพราะว่าไม่มีใครมาทำแทนได้

สุดท้ายผมก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตที่ผมฝันเอาไว้

ผมมาลองคิดถึงชีวิตอีกแบบนึง ที่ไม่ได้รวยล้นฟ้า ไม่ได้มีเงินที่อยากได้อะไรก็ซื้อได้ แต่มีเงินที่พอเลี้ยงตัวเองและคนรอบๆข้าง
มีเวลาไปเที่ยว มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความสุขกับชีวิตในทุกๆวัน

ตอนนี้ผมขอเลือกชีวิตในแบบหลังนี่ดีกว่า

ต้องเผื่อมากแค่ไหน

ผมว่านี่เป็นคำถามที่ถ้าเรารู้คำตอบก็คงจะดี
หลายๆอย่างในชีวิตเรา เราพยายามที่จะทำไม่ให้มันขาด มีอาหารเพียงพอ มีน้ำดื่มไม่ขาด มีที่อยู่อาศัยไปจนกว่าเราจะไม่ต้องการ
มีเงินใช้ซื้อข้าวของต่างๆได้เมื่อจำเป็น

เราต้องมีอาหารเผื่อสำหรับวันพรุ่งนี้ในตู้เย็น
เราต้องมีน้ำดื่มเก็บเอาไว้ดื่มในตู้เย็น หรือในขวดต่างๆ
เราต้องมีชั้นวางของเผื่อไว้สำหรับของที่เราจะซื้อมาในอนาคต
เราต้องมีบ้านที่มีที่พอจะเก็บสมบัติต่างๆที่เราอยากได้
เราต้องมีเงินเก็บไว้เผื่อยามที่เราป่วย หรือมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้
และอีกสารพัดที่เราจะต้องเผื่อ..

ถ้าเรารู้ว่าอะไรที่เราจะต้องใช้เมื่อไหร่ได้ก็คงจะดี จะได้ไม่ต้องเผื่อจนมากเกินไป

25491012

เกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่าง

ผมรู้สึกว่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกนี้ ต่างเกิดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์บางอย่าง เกิดมาต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่ตายจากไป

แต่อะไรล่ะ คือสิ่งที่ผมต้องทำ ?
แล้วผมจะหามันได้อย่างไร ?
เมื่อพบมันแล้ว ผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่านั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำ ?

25491011

คล้าย

ลองสังเกตดูเครื่อง PDA ของผมสองเครื่อง พบว่าคล้ายกันอยู่หลายอย่าง
  1. ชื่อ Clie (คลีเอ้), Treo (ทรีโอ้) เป็นพี่น้องกันได้เลยนะ
  2. ต่างก็เป็น PDA ระบบ Palm ที่ไม่ได้ผลิตด้วยบริษัท Palm
  3. ทั้งคู่พับฝาได้ ถึงแม้ว่าจอของ Clie จะอยู่ที่ฝา แต่ของ Treo จะอยู่ที่ตัวเครื่อง แต่เวลากางสุดแล้วองศาใกล้กันเลย
  4. มีปุ่มเลื่อนด้านข้าง ของ Clie ชื่อ Jog Dial ของ Treo ชื่อ Jog Rocker ต่างกันนิดหน่อยในเรื่องของความสามารถ แต่ก็วางอยู่ตำแหน่งเดียวกัน
  5. มีช่อง IR หรือ อินฟราเรท อยู่ด้านบน
  6. ตำแหน่งเสียบหูฟังตำแหน่งเดียวกันเลย
  7. มี Keyboard เหมือนกัน อันนี้ส่วนใหญ่ PDA ระบบ Palm เค้าจะไม่มีกันนะ
  8. เก่าทั้งคู่ !(สมัยนี้เค้าไป OS5 กันแล้ว นี่ยัง 3.5.2h กับ 4.1 อยู่เลย)
  9. สุดท้าย ใช้ดีทั้งคู่เลยครับ :)
*** ล่าสุด ฝาพับของ Treo 180 ของผมเพิ่งหักไป(แต่ซ่อมเป็นแบบไม่พับไปละ) ตอนนี้เลยลดความคล้ายลงไปหน่อยละ แหะๆ
เลยได้ข้อธรรมที่ว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน นี่ขนาดผมระวังอย่างดีที่สุดแล้วนะ มันก็ยังหักได้เลย

ประสาทสัมผัสวัดใจ

ผมเชื่อว่า หู ตา จมูก ลิ้น กายสัมผัส ต่างเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดประสิทธิภาพของใจ

รอบตัวเรามีแต่สิ่งที่เร้าต่อประสาทสัมผัสของเรา อยู่ที่ใจของเราเท่านั้นว่าจะ ยอมตกเป็นทาสของสิ่งเร้าต่างๆเหล่านั้นหรือเปล่า

ผมเองก็คนนึง ที่ยังตกเป็นทาสของพวกมัน... เศร้าใจ

ถูก หลอก

ไม่ได้เขียนซะนานเลย เพราะว่าตอนนี้ใช้ PDA สองเครื่อง(โดนกิเลสเล่นงานอีกแล้ว) เดิมทีเขียน blog บน Clie วันนี้มี Treo 180 อีกตัวที่เป็นโทรศัพท์ด้วย เลยไปใกล้ชิดกับตัวใหม่มากหน่อย ตามประสาคนบ้าเห่อ แล้วเจ้า Treo มันเขียนลำบากกว่าบน Clie น่ะสิครับ เลยห่างหายจากการเขียนไปพักนึง
วันนี้รู้สึกอยากเขียนขึ้นมา เลยหยิบ Clie มาเขียนซะหน่อย
(ใครเค้าอยากรู้เนี่ย... เอาน่า.. นะ)

"ถูก หลอก "
ผมรู้สึกว่า ของถูกๆส่วนใหญ่ หลอกเราให้เสียเงินไปกับมันโดยที่เราไม่จำเป็น
ผมมองดูเสื้อผ้า ข้าวของต่างๆ ที่ผมมี หลายชิ้น ผมซื้อมาตอนที่มันลดราคา เพราะเห็นว่ามันถูก โดยหลายๆครั้งก็มองข้ามสิ่งที่ควรคิดก่อนจะซื้ออะไร เช่น จำเป็นหรือเปล่า ซื้อมาแล้วจะใช้คุ้มแค่ไหน ของอื่นที่มีใช้แทนกันได้ไหม มีแล้วจะทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นหรือเปล่า

ด้วยปัจจัยราคาตัวเดียว ผมแทบลืมทุกอย่างสิ้น กว่าจะรู้สึกตัวก็ซื้อมาซะแล้ว

ได้ฟังบรรยายของ ดร.สนอง วรอุไร ท่านบอกให้มองสิ่งของต่างๆที่สาระของมันเวลาจะซื้อของอะไรก็ตาม เช่น รองเท้า สาระของมันก็คือใช้สวมใส่ที่เท้า เพื่อป้องกันสิ่งของมีคมมาทิ่มแทงเท้า และ ปกปิดนิ้วเท้าไม่ให้มันดูน่าเกลียด
ซึ่งถ้ามองที่สาระแค่นี้ ราคาของรองเท้าไม่น่าจะแพงได้เลย
(สำหรับรองเท้าอาจจะมีพิเศษนิดนึง ตรงที่ควรจะสวมใส่ได้สบาย ไม่กัด)

แต่ถ้าเราไปสนใจกับ อสาระ ของมัน เรื่องความสวยงาม วัสดุอุปกรณ์ ยี่ห้อ อะไรแบบนี้ ราคามันก็แพงขึ้นมาทันที

ถึงแม้รองเท้ายี่ห้อที่ดีดีทั้งหลาย จะมีบางช่วงเวลาที่เค้าเอามาลดราคา ลดแบบถูกมาก ก็ต้องใช้สติให้มากขึ้นไปด้วย

พี่นัย เคยเล่าให้ผมฟังว่าแกซื้อรองเท้ากีฬาตอนที่มันลดราคา ยี่ห้อดีด้วยนะครับ แต่ใส่ได้ไม่นานพื้นก็หลุด เพราะว่ายางมันเสื่อมแล้ว
หลังจากนั้นพี่นัยเค้าก็ไม่ซื้อรองเท้าลดราคาอีกเลย

ผมว่าการที่เราจะจับจ่ายซื้อของอะไร ควรที่จะหาข้อมูลของนั้นๆมาพอสมควร เพราะหลายๆครั้งปัจจัยราคาก็ทำให้เราต้องเสียเงินซ้ำซ้อนมากกว่าที่ควรจะเป็นซะด้วยซ้ำไป


๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ อัพเดทเพิ่มเติม
วันนี้ดูรายการ 2020 เค้ามาพูดเรื่อง Shopping พอดีเลย เค้าว่าจริงๆแล้วที่ติดป้าย SALE กันน่ะ จริงๆมันก็ไม่ได้ถูกจริงๆหรอก แต่มันช่วยเพิ่มยอดขายได้ถึง 60% เชียวหล่ะครับ
นึกถึงตัวเองสมัยก่อนเล้ย เห็นอะไรว่า SALE ไม่ได้ ต้องเข้าไปดู ... แล้วก็ซื้อมาทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะได้ซักเท่าไหร่ ...

25490927

สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกเป็นพี่น้องกัน

ได้ฟังบรรยายพิเศษโดย ดร.สนอง วรอุไร
เค้าพูดถึงเรืองสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกนี้ ต่างก็มีความเกี่ยวข้องกัน
เราเกิดมากินข้าวกินผักกินปลา อาหารที่เรากินเข้าไปก็ไปอยู่ในร่างกายเรา
พอเราตาย เราก็กลายไปเป็นอาหารให้กับพืชผักผลไม้ หรือจุลินทรีย์ต่างๆ
ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ ต่างก็เป็นญาติพี่น้องกันทั้งนั้น เรามีแม่เดียวกันคือธรรมชาติ
ที่บางครั้งแม่เราดุด่าตักเตือนก็เพราะเราทำไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเรายังไม่เชื่อฟัง แม่ก็คงต้องลงโทษเราบ้าง เป็นธรรมดา
ถ้าไม่อยากถูกแม่ลงโทษ มาเป็นลูกที่น่ารักของแม่กันดีกว่าครับ

25490825

สินค้าเทคโนโลยีล้าสมัย

ผมเพิ่งจะเสียเงินไปกับโทรศัพท์เครื่องใหม่ แต่เป็นของเก่า คือเจ้า Handspring Treo 180
ออกมาตั้งแต่ปี 2002 หรือ พ.ศ. ๒๕๔๕
เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการ Palm ในเครื่อง
(จริงๆ น่าจะเป็นเครื่อง Palm ที่มีมีความสามารถในการเป็นโทรศัพท์มากกว่า)
เหตุผลที่ผมซื้อรุ่นนี้มาใช้ก็เพราะต้องการโทรศัพท์ที่จะเอามาแทนตัวที่ใช้ปัจจุบัน(Nokia 6010) ที่มันไม่สามารถเอากลับไปใช้ที่เมืองไทยได้
ผมเลยเริ่มมองหาโทรศัพท์เครื่องใหม่ ที่สามารถกลับไปใช้เมืองไทยได้ด้วย จะได้คุ้มค่าหน่อย (ข้ออ้างที่ฟังดูดี)
เลยเริ่มมองหา ตั้งแต่ Nokia, Sony Ericsson, Samsung, PalmOne, ...
แต่ว่าแต่ละตัวก็แพงเกินไปหน่อย (คือผมต้องดูรุ่นที่ผมจะสามารถใช้ที่นี่และที่เมืองไทยได้ด้วย)
พอดีผมมีเจ้า Clie NR70V ที่เป็นคอมพิวเตอร์พกพาของผม และผมก็มักจะพกมันไปไหนมาไหนด้วยตลอด พร้อมกับโทรศัพท์มือถืออีกหนึ่งเครื่อง ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่สะดวกเท่าไหร่นัก
แล้วช่วงนี้ PDA phone (Personal Digital Asisstant phone) กำลังเป็นที่นิยม เพราะทำอะไรได้หลายอย่าง และไม่ต้องพกหลายเครื่อง (สำหรับคนที่ใช้ PDA อยู่ประจำ)
เมื่อก่อนผมเคยใช้ Nokia 7110 ที่มีความสามารถในการจดบันทึกนัดหมาย หรืออะไรสั้นๆได้ แต่มันก็ยังไม่พอกับความต้องการของผมในบางครั้ง
เลยเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ PDA phone ดู พบว่าตอนนี้มีหลักๆอยู่สองเจ้า แบ่งตามระบบปฏิบัติการคือ Windows Mobile กับ PalmOS
ผมตัด Windows Mobile ออกทันที ด้วยความที่ไม่ชอบการทำงานในแบบ Windows คือเห็นหน้าตาแบบ Windows บนเครื่อง Desktop มาพอแล้ว อยากหาอะไรอย่างอื่นมาแก้เบื่อบ้าง
แล้วจากการอ่านในเว็บบอร์ดต่างๆ ก็เห็นเค้าบ่นกันเรื่องของความเสถียรของระบบ และการบริโภคพลังงานมาก ของเจ้า Windows Mobile
ซึ่งทั้งสองข้อนี้ ค่อนข้างสำคัญอย่างมากสำหรับผม เพราะถ้าระบบไม่เสถียรแล้ว เราก็ไม่อาจจะคาดหวังอะไรจากมันได้เลย แล้วถ้าแบตเตอรี่เกิดหมดในเวลาที่ยังไม่ควรหมด แบบนี้ก็รับไม่ได้เหมือนกัน

ผมเลยมาดูที่ค่าย Palm ที่มีแค่เครื่องตระกูล Treo เป็นตัวชูโรงเท่านั้น
เครื่องรุ่นล่าสุดที่เห็นคือ Treo 700p แต่รุ่นนี้ยังไม่เปิดตัวในเมืองไทย และก็ยังแพงมาก
มาดูที่รุ่นก่อนนี้คือ Treo 650 รุ่นนี้ใช้ในไทยได้ มีคนนิยมใช้กันมากพอสมควร เพราะความสามารถค่อนข้างที่จะครบครัน
แต่สำหรับผม มันยังคงมีราคาสูงเกินความจำเป็น
เลยมาดูที่รุ่นก่อนนี้คือ Treo 600 ซึ่งก็มีรูปทรงที่ใกล้เคียงกัน
แต่ผมก็พบว่าจุดอ่อนที่สำคัญสำหรับ PDA phone ยุคนี้ก็คือ หน้าจอระบบสัมผัส
ซึ่งค่อนข้างที่จะต้องการการดูแลรักษาดีสักหน่อย คือไม่ควรที่จะโดนน้ำ หรือละอองไอน้ำต่างๆ
ซึ่งในการใช้งานเป็นโทรศัพท์ก็คงจะหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับใบหน้าได้ยาก ยกเว้นว่าจะใช้พวก หูฟัง
ซึ่งผมก็ว่ามันไม่สะดวกเท่าไหร่ ที่จะต้องมาใส่หูฟังเวลาคุยโทรศัพท์ (คือผมไม่ได้ชอบคุยโทรศัพท์บ่อยขนาดที่ต้องเสียบไว้ที่หู)
ตอนนั้นเลยเลิกคิดที่จะใช้ PDA phone ไปเลย เพราะผมเป็นคนที่หน้ามัน เหงื่อออกเยอะ เวลาใช้โทรศัพท์ทีไร หน้าจอจะมันแผลบทีเดียว
แต่แล้วก็ไปเจอ Treo รุ่นเก่า ที่ยังเป็นฝาพับอยู่ เดิมผมไม่ค่อยจะชอบโทรศัพท์ที่ต้องพับฝาแบบนี้เท่าไหร่ ผมว่ามันยุ่งยากในการใช้งาน
แต่กับ PDA phone ผมว่ามันเหมาะมาก เพราะว่าฝาของมันจะช่วยป้องกันหน้าจอที่ใช้ในการขีดเขียนได้อย่างดี
และข้อดีของฝาพับ Treo 180 ก็คือเวลาที่เปิดฝาขึ้นมา หน้าของผมก็จะไปแนบกับตัวฝาแทนที่จะแนบกับจอ จอก็เลยไม่โดนเหงื่อหรือความมันจากหน้าของผม
(อัพเดท.. ตอนนี้ฝาพับหักไปแล้วครับ ก็เลยโมฯใหม่กลายเป็นแบบไม่ต้องพับแล้ว เย้ ดีไปอีกแบบ)

ข้อดีอีกข้อที่ผมชอบคือมันเป็นพลาสติก ทำให้มันเบา แล้วดีกับคนเหงื่อเยอะอย่างผมอีกเช่นกัน เพราะถ้าเป็นพวกวัสดุที่เป็นโลหะ ผมมักจะใช้มันได้ไม่ทน มันจะชอบสึกหรอจากเหงื่อบนมือผม

อ้าว หลงประเด็นไปหน่อย คือที่ผมว่าการที่ผมซื้อสินค้าเทคโนโลยีเก่าๆเนี่ย ดีตรงที่ว่าผมมีโอกาสได้อ่านบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ต่างๆถึงข้อดีข้อเสียของมัน ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและวิธีแก้ไข จากผู้ที่เคยใช้มาก่อน
และที่สำคัญคือได้ใช้มันในราคาที่สมเหตุสมผล


เจ้า Treo 180 นี่ผมได้มาในราคาที่ถูกจนทำให้ผมอดใจไม่ไหวครับ $20.89 รวมค่าส่งแล้ว
แบบว่า PDA phone ราคา ๘๐๐ บาท ไม่บิดไม่ได้แล้ว !
ก็เลยบิดไปซะ ก็ลุ้นกันตัวโก่งเลยครับ ว่าจะใช้ได้ดีหรือเปล่า พอได้มาก็ถูกใจครับ สภาพดีมากๆ แม้จะไม่มีกล้อง จอเป็นจอขาวดำ ใส่เม็มโมรี่เพิ่มก็ไม่ได้ เสียงเรียกเข้าก็เป็นแบบ monotone (อันนี้ผมชอบนะ ดูมันเป็นเสียงโทรศัพท์ดี)
เรียกว่ามันเบสิคสุดๆ แต่ว่าด้วยความที่มันเป็น PDA phone นี่แหละครับ ทำให้มันสามารถลงโปรแกรมหรือเกมได้มากมาย จดบันทึกต่างๆได้ วาดรูปลงไปก็ได้ เอา E-book ใส่ไว้อ่านยามไม่มีอะไรทำก็ได้(เป็นสิ่งสำคัญที่ผมคิดเปลี่ยนมาใช้ PDA phone เลย)
ต่ออินเทอร์เน็ต ดูเว็บ เช็คเมล ทำได้หมดเลยครับ (แต่ค่าบริการในอเมริกาแพงเกิน)
เรียกว่าครบกับความต้องการในวันนี้ของผมแล้ว
ชอบจริงๆครับ Treo 180

ไม่แปลกใจละครับที่ใครๆที่เปลี่ยนมาใช้ Treo ต่างก็ติดใจมันกันทั้งนั้นเลย

25490817

สงบสยบทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาให้เราสงบเข้าไว้ก่อน จากนั้นค่อยคิดหาทางแก้ไขต่อไปด้วยสติปัญญา

25490808

สรุปข้อผิดพลาดในการไปเที่ยว

เพิ่งจะได้ไปเที่ยวป่า กางเต้นท์นอนมาครับ ไปกันที่ The Great Smoky Mountains ใน Tennessee เป็นอุทธยานแห่งชาติที่มีคนนิยมเดินทางไปเที่ยวกัน
ไปค้างที่นั่นหนึ่งคืน เช่ารถขับกันไป ไปกันทั้งหมด ๕ ชีวิต รถที่เช่าไปเป็น Hyundai Sonata รุ่นปี 2005
นับว่าโชคดีที่ได้คันนี้ เพราะทีแรกจอง Ford รุ่นที่มันขนาดกลางๆ พอดีเค้าไม่มีเลยได้คันนี้มาแทน ซึ่งก็ใหญ่กว่าพอสมควร มีที่เก็บของด้านหลังเยอะมาก (แต่ก็เต็มสุดๆ)

ข้อผิดพลาดที่ผมเจอคือ
  • ผมไม่ได้เอาถุงนอนไปด้วย (เพราะไม่มี)ทำให้ต้องทนนอนหนาว ดีที่มีผ้าห่มติดไป แต่ผมมาคิดๆดูแล้ว ถุงนอนของคนอื่น จะกินที่มากพอสมควร ดีที่ผมไม่ได้เอาไป
  • ผมไม่ได้เตรียมการแยกกางเกงในที่ใช้แล้วออกจากที่ยังไม่ได้ใช้ ทำให้ต้องมาคอยเช็คว่าตัวนี้ใช้ไปหรือยัง ด้วยการดม...
  • ผมไม่ได้เช็คอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคก่อนที่จะเอาไป เช่นที่ชาร์ตโทรศัพท์มือถือบนรถ ทำให้เอาไปแล้วไม่ได้ใช้ เพราะมันใช้ไม่ได้
  • ผมไม่ได้พกกางเกงว่ายน้ำติดไปด้วย เพราะว่าคิดว่าคงไม่ได้ใช้ แต่ถ้าเอาไปคงจะได้ใช้ เพราะเล่นน้ำตกได้
  • เอาหม้อ เอากระทะไปแต่ลืมเอาตะหลิวและช้อนตักไปด้วย ดีที่ไปเทศกาล Yard sale เลยซื้อเอาไปใช้
  • ผมลืมเอาแว่นกันแดดไปด้วย ผมว่าอันนี้ค่อนข้างสำคัญนะ เพราะว่าแดดหน้าร้อนนี่มันแรงพอสมควรเลย การที่เรามีแว่นกันแดดน่าจะช่วยป้องกันดวงตาเราได้ดีทีเดียว

25490725

เผื่อใช้

วันนี้ว่าจะต้องทำการ defract ฮาร์ดดิสก์ซะหน่อย พอจะสั่งให้ Windows มัน defractment มันก็จะทำการตรวจสอบก่อน แต่พอตรวจว่าสมควรจะทำละ มันก็ฟ้องมาว่า เนื้อที่ที่เหลือว่างนั้นน้อยเกินไปนะ คือเหลือน้อยกว่า ๑๕ % ของเนื้อที่ทั้งหมด
เอาล่ะสิ ต้องไปหาทางลบอะไรออกบ้างแล้ว ก็เลยไล่ดูว่ามีอะไรไม่จำเป็นบ้าง เข้าไปดูว่าลงโปรแกรมที่ไม่จำเป็นไว้บ้างหรือเปล่า ก็เลยเริ่มรู้สึกเลยว่า เรามีโปรแกรมที่ลงเอาไว้"เผื่อใช้" เยอะมาก และตั้งแต่ลงเอาไว้มาเป็นปี ก็ไม่เคยได้ใช้เลยสักครั้ง...

ผมก็ไม่รอช้า จัดการลบออก แต่ก็ยังเหลือที่ "เผื่อใช้" อยู่บ้าง แต่ก็ได้พื้นที่คืนมาเพียบเลย

มาลองคิดๆดู คอมพิวเตอร์ก็เหมือนๆบ้านของเราเหมือนกัน โปรแกรมต่างๆเหมือนเป็นบรรดาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ที่หลายๆครั้ง เราซื้อมาเพราะว่า "เผื่อใช้"
มาคิดๆดู หลายอย่าง ไม่เคยได้ใช้เลย หรือใช้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น แล้วก็เก็บอยู่ในตู้นั่นแหละ รอว่าวันไหนเราจะหาโอกาสใช้มันได้ แต่พอมันถูกเก็บพ้นตาเราไป เราก็ลืมไปว่ามี แล้วก็ไม่ได้ใช้มัน จนถึงตอนที่จะจัดบ้านนั่นแหละ ถึงได้เห็นว่าเราก็มีไอ้นี่ไอ้นั่นด้วยนะเนี่ย

ผมมีเพื่อนคนนึงเค้าก็ชอบซื้อเสื้อผ้า เห็นว่าถูกก็ซื้อมา กะว่าคงได้ใช้เข้าสักวัน จนห้องของเธอก็เต็มไปด้วยเสื้อผ้ามากมาย ต้องวุ่นวายหาตู้เสื้อผ้า หาที่เก็บที่แขวน แล้วเนื้อที่ห้องที่จริงๆมันก็กว้าง กลับแคบไปถนัดตา มองไปทางไหนก็มีแต่ของเต็มไปหมด ถ้าดูดีดีแล้ว ก็หยิบใช้อยู่แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง

บ้านผมที่เมืองไทยก็เป็นเหมือนกัน รกสุดๆ รกซะจนไม่มีที่จะเดินในบางครั้ง บรรดาหนังสือการ์ตูน นิตยสารทั้งหลายแหล่ ที่เก็บสะสมเอาไว้ หนังสือต่างๆที่ซื้อมา เผื่อว่าจะได้อ่าน
ของเล่นต่างๆที่ซื้อมาเพราะว่ามันอยากได้ สุดท้ายมันก็เข้ามารกห้องเต็มไปหมด
ทำความสะอาดก็ยาก ฝุ่นจับเต็มไปหมด จะหาที่นอนทีนึงนี่ต้องเก็บกวาดกันพอสมควรทีเดียว

เลยมาคิดต่อว่า ถ้าของ "เผื่อใช้" เหล่านั้น กลายเป็นของที่ "ใช้ประจำ" สำหรับคนอื่นแล้ว มันจะดีแค่ไหน?

แล้วที่บ้านเพื่อนๆพี่ๆ มีของ "เผื่อใช้" ที่ไม่เคยได้ใช้กันบ้างไหมครับ

ความเจริญ

อะไรคือความเจริญ?

มีตึกสูงๆมากมาย มีการจราจรคับคั่ง รถราวิ่งกันขวักไขว่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบ มีการแข่งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่งกันตลอดเวลา มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆออกมามากมาย มีเครื่องมือสื่อสารที่ติดต่อกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จะเดินทางไปที่ไหนก็สามารถทำได้แค่เพียงไม่กี่อึดใจ

หรือ ความเรียบง่าย สงบ ร่มเย็น ไม่มีการแข่งขัน ทุกคนช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ผมรู้สึกว่าอย่างหลังจะดูเป็นความเจริญที่ผมรู้สึกว่าใช่ในตอนนี้

เรากำลังหลงไปกับรูปแบบความเจริญในแบบชาติตะวันตกกันหรือเปล่านะ?

เราจำเป็นจะต้องมีต้องเป็นอย่างคนอื่นเขาหรือเปล่า?

มนุษย์ทั้งโลกนี้ ต้องการสิ่งต่างๆในชีวิตเหมือนกันหรือ?
เงิน? รถ? เครื่องมือสื่อสาร?


ล่าสุดไปเจอ ประโยคนึง ที่เค้าเขียนลงท้ายกระทู้ ที่ผมชอบมาก "เจริญในธรรม"

25490721

กลับตะเข็บ

ผมเพิ่งซื้อกางเกงในใหม่มา แต่ใส่แล้วมันเจ็บๆชอบกล ตรงแถวๆข้างเอว เลยลองสังเกตดูพยว่ามันเป็นรอยตะเข็บด้านในที่มันทำให้เกิดการเสียดสี ผมเลยมานึกๆดูว่า ทำไมต้องเอาตะเข็บไว้ด้านในนะ ทั้งๆที่กางเกงในนี่มันควรจะสวมใส่ได้สบายๆนี่นา ถ้าเราเอาตะเข็บไว้ด้านนอกมันน่าจะทำให้ใส่ได้สบายมากขึ้น เพราะเราก็คงไม่ได้ใส่กางเกงในข้างนอกแบบซูเปอร์แมน ก็คงไม่มีใครเห็นว่าเราใส่กลับตะเข็บ

เลยมานึกถึงเสื้อผ้าต่างๆ ที่ตะเข็บจะอยู่ด้านใน เพื่อให้ภายนอกดูเรียบร้อยสวยงาม แต่ด้วยความเคยชินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกกับตะเข็บเหล่านั้น หรือจะคิดว่า มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
ผมเลยคิดว่า เสื้อนอน ชุดนอน กางเกงนอน ผมจะใส่กลับตะเข็บดู ถ้ามันสบายกว่าจริงๆ อาจจะเลยไปถึงเสื้อผ้าที่ใส่ออกไปข้างนอกซะเลย

ธรรมชาติ

ผมรู้สึกว่า(คิดเอาเองอีกแล้ว) สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของอีกชนิดนึง ซึ่งจะเป็นวงจรที่จะกินกันไปมา
เช่น มดถูกนกกิน นกถูกแมวกิน แมวถูกเสือกิน และก็ไปเรื่อยๆ
แต่ผมว่ามนุษย์เราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และก็ทำได้เสียด้วย มนุษย์เราเลยเจริญเผ่าพันธุ์กันออกมามากมาย เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนระบบมันเริ่มจะเสีย
ธรรมชาติ คือผู้ควบคุมวงจรนี้ จึงพยายามหาทางที่จะมาทำให้วงจรนี้กลับเป็นปกติ ด้วยการสร้างภัยทางธรรมชาติต่างๆขึ้นมา เพื่อลดจำนวนของมนุษย์ลงไป
แต่ถ้ามนุษย์ยังคงสามารถต่อต้านวิธีทางธรรมชาติเหล่านี้ได้อีก ธรรมชาติเองก็จะหาวิธีอื่นๆออกมาเพื่อทำให้ระบบของมันเป็นปกติ

ผมเชื่อว่างั้นนะ

25490719

จะมีอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้มันมาควบคุมเรา

หลังจากที่ชีวิต(เกือบจะ)ตัดขาดจากโลกอินเทอร์เน็ตไปพักใหญ่ ช่วงนี้ก็กลับมาออนไลน์อีกครั้ง เพราะบังเอิญไปเจอสัญญาณ Wireless internet ของโรงเรียนเข้าโดยบังเอิญ เลยได้กลับมาสู่โลกอินเทอร์เน็ตอีกครั้งนึง พอมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ก็กลับเข้าสู่วงจรแบบเดิมๆ คือว่างเป็นต้องเข้าเว็บ ดูนั่นดูนี่ ชีวิตตกเป็นทาสของโลกไซเบอร์อีกครั้ง
แต่ก็ได้เจอเว็บอะไรน่าสนใจหลายอย่าง เช่น www.brickshelf.com ที่เป็นที่โชว์ผลงานของคนที่ชอบต่อ Lego เอาผลงานที่ตัวเองต่อเป็นอะไรต่างๆนาๆ มาอวดกัน ผมดูแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ว่าเจ้าตัวต่อพวกนี้มันสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นชิ้นงานเหล่านั้นได้ด้วยเหรอเนี่ย

ผมเลยรู้สึกว่าการมีอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไรเลย ถ้าหากเรารู้จักแยกแยะ และเลือกเอาแต่ประโยชน์ที่มีของมันมาใช้ ไม่ตกเป็นทาสของมัน คือไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร มีก็ใช้ แต่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับตัวเราเอง

ล่าสุดผมเพิ่งรู้วิธีใช้เจ้า adblock ที่เป็น extension ของ Firefox มันช่วยให้การใช้อินเทอร์เน็ตของผม เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้โดยที่ไม่ต้องคอยไปหลงกับบรรดาโฆษณาต่างๆ คือมันจะสามารถจัดการซ่อนพวกโฆษณาทั้งหลาย ที่เราตั้งเอาไว้ได้ แถมช่วยให้เครื่องไม่ทำงานหนักด้วย (พวก Flash banner กินทรัพยากรเครื่องสูงมาก)
ถ้าใครยังไม่เคยลองผมขอแนะนำเลยครับ ยอดเยี่ยมมากๆ

25490718

รองเท้า

ผมมีรองเท้าผ้าใบที่ใส่บ่อยๆอยู่สองคู่ คู่นึงเป็น converse สีดำ ใส่กับเสื้อผ้าอะไรก็ดูดี มันทำให้ผมรู้สึกดีเวลาที่มองตัวเองสวมใส่มัน แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายในเวลาที่สวมใส่มัน มันทั้งบีบ ทั้งแข็ง และไม่นุ่มนวลเอาซะเลย แต่คงไม่มีใครรู้

ผิดกับรองเท้าอีกคู่นึงของผม ที่ผมซื้อมาถูกมาก รูปแบบธรรมดา ใส่แล้วไม่ค่อยจะเข้ากับเสื้อผ้าซักเท่าไหร่ เวลาเห็นตัวเองในกระจกแล้วคิดอยากจะเปลี่ยนรองเท้าหลายที แต่ด้วยความที่มันสวมใส่สบาย มันทนทานพอสมควร แถมยังนุ่มสบายเท้าด้วย ไม่ว่าจะใส่มันไปเดินเล่น หรือจะไปเล่นกีฬา มันไปได้หมด

ไม่แปลกใจที่ผมจะเลือกรองเท้าคู่หลังเป็นรองเท้าคู่ใจของผม

25490717

ลดน้ำหนักแต่เพิ่มกล้าม

ช่วงนี้ผมพยายามจะลดน้ำหนักของตัวเองลง จากเดิมเมื่อปีที่แล้วเคยหนักถึง ๗๒ กิโลกรัม ตอนนี้ลงมาอยู่ที่ ๖๕ กิโลกรัม แต่จุดหมายจริงๆอยากลองลงไปอยู่ที่ ๖๐ กิโลกรัม เพราะอยากจะทดสอบตัวเองดูว่าระดับไหนที่เหมาะสม การลดน้ำหนักครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้น้ำหนักตัวลดลงเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีกล้ามเนื้อที่กระชับและแข็งแรงมากขึ้นด้วย (อยากจะพิสูจน์ว่าไม่ต้องกินเนื้อก็มีกล้ามใหญ่ได้เหมือนกัน)
ไม่รู้ว่าจะลดน้ำหนักลงไปได้ถึงที่ตั้งเอาไว้ได้หรือเปล่า แต่คิดว่าค่อยๆลดลงช้าๆน่าจะไหว เพราะผมยังมีไขมันจับตัวเป็นก้อนๆอยู่หลายแห่งให้ได้กำจัด

ต้องแค่ไหน

สมัยนี้การถ่ายรูปเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ง่ายมาก เพราะทั้งกล้องดิจิตอลที่ราคาไม่แพง แถมพกพาสะดวก ไหนจะมีกล้องบนโทรศัพท์มือถืออีก ที่เริ่มจะมาแทนที่กล้องดิจิตอลแบบเต็มๆตัว เข้าไปทุกขณะ
แต่ว่า ความละเอียดกี่เม็กกะพิเซลถึงจะพอ?

เมื่อสมัยแรกๆที่ผมมีกล้องดิจิตอลตัวแรก ที่เป็นได้ทั้งเว็บแคมฯ และกล้องดิจิตอลที่พกไปถ่ายข้างนอกบ้านได้ สมัยนั้นกล้องตัวนั้นของผม (Creative WebCam Go) ความละเอียดแค่ ๖๔๐ x ๔๘๐ หรือ สามแสนพิกเซล ภาพที่ได้ก็ไม่ได้คมชัดซักเท่าไหร่ แค่พอดูออกว่าใครเป็นใคร ซึ่งจุดมุ่งหมายของผมก็เพื่อเอาภาพไปลงในเว็บให้เพื่อนๆได้ดูกัน ซึ่งความละเอียดเพียงเท่านี้นับว่าเพียงพอและเหมาะสมสำหรับการชมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป
จนมาถึงยุคที่ผมเริ่มทำงานเก็บเงินได้มากขึ้น ผมก็ตัดสินใจซื้อกล้องดิจิตอลตัวใหม่ ที่มีความละเอียดสูงถึง ๒.๑ ล้านพิกเซล
(Fujifilm Finepix 50i) ซึ่งมันมีความกว้างยาวถึง ๑,๖๐๐ x ๑,๒๐๐ พิกเซลทีเดียว ใหญ่โตมโหราฬมากสำหรับดูบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น
จนมาถึงวันนี้ผมมีกล้องตัวใหม่มาแทนที่ (เพราะเจ้า 50i มันเสีย) ผมเลยซื้อเจ้า Fujifilm F601 มาใช้แทน เป็นตัวที่ลูกค้าส่งคืนบริษัทแล้วบริษัทเอาไปซ่อมให้เหมือนใหม่ (Refurbish) ด้วยความละเอียดสูงสุดถึง ๓.๒ ล้านพิกเซล ซึ่งผมว่ามันใหญ่โตมากเลยทีเดียว

แต่สมัยนี้กล้องบนโทรศัพท์มือถือตัวนิดเดียวก็มีความละเอียดที่เท่ากับกล้องตัวนี้ หรือมากกว่าไปแล้ว
ซึ่งผมว่ามันเป็นความละเอียดที่สูงนะ เพราะผมถ่ายจริงๆก็ใช้แค่ความละเอียด ๑.๓ ล้านพิกเซลแค่นั้น เพราะเรื่องของขนาดภาพ และความจุ ที่พอเพียงแล้วในการเก็บรายละเอียดต่างๆ เพื่อเอาไว้ย้อนดูในวันหลัง

แต่ผมเห็นกล้องดิจิตอลสมัยนี้เพิ่มความละเอียดไปจนมากกว่าสิบล้านพิกเซลกันแล้ว และดูท่าทางจะยังไม่หยุดเพิ่มเสียด้วย
จนผมต้องกลับมาคิดว่า มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ?

คงจะมีหลายคนที่บอกว่า ละเอียดเยอะๆสิดี เผื่อเอาไว้ขยายเป็นรูปใหญ่ภาพจะได้ไม่แตก
แต่จะมีสักกี่ครั้งกันนะที่เราจะเอาภาพเหล่านั้นมาอัดขยายเป็นภาพขนาดใหญ่แบบโปสเตอร์ จริงๆเอาแค่อัดออกมาเป็นขนาด ๔ x ๖ นิ้ว ยังน้อยเลย
แล้วขนาดของไฟล์ภาพมันก็ใหญ่ตามไปด้วย ซึ่งทำให้เปลืองเนื้อที่ในการเก็บเข้าไปอีก จะสำรองข้อมูลกันทีนึงก็กินเวลานานโข

ซึ่งผมมองแล้วมันแลดูจะเกินความจำเป็นในการใช้งาน

นอกจากเรื่องกล้องดิจิตอลแล้ว พวกบรรดาสินค้าไฮเทคต่างๆ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน เช่น คอมพิวเตอร์ ที่เพิ่มความจุต่างๆเข้าไป เพิ่มความเร็วเข้าไปอย่างมากมาย (บางคนซื้อมาแค่เล่นอินเทอร์เน็ตก็มี)
แล้วเครื่องเล่นเพลงพกพา ก็พยายามลดขนาดลงเรื่อยๆ ต้องเหลือเล็กแค่ไหนถึงจะพอนะ?
เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องบางๆ เล็กๆ ถึงจะเท่ห์ แต่ผมกลับมองว่ามันทำให้จับไม่ถนัด (อาจจะเป็นที่ผมเป็นคนมือใหญ่ด้วยมั๊ง) เลยชอบโทรศัพท์ที่มันไม่เล็กจนเกินไป
แล้วยังมีโทรทัศน์ ที่ขยันออกจอใหญ่ยักษ์ออกมาเรื่อยๆอีก ถามผมว่าจอใหญ่แค่ไหนถึงจะพอ ผมว่าสำหรับผม ๒๕ นิ้วนี่ใหญ่เกินพอแล้วนะ

แล้วช่วงนี้ยังมีแผ่นภาพยนตร์แบบใหม่ออกมาแทน DVD อีก ทั้ง Blu-ray และ HD-DVD ที่เพิ่มความจุเข้าไปซะมากมาย
แต่นั่นมันจำเป็นหรือ?
ผมว่าสำหรับตลาดทั่วไปในเมืองไทย คุณภาพระดับ VCD ก็ถือว่าพอเพียงที่จะซึมซับอรรถรสของภาพยนตร์เรื่องนึงได้แล้วนะ
แล้วถ้าจะเล่นภาพระดับ High-Definition ได้ ก็ต้องซื้อจอภาพที่รองรับด้วย
คิดแล้วมันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?

ผมมาคิดถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของผม 486DX4-100, ram ๑๖ เม็กกะไบท์ ฮาร์ดดิสก์ ๒.๑ กิ๊กกะไบท์
สมัยนั้นผมว่ามันเร็วแล้วนะ ทำงาน 3D ได้ด้วย แต่ปัจจุบันใครที่มาใช้คงบ่นทนไม่ได้กันทุกคน ถึงความช้าอืดอาดของมัน
อดคิดไม่ได้ว่า คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันในวันนี้ อีกห้าปี เราจะรู้สึกว่ามันช้าจนทนไม่ได้กันไหมนะ

แล้วอินเทอร์เน็ตล่ะ มันต้องเร็วแค่ไหนถึงจะพอ ?

จริงๆคงมองไปได้ทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษา ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินต่างๆ

เราต้องการมันมากแค่ไหน ?

25490610

แหวนที่นิ้วนางมือซ้าย

ผมเป็นคนที่ไม่ชอบใส่แหวนเอาซะเลย เคยต้องใส่แหวนอยู่พักนึง เพราะเคยมีคนซื้อมา(บังคับ)ให้ใส่ จริงๆเค้าตั้งใจให้ผมใส่ที่นิ้วนางมือขวา แต่ผมขอเป็นนิ้วก้อยมือขวาแทน ใส่อยู่พักนึงจนนิ้วเป็นรอยแหวน(คงเพราะผมอ้วนขึ้น) พอเลิกใส่ก็รู้สึกกลับมาเหมือนเดิม เป็นอิสระอีกครั้ง แต่กว่ารอยแหวนจะหายไปก็นานเหมือนกัน
ผมยังคิดว่า นี่ถ้าผมเกิดแต่งงานขึ้นมา ผมจะขอไม่ใส่แหวนได้ไหมนะ ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ดูเป็นคนโสด แต่เป็นความรู้สึกอึดอัดนิ้วมากกว่า
ผมรู้สึกว่าเรื่องแหวนที่นิ้วนางมือข้างซ้ายนี่ผู้หญิงจะให้ความสำคัญมากทีเดียว แต่ผมว่าใจสำคัญกว่า ผูกพันธ์ที่ใจ ไม่เห็นจะต้องมีสัญลักษณ์อะไรมาแทน

25490609

ยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ได้เขียนซะนานเลย วันนี้ไปหยิบหนังเก่ามาดู James Bond Golden Eye
ดูแล้วก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา เพราะจำได้ว่าสมัยที่มันออกมาในยุคนั้น เป็นหนังที่ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะเทคนิคต่างๆทันสมัยสุดๆ วิธีการเอาตัวรอดของ Bond ก็ดูแล้วเหลือเชื่อ และก็อดทึ่งไม่ได้
แต่มาในวันนี้ทำไมดูแล้วรู้สึกมันง่ายจัง ผมคิดว่าเป็นเพราะผมเคยดูมาแล้วทีนึง จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้เห็นครั้งแรก และอาจจะเป็นเพราะหนังสมัยนี้ หรือแม้กระทั่งละครก็ต่างสร้างสรรค์เนื้อเรื่องออกมาอย่างแยบยล คิดแล้วคิดอีก ดูแล้วทึ่งสุดๆ
ซึ่งดูๆแล้วหนังแอคชั่นที่จะทำออกมาจะต้องสรรหาแนวทางใหม่ๆ ที่ยากขึ้น เหลือเชื่อมากขึ้น ยุ่งยากมากขึ้น มานำเสนอ
ผมว่ามันเหมือนๆกับชีวิตมนุษย์เราที่นับวันจะยิ่งยุ่งยากวุ่นวายขึ้นทุกวัน
เราคิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆขึ้นมาเพื่อทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ทำไมชีวิตเรากลับดูวุ่นวายมากขึ้นตามไปด้วย

เราเดินทางด้วยเท้า แล้วเราก็คิดค้นจักรยาน รถยนต์ เครื่องบิน ทำให้เราเดินทางได้เร็วมากขึ้น
แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกว่ามันเร็วพอ เราอยากที่จะเดินทางได้เร็วขึ้นๆๆ เราจินตนาการว่าสักวันหนึ่งเราจะมีเครื่องมือที่ทำให้เราเคลื่อนย้ายมวลสารจากอีกที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้ในพริบตา
ถ้าเราสร้างเครื่องมือนั้นขึ้นมาได้จริง เราจะพอใจกับมันไหมนะ?
เราจะมีชีวิตที่วุ่นวายขนาดไหนกัน

ผมรู้สึกว่ายิ่งเราเดินทางไปได้ไกลมากขึ้นๆ เราก็ยิ่งจะรู้จักสิ่งรอบข้างน้อยลง

เราพยายามตามหาสิ่งที่เราคิดว่าดีกว่า เหมาะสมกับเรามากกว่า แต่เรากลับไม่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เรามีอยู่

25490512

ความเข้าใจ

รัก โลภ โกรธ หลง ล้วนทำให้เกิดทุกข์
ผมเลยมาคิดว่า ชีวิตคู่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีความรักก็น่าจะได้ คืออยู่กันด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ถ้ารักมันอาจจะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ แต่ความเข้าใจ จะไม่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเราจะไม่ได้รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ
ผมรู้สึกว่าทุกๆครั้งที่ผมรู้สึกรักใครขึ้นมา สุดท้ายจะมีความทุกข์ตามมาด้วยทุกครั้ง ยิ่งรักมากยิ่งทุกข์มาก
ความรักทำให้ผมอยากจะครอบครอง เกิดการตั้งความหวังว่าเค้าจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ สุดท้ายพอมันไม่เป็นอย่างหวังมันก็ทุกข์
แต่ถ้าเราอาศัยความเข้าใจ เราก็จะไม่เกิดทุกข์เมื่อเขาไม่เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เราจะรับกับมันได้ด้วยความเข้าใจ

ได้ดู My Neighbors the Yamadas แล้วรู้สึกดีมากๆ ชอบเรื่องราวในชีวิตของครอบครัวแบบนั้น แต่ละคนไม่ได้มีใครสมบูรณ์แบบซักอย่าง แต่ก็มีความสุขอย่างที่บอกไม่ถูก
ผมชอบตอนที่พ่อลืมเอาร่มมาจากบ้าน แล้วโทรศัพท์กลับไปบอกที่บ้านให้เอาร่มมาให้หน่อย ที่บ้าน แม่ ลูก ยาย เถียงกัน ไม่มีใครยอมไป สุดท้ายพ่อเลยบอกเดี๋ยวไปซื้อร่มคันใหม่ แม่บอก งั้นซื้อหมูมาด้วย
พอพ่อไปซื้อร่ม ในใจก็คงงอนเล็กๆ แต่ก็ยังไม่วายหยิบหมูติดมือมาด้วย
พอซื้อของเสร็จออกมาข้างนอก ฝนก็ยังตกอยู่ พ่อกางร่มเดินกลับบ้าน แล้วก็เจอกับ แม่ และลูกๆทั้งสองคนเดินมารับ พ่อก็ยื่นหมูให้แม่ แล้วก็เดินกลับบ้านพร้อมกันทั้งครอบครัว
ผมดูแล้วน้ำตาแทบเล็ด อบอุ่นแบบบอกไม่ถูก มันเป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่มีความสุขดีจริงๆ

25490505

ลูกบุญธรรม

ดาราฮอลลีวูดรับเด็กต่างชาติเป็นบุตรบุญธรรมกันเยอะมาก ในทีวีก็มีโฆษณาบอกถึงหนทางในการที่จะรับเด็กมาเป็นลูกบุญธรรม
ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งมากเลย เพราะผมเห็นคนอเมริกันกว่าจะแต่งงานมีลูกก็อายุมากกันแล้ว โอกาสเสี่ยงในการที่ลูกจะไม่สมบูรณ์ก็มีสูงมาก แล้วประเทศที่เด็กเกิดมาแล้วพ่อแม่ทิ้งนี่ก็เยอะ อย่างในไทยผมเห็นออกข่าวแทบทุกวัน คลอดแล้วเอาไปทิ้ง เลี้ยงไม่ไหวเอาไปทิ้งมั่ง ไหนจะมีเรื่องทำแท้งอีก
จะว่าพ่อแม่พวกนั้นก็ได้ แต่ส่วนหนึ่งผมว่ามันมาจากสภาพสังคม สื่อต่างๆที่ออกมายั่วยุกิเลส แฟชั่นนุ่งน้อยห่มน้อยทั้งหลาย มันล้วนสร้างโอกาสเสี่ยงขึ้นมาทั้งนั้น
พอพลาดพลั้งตั้งท้องขึ้นมาก็ไม่มีปัญญาจะเลี้ยง เพราะลำพังตัวพ่อแม่ที่เป็นแค่นักศึกษาก็ยังเอาตัวไม่รอด
การที่จะยกลูกให้กับคนอื่น แม้จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่ผมว่ามันมีความสุขทุกฝ่าย
แล้วจุดที่ผมชอบอีกอย่างนึงคือโอกาสในการที่สร้างคนที่มีคุณภาพขึ้นมาในโลกนี้มันมีมากขึ้น ผมยังชอบโอกาสในความหลากหลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่จะเกิดมากขึ้น เพราะผมเชื่อลึกๆว่ามนุษย์ทุกผิวพรรณเหมือนกัน และไม่สมควรที่จะถูกจัดเป็นตะวันออก-ตะวันตก, ขาว-ดำ-เหลือง, ผมหยิก-ผมตรง-ผมทอง-ผมดำ
ผมสังเกตดูแล้วลูกครึ่งมักจะหน้าตาดี นั่นมันคือความก้าวหน้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือเปล่า(แม้ความงามจะไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่มันเหมือนกับการรวมแล้วมันดีขึ้น)

ช่วยจระเข้

เจอข่าวจระเข้เข้าไปติดในท่อแล้วออกไม่ได้ คนเลยต้องหาทางช่วยกันออกมายกใหญ่

ดูแล้วคิดสงสัยบางอย่างขึ้นมา ทำไมไม่ฆ่าจระเข้ซะหล่ะ แล้วดึงมันหรือหั่นมันออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วดึงออกมาทีละชิ้นๆ

ดูแล้วผมซาดิสใช่ไหม ผมแค่สงสัยน่ะครับ เพราะทีหมู วัว ไก่ ปลา ยังฆ่ากันได้เยอะแยะ แล้วทำไมจระเข้ไม่ฆ่าหล่ะ ?

หรือเพราะเราไม่กินเนื้อมัน?
หรือเพราะมันดูน่าสงสาร?
หรือมันเป็นสัตว์ป่าธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์ที่เราเลี้ยงไว้ฆ่ากิน?

วันหยุด

วันหยุดในอเมริกา แตกต่างกับของไทยพอสมควร ในเรื่องของการกำหนดวัน เมืองไทยมักจะระบุวันที่ที่แน่นอนในแต่ละปีก็จะเป็นวันที่เท่านั้นเท่านี้ แต่ก็ต้องมาลุ้นกันทุกทีว่าเป็นวันอะไรของสัปดาห์ จะมีโอกาสลายาวๆได้แค่ไหน ถ้าไปตรงกับวันหยุดก็ต้องมีหยุดชดเชยขึ้นมาให้
แต่ที่อเมริกาเค้ามักจะระบุแค่ว่าเป็นวันจันทร์ของสัปดาห์ไหนของเดือนอะไร นั่นทำให้ไม่ต้องมาจำว่าจะเป็นวันที่เท่าไหร่ ไม่ต้องมาลุ้นกันทุกๆปี (ที่เมืองไทยผมจะเป็นบ่อยมากเรื่องไม่รู้ว่าวันหยุดเป็นวันอะไร)
ผมว่ามันดีนะแบบนี้ ที่วันหยุดมันคือวันหยุดจริงๆ มีเพื่อให้หยุดทำงานกัน
แต่ในเมืองไทยจริงๆแล้วผมว่าวันหยุดต่างๆคงไม่ได้ตั้งใจให้เป็นวันหยุดทำงาน แต่เป็นวันที่มีความสำคัญทางด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า แต่พอระบบการทำงานแบบตะวันตกแพร่เข้ามา วันหยุดของไทยเลยปรับเปลี่ยนไปเป็นแบบวันหยุดของต่างประเทศบ้าง
ซึ่งจริงๆเมืองไทยนี่ผมว่าวันหยุดเยอะมากเลยนะ แล้วไหนเราจะรับวันหยุดของต่างชาติเข้ามาด้วย ทั้งฝรั่ง ทั้งจีน เราเอาหมดเลย

Deal or No Deal

เกมโชว์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากๆ ด้วยรูปแบบการเล่นที่ง่ายมาก คือจะมีกระเป๋าใส่เงินเอาไว้อยู่ ๒๖ ใบ ตั้งแต่ ๑ ล้านเหรียญ ไปจนถึง ๑ เซนต์
โดยที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกกระเป๋ามาไว้หนึ่งใบ จากนั้นจะต้องเลือกเปิดกระเป๋าออก ๕ ใบ โดยจะต้องพยายามไม่ให้เปิดกระเป๋าที่มีเงินมากๆในนั้น พอเปิดครบ ๕ ใบ จะมีนายธนาคารที่อยู่ด้านบน จะโทรศัพท์มาที่พิธีกร ว่าจะขอซื้อกระเป๋าใบที่ผู้เข้าแข่งขันได้เลือกไว้คืน ด้วยจำนวนเงินที่น่าจะเป็นจำนวนที่อยู่ในกระเป๋านั้น คือถ้ากระเป๋า ๕ ใบ ที่ถูกเปิดไปแล้ว มีแต่จำนวนเงินน้อยๆ โอกาสที่กระเป๋าของผู้เข้าแข่งขันเลือกไว้จะเป็น ๑ ล้านเหรียญก็จะมีมาก เมื่อนายธนาคารเสนอราคามา ก็เป็นหน้าที่ของผู้เข้าแข่งขันที่จะยอมรับข้อตกลงหรือไม่
ถ้าไม่เกมก็จะดำเนินต่อไปโดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกอีก ๕ ใบ แล้วทางนายธนาคารก็จะเสนอราคามาอีก ถ้าไม่ตกลงอีก ก็เปิด ๔ ใบ แล้วก็ ๓ ใบ ๒ ใบ ถ้ายังไม่ตกลงอีก ก็เปิดไล่ไปทีละใบ
ซึ่งเกมสนุกตรงที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องลุ้นว่าใบที่ตัวเองเลือกออกนั้นเป็นใบที่เงินน้อยๆ เพื่อให้โอกาสที่ใบที่เลือกไว้จะเป็นใบที่เงินมาก
พอเหลือน้อยใบลง ทางพิธีกรจะเชิญญาติๆหรือเพื่อนๆมาช่วยตัดสินใจ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความตื่นเต้น เพราะบางคนจะบอกให้ยอมรับข้อตกลงไปเถอะ เพราะกลัวว่าใบที่เลือกมันจะเป็นใบที่มีเงินน้อย

เกมเล่นง่าย เข้าใจง่ายมาก มุ่งประเด็นไปที่เงินอย่างเดียวเลย ไม่มีการให้ความรู้ใดๆ นอกจากความตื่นเต้น
ดูแล้วมันเป็นอะไรที่เข้ากับยุคนี้มากๆที่เงินมันเป็นสิ่งสำคัญมากๆในชีวิต จนถึงขั้นเอามาสร้างเป็นเกมโชว์แบบนี้ได้
ดูแล้วก็ตื่นเต้นไปด้วยทุกที แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะมีรายการเกมโชว์ที่เล่นกับกิเลส ความโลภ โดยที่ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลยอีกหรือเปล่า

25490502

มีความลับแล้วมีทุกข์

มาลองคิดถึงเรื่องของความลับอีกแล้ว เพราะรู้สึกมันคือตัวสร้างปัญหาที่สำคัญในชีวิตทีเดียว
เพราะพอบอกว่ามันเป็นความลับ คนที่ได้ฟังจะรู้สึกอยากรู้ขึ้นมาทันที เหมือนกับว่าการที่ได้ล่วงรู้ความลับของคนอื่นแล้วจะดี
ความลับเกิดขึ้นจากการที่เราต้องการจะปกปิดอะไรเอาไว้จากคนอื่น เป็นสิ่งที่สำคัญ ใครรู้เข้าอาจจะกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้
ผมรู้สึกว่าการที่เราต้องมีอะไรที่ต้องปกปิดนั้นมันเหมือนเราพยายามซ่อนสิ่งที่เราทำผิดเอาไว้ ยิ่งมีความผิดพลาดมากๆก็ยิ่งไม่อยากให้ใครรู้เลยเกิดเป็นความลับขึ้นมา ยิ่งเก็บไว้นานวันความสำคัญของมันในการปกปิดก็มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์เพราะว่าต้องพยายามซ่อนมันเอาไว้ ต้องไม่ให้ใครรู้เป็นอันขาด ไม่งั้นสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด ภาพลักษณ์ต่างๆของเราอาจจะสูญสลายไปในทันที
เหมือนกับว่าความลับเกิดจากการยึดติดในรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูล
เช่นถ้าเราเป็นคนสะดือไม่สวย แล้วเรารู้สึกว่าเราสะดือสวยสู้คนอื่นไม่ได้ เราไม่อยากให้ใครเห็น เราก็พยายามปิดบังซ่อนเร้น ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น ต้องสูญเสียโอกาสในความสนุกสนานต่างๆมากมาย
แต่ในความเป็นจริงแล้วสะดือเราเลือกไม่ได้ มันเกิดมาเป็นแบบนี้ และสะดือสวยก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น ใจของเราเองต่างหากที่จะสุขหรือจะทุกข์
สิ่งของเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง ล้วนเป็นสิ่งที่จิตเราไปปรุงแต่งมันขึ้นมา ถูกภาพที่สังคมสร้างขึ้นทำให้เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมันสำคัญกับชีวิต
จนคนเราต้องสร้างเกราะขึ้นมาป้องกัน นั่นคือหน้ากากเพื่อมาปกปิดสิ่งที่แตกต่างไปจากภาพของชีวิตที่สมบูรณ์แบบดังที่กระแสสังคมสร้างขึ้นมา
แล้วเราก็ต้องพยายามลบล้างข้อแตกต่างเหล่านั้นออกไป ด้วยวิธีการต่างๆที่ต้องแลกมาด้วยเงินทองอันมากมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งมโนภาพที่เราอยากจะเป็น อยากจะมี
แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยซะด้วย ไม่มีทางที่เราจะไปตามมันได้ตลอดชีวิต

หนังเพื่อผ่อนคลาย

เคยได้ยินหลายคนชอบดูหนังเพื่อผ่อนคลายอารมณ์จากการทำงาน
แต่ผมลองมานึกๆดูประเภทของหนังส่วนใหญ่มันไม่ได้ทำให้ผ่อนคลายซักเท่าไหร่

หนังผี, หนังฆาตกรรม, หนังวิทยาศาสตร์, หนังบู๊, หนังสงคราม
อาจจะเป็นพวกหนังตลกที่อาจจะทำให้ผ่อนคลายได้บ้าง แต่ผมว่าบางทีความตลกก็ไม่ได้ทำให้ผ่อนคลายได้ซะทีเดียว บางทีตลกฝืดๆก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน

หนังรักนี่ก็ทำให้เสียน้ำตาได้ ยิ่งเศร้าไปกันใหญ่

ผมเลยคิดว่าน่าจะมีหนังที่ผ่อนคลายจริงๆ บ้าง
เช่นเป็นเรื่องของการเดินทางไปเที่ยวในที่ต่างๆ ให้เห็นบรรยากาศอันสวยงาม ธรรมชาติรอบๆตัว มีเสียงเพลงเพราะๆ คลอไปทั้งเรื่อง ไม่มีต้องมาตกอกตกใจอะไร ไม่มีเนื้อเรื่องที่ต้องมาคิดว่าคนไหนทำอะไร เรื่องราวเรียบง่ายชัดเจน ซึ่งพอดูจบแล้วก็จะรู้สึกเหมือนไปเที่ยวผ่อนคลายกับตัวละครในเรื่อง มีความสุขกลับบ้านอะไรแบบนี้

ครบรอบ ๑ ปีที่(พยายาม)เลิกกินเนื้อสัตว์

เริ่มต้นหยุดกินเนื้อสัตว์ไปตอนพฤษภาคมปีที่แล้ว จริงๆก็ไม่ใช่ว่าเคร่งห้ามกินเนื้อสัตว์ซะเลยหรอกครับ เพราะยังมีบางมื้อที่กิน และต้องกินบ้าง
ที่เลิกกินไปเพราะรู้สึกว่ามนุษย์(โดยเฉพาะผม)ไม่น่าจะเป็นสัตว์กินเนื้อ แล้วเวลาเห็นสัตว์ถูกฆ่าทีไรมันสงสารครับ ถ้าผมจะเป็นคนคนนึงที่จะช่วยลดการฆ่าสัตว์ลงได้บ้างผมว่าคงจะดีไม่น้อย เลยตัดสินใจเลิกเลยครับ

มีช่วงเดือนแรกๆที่เคร่งเอาการกินได้แต่ไข่กับนมเท่านั้น จากนั้นก็มากินกุ้งบ้าง ปลาบ้าง ตอนนี้มาจบลงที่กินปลากับนมและไข่ เพราะรู้สึกว่าชีวิตจะอยู่ในสังคมได้ลำบากเกินไปถ้าไม่กินเนื้อสัตว์อะไรเลย (บางทีไปงานปาร์ตี้อะไรแบบนี้มันก็เลือกมากไม่ได้ครับ)

แต่ในรอบปีนี้ก็ไม่ได้กินเนื้อวัวเลยสักครั้งครับ(ปกติผมชอบเนื้อวัวมาก) เนื้อหมูกินไปประมาณสามมื้อเห็นจะได้ เนื้อไก่ไม่น่าเกินสองมื้อ

ร่างกายก็ไม่เปลี่ยนอะไรนะครับ เคยได้ยินเค้าบอกว่ากว่าร่างกายที่เคยกินเนื้อสัตว์มาจะสะอาดได้ต้องเลิกกินเนื้อสัตว์เป็นเวลา ๗ ปี (เอ้อเหอ)
ผมคงจะไม่หยุดการไม่กินเนื้อสัตว์(บก)ครับ เพราะตอนนี้ก็ไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆ ยังแข็งแรงดี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็ไม่มี
คงต้องวัดผลกันทุกๆปี

แผนการขั้นต่อไปคือเลิกกินน้ำตาลครับ เพราะผมเป็นคนติดหวานมาก อะไรๆก็ต้องเติมน้ำตาล แล้วมาเจอพี่ปลื้ม แกเลิกเติมน้ำตาลในกาแฟ เพราะว่าแกก็เคยเติมน้ำตาลเยอะมาก จนแกมารู้สึกว่า มันไม่ดี เลยหยุด
ผมว่าผมเองก็น่าจะลองดูบ้างเหมือนกัน
(จริงๆพี่ปลื้มแกมีแนวคิดอะไรดีดีเยอะนะครับเนี่ย น่าไปศึกษาจากแกเพิ่มเติม)

งั้นก็เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยละกันครับ! อีกหนึ่งปีมาอ่านผลการทดลองนี้กัน :D

ภาษาอังกฤษกับหนังฮอลลีวูด

มาลองคิดถึงจังหวะจะโคนในการพูดในแบบของภาษาอังกฤษดู ที่เวลาพูดเค้าจะมีการเน้นเสียงในจุดต่างๆของประโยค หรือแม้แต่คำๆนึงก็มีจุดในการเน้นเสียงต่างๆกันไป
เลยทำให้นึกถึงหนังสไตล์ฮอลลีวูดขึ้นมา ที่มักจะมีจุดที่เป็นส่วนสำคัญในเรื่อง อาจจะเป็นส่วนที่เฉลยเรื่องราวที่เป็นปมมาตั้งแต่ตอนต้น หรือเป็นฉากที่พระเอกจะปราบตัวร้ายและช่วยเหลือนางเอกได้อะไรแบบนี้
คือหนังจะต้องมีจุดนั้นเสมอ คนดูจะรู้เลยว่า เฮ้ย! ฉากนี้ต้องเป็นฉากสุดท้ายแน่เลย เพราะทุกอย่างมันใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

จริงๆเรื่องเพลงหรือดนตรีผมว่าก็มีเหมือนกัน คือจะต้องมีท่อนสร้อยที่จะไปเน้นย้ำๆอีกทีตอนใกล้จะจบเพื่อคลี่คลายเรื่องราวและอารมณ์ลง
ซึ่งเพลงไทยและหนังไทยก็น่าจะได้รับอิทธิพลเหล่านี้เข้ามาด้วยเช่นกัน
ถ้ามานึกถึงภาษาไทยเราที่ไม่มีการเน้นเสียงในจุดใดจุดหนึ่งในประโยค ไม่มีการเน้นเสียงขึ้นๆลงๆ
เพลงไทยเก่าๆของเราจึงเป็นเพลงที่เรียบง่ายฟังสบายๆ ไม่ค่อยมีจังหวะให้ต้องเปลี่ยนอารมณ์
นี่อาจจะเป็นผลมาจากเรื่องของศาสนาและการใช้ชีวิตด้วย ที่คนไทยเราจะไม่ชอบการต่อสู้ เราจะรักสงบซะมากกว่า ไม่มีการออกล่าอาณานิคมอย่างชาติตะวันตก
ศาสนาพุทธของเราก็สอนแต่เรื่องของการทำใจให้สงบมากกว่าที่จะต้องไปต่อสู้รบรากับใคร
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในศาสนาพุทธถือเป็นเรื่องที่ผิด แต่ในศาสนาคริสต์รู้สึกว่าจะไม่ผิด

25490427

เงิน เงิน เงิน (๒)

มาว่าเรื่องเงินๆอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นเรื่องของสีเงินน่ะครับ
คือมองดูอุปกรณ์อิเล็กทรอนิครอบตัวแล้วมีแต่สีเงินทั้งนั้นเลยครับ
เริ่มตั้งแต่
- Sony Clie NR70V ตัวเก่งของผมนี่ก็สีเงินแทบทั้งอันเลย
- Nokia 6010 โทรศัพท์มือถือนี่ก็สีเงินเกือบหมด
- Clie Keyboard อันนี้เป็น Keyboard ที่เอาไว้ใช้คู่กับ Clie คงทำสีให้เข้ากัน
- Mp3 player ของผมเป็นแบบไม่มียี่ห้ออะไร ความจุแค่ 128 MB สีเงินทั้งแท่งเลย
- External HD case เป็นกล่องใส่ฮาร์ดดิส นี่ก็สีเงินขนาดพอๆกับ Clie เลย
- USB 2.0 slim hub เอาไว้เพิ่มช่องต่อ USB นี่ก็สีเงินอีก
- กล้องดิจิตอล Fujifilm FinePix F601Z กล้องดิจิตอลนี่เงินกันแทบทั้งนั้นเลย

คงจะเป็นสีที่เป็นที่นิยมในยุคที่ผ่านมา เห็นเค้าว่ากันว่าสีในยุคนี้จะไม่ใช่สีเงินละ จะเป็นสีดำแทน (iPod ยังมีสีดำให้เลือกเลย)
ถ้าผมยังบ้าซื้อของต่อไป อาจจะได้มีของสีดำๆมารวมๆกันแบบนี้อีกแน่เลย

พอแค่ไหน

พ่อผมเคยสอนว่า
"หาได้เท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญที่เหลือเก็บเท่าไหร่"

ผมเชื่อพ่อและพยายามปฏิบัติตามมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ตอนนี้ผมมาคิดๆดูแล้ว ผมว่าเหลือเก็บเท่าไหร่ ยังไม่สำคัญเท่ากับเราพอแค่ไหน

ผมว่าการมีอะไรมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
มีเงินมากก็เป็นห่วงมากว่าจะมีคนมาขโมย แล้วมีเงินมากก็ทำให้กิเลสมันเกิดขึ้นมาได้มาก
อย่างยายผมเค้าจะไม่ยอมไปเที่ยวไหนนานๆ เพราะห่วงบ้านกลัวขโมย ไปเที่ยวไหนทีก็จะบ่นอยากกลับบ้านอยู่ซะทุกที ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ายายซ่อนสมบัติเอาไว้ตรงไหนบ้างเหมือนกัน
แต่ผมคิดว่าถ้าบังเอิญเกิดไฟไหม้ขึ้นมาทุกอย่างมันก็ไม่เหลืออยู่ดี (บางทีผมก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ จะได้ตัดจากสิ่งของต่างๆได้ง่ายขึ้น)

เคยอ่านผลการทดลองของหนูสองตัว ที่ตัวหนึ่งให้กินอาหารอิ่มหนำสำราญ กับอีกตัวหนึ่งให้กินบ้างไม่ให้กินบ้าง
ผลออกมาว่าหนูที่ไม่ได้กินอาหารทุกมื้อมีอายุยืนยาวกว่าตัวที่กินอิ่มมากเลยทีเดียว

ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างในชีวิตเราด้วยเช่นกัน กินมาก นอนมาก ทำงานมาก รวยมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ทำทุกอย่างให้เป็นกลางๆไว้ดีที่สุด

เพราะไม่มี พ?

ทักษิณ ชินวัตร ชื่อนี้ไม่มี พ

(บังเอิญน่ะครับ... เนอะ!)

ดีจริงหรือ?

เก่งขึ้น, รวยขึ้น, มากขึ้น, เร็วขึ้น, ดีขึ้น, ขาวขึ้น, ดำขึ้น, สวยขึ้น, หล่อขึ้น, สูงขึ้น, แข็งแรงขึ้น, อายุยืนขึ้น, ...

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช...

ไดอารี่

วันนี้ไปหยิบไดอารี่ที่ผมเคยเขียนเอาไว้มาอ่าน เป็นไดอารี่ที่เขียนยาวนานมาก คือตั้งแต่ตอนปี ๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน
เมื่อก่อนผมจะใช้ไดอารี่ที่มีบอกวันที่ แต่หลายครั้งที่ขี้เกียจเขียนจนกลายเป็นหน้าที่เขียนว่า "ลืม" ซึ่งพอกลับมาอ่านแล้วไม่ชอบเอาซะเลย
ตอนหลังเลยหาสมุดที่ไม่ใช่ไดอารี่มาเขียนเป็นไดอารี่แทน ซึ่งก็ทำให้มีอิสระในการเขียนมากขึ้น เพราะจะไม่มีหน้าว่างๆเหมือนก่อน และไม่มีการจำกัดเนื้อที่ในแต่ละวัน จะเขียนไปสามหน้าสี่หน้าก็ได้ ซึ่งผมชอบมากๆ

พออ่านดูตั้งแต่ต้นก็ทำให้ภาพความทรงจำเดิมๆมันย้อนกลับเข้ามาพร้อมๆกับอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น ลายมือหวัดๆที่เขียนลงไปมันก็มีเอกลักษณ์ที่บอกถึงความรู้สึกได้ดีทีเดียว

เหตุการณ์หลายๆอย่างที่จางหายไปจากความทรงจำ ผู้คนที่ผมเคยพบเจอ ทุกคนกลับเข้ามามีชีวิตในความทรงจำของผมอีกครั้ง
ได้เห็นความคิดของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆมากมาย มันค่อยๆลดทอนลงเรื่อยๆ จากรูปแบบที่ยุ่งเหยิง สีสันที่มากมาย ถูกขัดเกลาให้เรียบง่ายและกลมกลืนกันมากขึ้น

ผมเริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกตอนที่อยู่ประถม ๖ จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากเด็กบ้านนอก เข้ามาสู่ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวาย

จนมาถึงเล่มที่สองและเล่มที่สามในเวลาที่ต่อเนื่องกัน จนมาถึงเล่มปัจจุบันที่ยังไม่หมด
และก็มาเขียนลง Blogger.com ที่เปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆไปอย่างสิ้นเชิง
ความคิดต่างๆถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ มีพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่น่ารักเข้ามาร่วมออกความคิดเห็นกัน จนเป็นอีกสังคมนึงของผมในโลกออนไลน์

ผมว่าการเขียนบันทึกเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยครับ แม้ในวันนี้มันจะดูเป็นเรื่องราวไร้สาระในชีวิต ที่ดูไม่น่าจะมีประโยชน์ แต่ผมเชื่อว่าวันนึงมันจะกลายเป็นฐานข้อมูลอันล้ำค่าให้กับย่างก้าวของชีวิตในอนาคตทีเดียว

25490426

มูลค่าตามความพึงพอใจ

ผมคิดอยู่หลายๆครั้งว่าอยากจะทำงานในแบบที่ไม่มีราคากำหนดตายตัวลงไป
อยากจะให้มูลค่าของมันเป็นไปตามความพึงพอใจของผู้ว่าจ้าง

ผมเคยรับงานจ๊อบเล็กๆมาทำหลายครั้ง และทุกครั้งผมก็ไม่สามารถที่จะกำหนดราคาลงไปได้ ผมมักจะถามกับลูกค้าเสมอว่า คุณคิดว่ามันเท่าไหร่ ซึ่งทุกครั้งผมไม่เคยต่อรองราคา
ผมค่อนข้างชอบรูปแบบการทำงานลักษณะนี้ เพราะสบายใจดี ผมไม่ชอบมาวุ่นวายใจกับเรื่องเงินๆทองๆนัก
เมื่อก่อนเงินทองเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับชีวิตผม เพราะผมเห็นอะไรก็อยากจะซื้อไปหมด ยิ่งบรรดาของเล่นทั้งหลายยิ่งชอบมาก
แต่พอมาตอนนี้เลิกบ้าของเล่นแล้ว เลยไม่รู้จะเอาเงินทองมากมายไปทำอะไร
การได้ทำงานที่ตัวเองรักและชื่นชอบในผลงานที่ออกมา แล้วถ้ายิ่งลูกค้าชอบมันด้วย ผมว่านั่นก็เป็นรางวัลในการทำงานของผมแล้ว

ผมไม่ใช่คนที่เก่งอะไร ดังนั้นการที่ใครจะมาเห็นและชื่นชอบในผลงานของผม ผมก็พอใจแล้ว

แต่ผมไม่รู้ว่าถ้าทำงานในลักษณะที่จ่ายตามความพึงพอใจนั้น จะทำให้ระบบมันเสียหรือเปล่า แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าถ้าทำงานด้วยความสุขใจแล้วผลงานที่ออกมามันก็จะแสดงให้เห็นถึงความสุขที่แฝงลงไปในงาน

ถ้างานสักชิ้นนึงมีค่ากับคนนึงคิดเป็น 5% ของรายได้ต่อเดือน ถ้าเขามีเงินเดือน ๑ หมื่นบาท งานชิ้นนั้นก็น่าจะมีราคา ๕๐๐ บาท นั่นคือความรู้สึกที่เค้ามองค่างานนั้นๆ แต่กับอีกคน ๕๐๐ บาท อาจจะเป็น 30% ของเงินเดือนเค้าเลยก็เป็นได้

ผมเลยมองดูว่างานศิลปะน่าจะวัดที่ความพึงพอใจส่วนตัวมากกว่าที่จะตีเป็นมูลค่าตายตัว

ผลงานศิลปะน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนที่มองเห็นคุณค่าและให้มูลค่าของมันเป็นจำนวนเงินตามที่เขาเห็นว่ามันเหมาะสม
มากกว่าที่งานศิลปะจะเป็นเครื่องแสดงความมีระดับในบ้านของคนรวยๆเท่านั้น

ล่าสุดมีเพื่อนบ้านมาขอให้ช่วยวาดรูป มาลิลิน มอนโร ให้หน่อย ผมเลยคิดว่าเหมาะละ เริ่มทดลองการขายงานในลักษณะที่ผมอยากดีกว่า เค้าก็เลยให้มา $10 ครับ ซึ่งก็เป็นราคาที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้ (ทีแรกจะไม่คิดเงินเค้านะเนี่ย แต่ไหนๆก็ไหนๆ ขอทดลองดูหน่อยละกัน) ซึ่งดูเค้าก็ชอบใจในผลงานผมไม่ใช่น้อยเล้ย (แม้ว่าผมจะยังคงไม่พอใจกับมันเท่าที่ควร)

ภาษาสากล

ภาษาอังกฤษดูจะเป็นภาษาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลกใบนี้
แต่ผมว่าภาษาที่สากลสำหรับจักรวาลจริงๆอาจจะเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะขนาดฟรีซ(ใน Dragon Ball)ที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดในจักรวาล(แต่ทำไมยังมีคนเก่งกว่าอีก!) ก็ยังสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้
แบบนี้ภาษาญี่ปุ่นน่าจะเป็นภาษาสากลจริงๆ หละมั๊ง
:p

25490425

อายุกับการศึกษา

ผมมานั่งคิดว่าที่อเมริกาเนี่ย เค้าไม่จำกัดวัยของการศึกษาได้ เพราะที่นี่เค้าไม่มีเรื่องของอายุมาเกี่ยวข้องในการที่จะเป็นเพื่อนกัน คือเวลารู้จักกัน จะอายุมากหรือน้อยกว่ายังไงก็เรียกชื่อกันอย่างเดียว เลยไม่เกิดความแตกต่างทางด้านอายุ ทุกคนเท่าๆกัน
แต่ที่ประเทศไทยเรา อายุที่ต่างกันแค่เพียงปีสองปีก็มีผลในการเรียกชื่อกัน คำว่า"พี่"ถูกใช้ในการนำหน้าชื่อ เพื่อแสดงความมีอาวุโสกว่า การจะทำอะไรที่เกินหน้าเกินตาผู้ที่อาวุโสกว่าถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม
แล้วการศึกษาเล่าเรียนของคนไทยส่วนใหญ่จะมีแค่ช่วงแรกๆของชีวิตเท่านั้น คือเรียนรวดเดียวยาวไปจนจบให้ได้สูงที่สุดที่ตัวเองต้องการ
ซึ่งบางครั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรียังไม่รู้เลยว่าจริงๆตัวเองอยากจะเรียนอะไร แล้วก็ต้องมาเสียเวลา ๔-๕ ปีเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
นี่อาจจะเป็นผลมาจากค่านิยมของในปริญญาที่เป็นสิ่งจำเป็นในการสมัครงานในเมืองไทย ทำให้เด็กที่มีความสนใจในอาชีพต่างๆไม่สามารถที่จะลองทำอาชีพนั้นๆก่อนได้

แล้วการที่คนไทยคนหนึ่งต้องหยุดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แล้วจะกลับมาศึกษาต่ออีกครั้งเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร เพราะมันเลยวัยที่สังคมเราสร้างกรอบเอาไว้

ในประเทศไทยผมรู้สึกว่าใครที่เรียนจบสูงๆได้ด้วยอายุที่น้อยจะเป็นคนที่เก่ง ยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี ดังนั้นพ่อแม่จึงพยายามยัดเยียดการเรียนพิเศษสารพัดวิชา (ซึ่งบรรดาโรงเรียนกวดวิชาในเมืองไทยก็เยอะเหลือเกิน) เพื่อให้ลูกเรียนได้เก่งที่สุด จนละเลยกิจกรรมต่างๆที่เด็กๆควรจะได้ศึกษาและเรียนรู้ไปด้วยพร้อมๆกัน
เพราะประสบการณ์ชีวิตต่างๆไม่มีผลต่อหน้าตาทางสังคมในเมืองไทย

สังคมไทยสร้างแบบแผนของชีวิตที่สมบูรณ์แบบเอาไว้ว่า เมื่อถึงอายุเท่านี้ต้องเรียนหนังสือ ต้องเรียนให้เก่งที่สุด กิจกรรมอย่างอื่นไม่สำคัญกับชีวิตเท่ากับใบปริญญา เมื่อเรียนจบแล้วก็หางานที่ให้เงินดีดี ทำงานเก็บเงิน ปลูกบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน มีครอบครัว เลี้ยงลูก
แล้วก็วนอยู่อย่างนี้ เหมือนทางเลือกของชีวิตเรามันน้อยมาก

ผมรู้สึกว่าในเมืองไทยถ้าใครที่อายุเลย ๓๐ ไปแล้วจะไปเรียนปริญญาตรี จะเป็นเรื่องที่แปลก และดูจะไม่ค่่อยมีใครยอมรับในสังคมไทย ทั้งๆที่ความตั้งใจในการเรียนอาจจะมากกว่าคนที่อายุ ๑๘ เสียอีก การที่เป็นคนที่อายุมากที่สุดในชั้นเป็นปมด้อยอันนึงที่สังคมมอบให้ ถ้าเค้าไม่คิดว่ามันเป็นปมด้อยเสียได้ ก็คงจะสบาย

ผมเคยโทรศัพท์ไปสอบถามที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งถึงหลักสูตรปริญญาตรี แต่พอเค้ารู้ว่าผมจบตรีแล้ว เค้าแนะนำให้ผมเลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่ผมไม่ได้อยากเรียนแทน
ซึ่งผมว่ามันไม่เห็นจำเป็นเลยที่จบตรีแล้วจะต้องต่อโท

25490424

ของขวัญ

บังเอิญมองไปเห็นแก้วยักษ์ใบนึงที่ผมได้มาจากการร่วมจับฉลากแลกของขวัญปีใหม่ที่ผ่านมา แล้วเลยมาคิดถึงว่า มันไม่ได้ใช้เลยนะเนี่ย คือมันเป็นแก้วใบใหญ่ยักษ์รูปร่างเหมือนแก้วแชมเปญอะไรแบบนั้น แต่จริงๆน่าจะเป็นแจกันดอกไม้มากกว่า ที่พี่คนนึงเอามาร่วมจับฉลาก รู้สึกว่าจะตั้งกันไว้ว่าให้หาของมาคนละชิ้น ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า $25
ผมเอารถโมเดลไปร่วมจับฉลาก แล้วสุดท้ายของของผมก็ไปอยู่กับพี่ผู้หญิง ซึ่งก็แน่นอนเค้าคงไม่ได้อยากจะได้รถโมเดลคันสุดเจ๋งคันนั้นแน่ๆ แต่ก็คงต้องเก็บไว้ ส่วนผมเองก็ไม่ได้อยากได้แก้วใบยักษ์ใบนี้เหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี เลยยังเก็บไว้
ผมมานั่งคิดๆดู ชีวิตผมผ่านงานแบบนี้มาหลายครั้ง และของที่ได้มาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ซะเยอะ
นึกๆดูแล้วก็เสียดายเงินที่ซื้อหากันมา คนซื้อก็คงต้องพยายามเลือกของที่มันกลางๆผู้หญิงผู้ชายใช้ได้ แต่ก็นั่นแหละ มันเลยเป็นของที่ไม่ได้ใช้ เพราะบางทีมันก็หาโอกาสใช้ได้ยาก หรือมันไม่เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา
ผมเลยไม่ชอบวัฒนธรรมการแลกของขวัญแบบนี้ซักเท่าไหร่
ผมว่ามันสนุกดีตอนที่เราลุ้นว่าจะได้อะไร แล้วคนที่ได้ของของเราเค้าจะชอบไหม
แต่ถ้ามันไม่เป็นดังคาด(ซึ่งโอกาสมีสูง) เราก็ต้องผิดหวัง และก็ต้องลืมๆไปซะ

จริงๆแค่การซื้อของขวัญให้กับคนคนนึงก็ยากมากๆแล้ว เพราะเราต้องรู้จักคนคนนั้นดีพอ ที่จะรู้ว่าเขาชอบอะไร สไตล์ไหน แล้วเค้ามีของนั้นๆหรือยัง
ผมเลยคิดว่าบางทีไม่ให้ยังจะดีกว่า

ยายผมจะซื้อของขวัญให้ผมเป็นประจำทุกปี มักจะเป็นพวกหุ่นยนต์ทั้งหลาย และยายมักจะซื้อกล่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะยายบอกว่ากลัวซื้อซ้ำ ดีที่ผมเลิกบ้าหุ่นยนต์ไปซะก่อน เพราะกล่องสุดท้ายที่ยายซื้อให้ตอนนั้นก็ใหญ่โตมโหราฬมากทีเดียว

นึกไปถึงตอนจัดงานขึ้นบ้านใหม่ ที่คนไทยเราจะต้องนิมนต์พระมาเจิมบ้านทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ และก็จัดงานเลี้ยง
ซึ่งแขกที่มาบ้าน ตามธรรมเนียมก็จะต้องหาของมาฝากเจ้าของบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่หนีไม่พ้นบรรดาของแต่งบ้านทั้งหลาย เริ่มตั้งแต่กรอบรูปพร้อมรูปสวยๆ นาฬิกาติดผนัง พัดลม ตู้เย็น ทีวี
ยิ่งคนไหนรวยๆก็จะต้องให้ของที่สมฐานะของตัวเองด้วย
ผมยังจำได้กับของต่างๆที่คนรู้จักต่างขนมาให้ในวันขึ้นบ้านใหม่ที่ชัยนาท นาฬิกานี่จะเยอะมาก หลากสไตล์จริงๆ
ซึ่งดูแล้วไม่เข้ากับบ้านซักเท่าไหร่ แม้มันจะสวยมากก็ตาม

นึกไปถึง พี่เจมส์ เรืองศักดิ์ สมัยข้าวมันไก่แกกำลังดัง
ตอนนั้นมีแฟนคลับของพี่เจมส์แกเยอะมาก แล้วก็จะมีการให้ตุ๊กตากับพี่เจมส์กันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่น้อยๆ
พี่เค้าเลยเกิดไอเดีย นำเอาตุ๊กตาเหล่านั้นไปให้กับเด็กๆที่ด้อยโอกาส
โอ้ว.. ผมตกหลุมรักพี่เจมส์เข้าอีกคน
ผมว่าไอเดียแกดีนะครับ เพราะตุ๊กตาเหล่านี้ยังไงๆพี่แกก็คงไม่ได้เอามานอนกอดด้วยหรอก ครั้นจะเก็บไว้มันก็ไม่มีที่จะเก็บ ถ้านำไปทิ้งแฟนๆก็ต้องเสียใจอีก
แต่ถ้าเอาไปบริจาค มันดีกับทุกฝ่ายเลย
ผมหล่ะชอบจริงๆ :D

25490418

สอนหมาข้ามถนน

ผมมีเพื่อนร่วมตึกคนนึง เค้าเลี้ยงหมา และที่นี่คนที่เลี้ยงหมาจะต้องพาหมาออกไปเดินทุกวัน ซึ่งตอนเย็นๆนี่จะเห็นเยอะมากในสวนสาธารณะ
เมื่อวานบังเอิญผมเจอเพื่อนผมกะหมาของเค้าออกมาเดินกันตอนกลางดึก ก็เลยไปเดินเป็นเพื่อน แล้วเวลาที่มันข้ามถนนเพื่อนผมจะบอกให้มันดูซ้ายดูขวา ซึ่งมันก็ไม่เห็นทำ :p ซึ่งมันอาจจะไม่ได้สนใจจะดูจริงๆหรือ หมาเนี่ยมันอาจจะไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัสทางตาเปลืองอย่างมนุษย์ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเรามองผ่านทางสายตา จะเดินไปไหนขึ้นรถลงเรือ สายตาของเราจะเป็นสิ่งที่เราใช้มากเป็นพิเศษ แต่กับหมา ผมว่ามันใช้ประสาทหลายส่วนประกอบกัน คือใช้ทั้งหูและจมูก ในการเดินทาง
นั่นก็อาจจะทำให้ประสาทส่วนต่างๆของมันทำงานได้ดีมากขึ้น เพราะได้ใช้อยู่ตลอดเวลา
(ผมคิดเอาเองทั้งนั้นเลยนะ... โปรดใช้วิจารณญาณของท่านเอง)

บางทีถ้าเราลองหลับตา เปิดประสาทหูรับฟังเสียงต่างๆรอบตัวเราซะบ้างน่าจะดีเหมือนกัน ฟังเสียงร่างกายเรา ฟังเสียงบรรยากาศ เสียงลม เสียงน้ำ
หรือจะลองใช้จมูกสัมผัสกับกลิ่นต่างๆที่ผ่านเข้ามาเพียงแผ่วๆ ฝึกจำแนกแยกแยะกลิ่นต่างๆดู น่าจะมีประโยชน์ดี

25490417

ไม่มีผิดไม่มีถูก

หยิบเอาหนังไทยที่ไปคว้ารางวัลจากต่างประเทศมาดู "สัตว์ประหลาด" กำกับโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
ผมโชคดีที่ซื้อมาดูในรูปแบบ DVD เพราะมันมีของแถมมาด้วยกับตัวหนังเยอะ ที่สำคัญเห็นจะเป็น Director's commentary เพราะทำให้ได้รู้ความคิดในจุดต่างๆ ที่ผู้กำกับใส่ลงไปในหนัง
(ถ้ายังไม่เคยดู และคิดว่าจะหามาดูในวันนึง กรุณาอย่าอ่านต่อนะครับ เพราะอาจจะทำให้อรรถรสในการชมของคุณหายไป)














หนังเรื่องนี้มากับความแปลกจากหนังตลาดสไตล์ Hollywood ที่มีความสนุกสนานในแบบของภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยกันดี
หนังเรื่องนี้เป็นการเล่าชีวิตของชายสองคนที่มีความผูกพันธ์กัน มีความรักใคร่กัน และนั่นมันก็มีที่มาในอดีตซะด้วย

ตอนที่ผมดูรอบแรกผมเองก็สงสัยในหลายๆอย่าง เช่นความสัมพันธ์ของชายสองคนในแบบหนุ่มสาว ที่ดูจะเป็นที่ยอมรับของสังคมของพวกเขา ซึ่งมันดูจะตรงข้ามกับความเป็นจริงในสังคมไทย
แต่นั่นก็เป็นการนำเสนอในความคิดของผู้กำกับ ที่อยากจะบอกถึงความเป็นจินตนาการ
คือมันไม่มีสิ่งไหนถูกหรือผิด แล้วแต่การตีความของคนดูมากกว่า
ที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ส่วนนึงเป็นเพราะการที่ได้รู้แนวคิดของผู้กำกับ ได้เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น
ผมชอบแนวคิดที่ว่า มันไม่มีอะไรผิดอะไรถูกในหนังของเขา

มีการถกเถียงกันมากของหมู่คนไทยหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ ว่าตรงนั้นมันเป็นยังไง ทำไม แล้วที่เค้าคิดมันถูกต้องหรือเปล่า
แต่อภิชาติพงศ์ บอกว่า แล้วคุณคิดยังไงหล่ะ

คือมันตีความไปได้หลากหลายมาก ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งผมว่ามันก็ดีนะ ไม่ต้องมาบังคับความคิดกัน เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะถูกสอนให้จดจำว่าอะไรผิดอะไรถูก คือมันต้องมีสองทางนี้ ดังนั้นก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า ที่เค้าคิดนั้นมันถูกหรือผิด?
ซึ่งจริงๆมันไม่มีผิดและถูกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะต่างจากที่เราเคยชินในหนังHollywood ที่มันต้องมีผิดมีถูกอยู่ในหนังชัดเจน
อีกจุดที่ผมชอบมากคือเรื่องของภาพ เรื่องนี้ภาพสีสวย ต่างจากเรื่องสุดเสน่หา ที่ผมดูก่อนหน้า
เรื่องสัตว์ประหลาดโทนของสีในแต่ละฉากจะดูสดชื่นสดใสสีสดๆ ดูดีมาก
ผมชอบแนวคิดอีกจุดนึงด้วยที่ผู้กำกับเค้าต้องการให้คนดูได้ร่วมประสบกับเหตุการณ์ในหนัง คือเค้าพยายามจะทำให้หนังยาวมากๆ จนคนดูอึดอัด เพราะในหนังช่วงที่สองจะเป็นการที่ตัวเอกจะตามล่าสัตว์ประหลาดในป่า ที่ต้องอดทนต่อสภาวะต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อมและจิตใจของตัวเอง
แต่สุดท้ายก็ต้องตัดออก เพราะความยาวมันจะเกินมาตรฐานของหนัง

หนังเรื่องนี้ผมยังชอบเรื่องของการแสดง นักแสดงทุ่มเทกันมากๆ จนผมอดทึ่งไม่ได้ คือแก้ผ้ากันโท่งๆเลย ผมนับถือในวิญญาณนักแสดงจริงๆ

เรื่องนี้ผมว่าถ้ามีโอกาสได้หา DVD มาดูนะครับจะดีมาก ดูเสร็จแล้วลองตีความดูเอาเองก่อน แล้วค่อยมาเปิดฟังเสียงผู้กำกับกับนักแสดงอีกทีนึง จะชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่เอ... คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็คงดูกันมาแล้วสินะเนี่ย อิอิ

ชาวนาจนได้อย่างไร

ได้อ่านบทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่องเกี่ยวกับความยากจนของชาวนา จนถึงขนาดมีการระบาดของการฆ่าตัวตายกันเลย ในประเทศอินเดีย
อ่านถึงขั้นตอนวิธีการเอารัดเอาเปรียบต่างๆของนายทุนและประเทศมหาอำนาจทั้งหลายแล้วตกใจ เพราะมันช่างเป็นลักษณะเดียวกับการโกงของรัฐบาลเรา คือมันเป็นขโมยที่ถูกกฏหมาย(ที่พวกมันสร้างขึ้น)
แต่ก่อนชาวนาต่างก็ปลูกข้าวและพืชพันธุ์อื่นๆผสมๆกันในพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตหลากหลาย แต่อาจจะไม่ได้มากไปทางใดทางหนึ่ง แต่พอข้าวเป็นความต้องการของตลาดมาก ก็เลยหันมาปลูกข้าวกันเกือบหมดพื้นที่นา
ผมอ่านถึงตรงนี้ก็ยังไม่เห็นหนทางไหนที่จะทำให้เค้ายากจนกันได้
แต่ว่าพวกกลุ่มนายทุนเหล่านั้น จะพยายามแนะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมมา ทำให้มีความอ่อนแอต่อศัตรูพืชมากกว่าแบบดั้งเดิมที่ชาวนาใช้แต่ว่ากันว่าจะให้ผลผลิตที่ดี แต่ชาวนาก็จำเป็นต้องซื้อยาฆ่าแมลงจากกลุ่มนายทุนมาใช้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นตามความต้องการของกลุ่มนายทุน แต่เวลาที่นำออกมาขายก็กลับถูกกดราคาขายลงไปเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกันกับราคาเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงที่แพงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเป็นแบบนี้ยิ่งทำก็จะยิ่งเป็นหนี้ ไม่มีทางพ้นหนี้สินไปได้
แล้วบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายยังสร้างสิ่งที่มาควบคุมสิทธิอันชอบธรรมต่างๆ นั่นคือการจดสิทธิบัตรการคิดค้นต่างๆ พวกเขาทำการจดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่คนในท้องถิ่นพัฒนามันขึ้นมา เมื่อเรื่องของสิทธิบัตรถูกถูกทำให้เป็นสากล การที่ชาวนาผู้ที่คิดค้นเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมาเอง จะนำมาใช้ก็ไม่ได้เสียแล้ว ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากกลุ่มนายทุน ที่จะตั้งราคายังไงชาวนาก็ต้องซื้อ

ผมอ่านแล้วรู้สึกอึดอัดมากๆ เพราะเกิดมาบนแผ่นดินที่เป็นแหล่งอาหารของชาวโลกแต่กลับต้องยอมเป็นทาสของประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่อาหารเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด แต่เรากลับถูกครอบงำด้วยความคิดของวัตถุนิยม เสื้อผ้าราคาแพง รถยนต์หรูหราไฮเทค ข้าวของเครื่องใช้ที่มาอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่เรากลับพยายามไขว่คว้าแลหาเงินเพื่อเอาไปแลกมันมาใช้ ตามค่านิยมของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
ตามรูปแบบที่ถูกวางมาว่า ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมันจะต้องมีรถมีบ้านมีเงินเดือนสูงๆ มีข้าวของเครื่องใช้มากมาย

ผมอยากรู้จัง ถ้าเราเกิดปิดประเทศขึ้นมา ไม่ขายข้าวให้ต่างชาติ พวกเขาจะทำอย่างไร
เพราะข้าวมันจำเป็นมากกว่ารถยนต์ มากกว่าคอมพิวเตอร์ มากกว่าเสื้อผ้ายี่ห้อหรูมากนัก
ทำไมเราที่เป็นแหล่งอาหารของโลกกลับต้องยินยอมก้มหัวให้กับระบบต่างๆที่พวกเขาสร้างขึ้นมา?

ผมมาลองคิดดูผลผลิตทางการเกษตรนี่ก็น่าจะตกเป็นรองได้ง่ายจริงๆ เพราะมันไม่สามารถที่จะเก็บได้นานๆ ไม่เหมือนผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เป็นสินค้าของชาวตะวันตก สามารถที่จะเก็บไว้ได้นาน ถึงแม้จะเลิกนิยมไปแล้ว แต่ถ้านำออกมาขายในราคาถูกก็ยังพอได้ทุนกลับมาบ้าง
แต่กับผลไม้ พืชต่างๆ เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วขายไม่ได้ มันก็ต้องเน่าเสียตามกาลเวลา การจะทำให้ได้ทุนกลับคืนมาบ้างเป็นไปได้ยาก
คงต้องพึ่งพาการแปรรูปไปเป็นสินค้าประเภทอื่นแทน และนั่นก็จะไปเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมที่มีนายทุนคอยตัดกำไรอีก
เฮ้อ... ทำไงดี...

25490414

ของชำร่วย ในงานศพผม

มีไอเดียแว่บเข้ามาในหัวว่า อยากจะให้ยายผมได้เขียนหนังสือบันทึกเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ในชีวิตเก็บสะสมไว้ พอวันที่ตายแล้วอาจจะเอาออกมาพิมพ์แจกในงานศพ เพราะผมว่าชีวิตยายผมที่ดำเนินมาถึงช่วงนี้เนี่ย เห็นอะไรมาเยอะ เจอผู้คนมาก็แยะ ได้เรียนรู้อะไรผ่านประสบการณ์มาก็มาก สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะสูญสลายไปพร้อมกับร่างกายนะ ถ้าได้มีการถ่ายทอดไปถึงคนอื่นๆน่าจะดีมาก เพราะว่าเรื่องพวกนี้ กว่าจะเล่าให้ฟังกันได้ทุกคนคงเสียเวลานานโข แถมน่าเบื่อเสียอีก

ผมก็คิดไปว่า เออ ผมเองก็น่าทำแบบนั้นเนอะ สิ่งที่ผมเขียนลงไว้ใน Blog เนี่ย แม้มันจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ แต่มันอาจจะไปช่วยจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างก็ได้ เพราะความคิดของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่ได้เรียนรู้ความคิดของผู้อื่นน่าจะเป็นการดีไม่ใช่น้อย ที่จะได้เห็นแง่คิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ได้ลองคิด ลองมองโลกอีกมุมนึง

ผมรู้สึกว่าของชำร่วยงานศพมันไม่น่าจะเป็นอะไรที่เป็นสิ่งของที่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือจะเป็นยาดม ยาหม่องก็เถอะ มันก็ไม่เห็นจะให้ประโยชน์สักเท่าไหร่ สู้ทำเป็นหนังสือขึ้นมาสักเล่ม ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับรู้ถึงความคิดของผู้ตาย ได้รู้จักกับเขาในอีกมุมนึงก็น่าจะดีไม่น้อย

ถ้าผมตายขึ้นมานะครับ ใครก็ได้ที่บังเอิญมาอ่านเจอ ช่วยบอกญาติๆผมให้จัดพิมพ์เจ้า dogdoy's LifeLOG อันนี้ให้ผมด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ :D

ยังไงตอนนี้ก็น่าจะได้สักร้อยหน้าละ คงจะคุ้มที่จะพิมพ์เป็นเล่มหน่อย
อื้ม... ว่างๆออกแบบปกไว้หน่อยน่าจะดี

เลิกซื้อสินค้าที่โฆษณา

อ่านบทความจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนอีกแล้วครับ
เค้าพูดกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ แล้วมีเรื่องของการโฆษณาสินค้าต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวัน ให้หันไปบริโภคตามที่เค้าโฆษณา
ผมว่ามีหลายคนที่บริโภคสิ่งเหล่านั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ดังนั้นผมเลยจะเป็นฝั่งตรงข้ามบ้างดีกว่า คือไม่บริโภคสินค้าทุกชนิดที่มีการโฆษณา(ถ้าเลือกได้)
เพราะประเด็นนึงคือ ราคาค่าสินค้าที่เราจ่ายออกไปนั้น ส่วนนึงไปเป็นค่าโฆษณา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้านั้นๆ อย่างพวกแชมพู สบู่ หรือสินค้าทำความสะอาด เสริมสวยทั้งหลาย ราคาค่าโฆษณาน่าจะสูงมากเลยทีเดียว
แล้วพวกขนมต่างๆยิ่งน่าจะมากเช่นกัน เพราะเห็นสมัยนี้ขนมกรอบๆถุงนึง มีอยู่กระจิ๊ดเดียวขายตั้ง ๑๐ บาท เทียบกับกล้วยแขกแล้ว ๑๐ บาทได้กินกันอิ่มเลย

25490413

เวลากับการใช้ชีวิต

ไปอ่านบทความของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เกี่ยวกับเรื่องของเวลา
ที่ปัจจุบันนี้ การใช้เวลาทำอะไรต่างๆได้น้อยลง คือสิ่งที่ดี เพราะจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น
แต่นั่นก็ทำให้เราต้องไปทำอะไรอีกมากมายจนไม่มีเวลาเหลืออยู่ดี
สุดท้ายแล้วมันดีจริงหรือ?

ในบทความนั้นได้ยกตัวอย่างเรื่องของชาวประมงกับนักธุรกิจ ที่เค้าบอกว่ามันเป็นเหมือนวงกลม สุดท้ายสิ่งที่นักธุรกิจต้องการก็คือสิ่งที่ชาวประมงกำลังทำอยู่

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเช่น
เรื่องของความล้าสมัย ที่เป็นเครื่องมือสำหรับการค้า
ผมเห็นชัดๆก็เรื่องของคอมพิวเตอร์ ที่บางคนใช้งานแค่เล่นอินเทอร์เน็ต พิมพ์งาน แต่กลับเลือกซื้อเครื่องที่มีความเร็วสูงๆ

เรื่องของการสร้างมูลค่าให้กับเวลา ซึ่งจริงๆทุกคนมีเท่าๆกัน แต่บางคนก็กลับพยายามที่จะใช้มันทำอะไรให้ได้มากๆในเวลาสั้นๆ แต่แล้วนั่นกลับเป็นการทำให้เวลาน้อยลง

ผมมองไปถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากใช้
แต่ผมรู้สึกว่าตอนที่ผมใช้อินเทอร์เน็ตแบบ Dial-up ผมอยู่กับมันน้อยกว่าตอนที่ผมมี DSL
พอมี DSL การเข้าถึงเว็บต่างๆเป็นเรื่องง่ายดายรวดเร็ว การดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆเป็นเรื่องง่าย
แต่ผมกลับรู้สึกว่าความสำคัญมันลดลงไปด้วย
ถ้าใช้ DSL ผมไม่ต้องเลือกเว็บที่จะเข้า เพราะมันเร็ว แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะเลือกพอสมควร
ผมว่าความเร็วที่มากขึ้นของอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดข้อมูลขยะที่มากขึ้นด้วย
เพราะการที่จะอัพโหลดอะไรลงไปมันง่าย เลยทำให้เราไม่ค่อยที่จะไตร่ตรองเท่าที่ควร

สุดท้ายแล้วมันคงอยู่ที่ตัวผู้ใช้เองว่าจะมีสติกับสิ่งนั้นมากแค่ไหน

ผมเคยเป็นเหมือนนักธุรกิจคนนั้นอยู่เหมือนกัน
ตอนนั้นแถวบ้านผมจะมีรถเข็นแบบคล้ายๆซาเล้ง เข้ามาขายก๋วยเตี๋ยวทุกวันตอนเที่ยงๆ ก๋วยเตี๋ยวของสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้อร่อยมากมายนัก แต่ให้เยอะ แล้วมีทีเด็ดตรงกากหมู ที่จะอร่อยมาก และไม่เหมือนใคร
รถที่เค้าใช้มันดูเก่า คิดว่าคงใช้มานานแล้ว ผมเคยพูดกับยายผมว่า ถ้าผมเป็นเค้านะ ผมจะพยายามหาสูตรอร่อยๆทำให้คนติดใจ จะได้ขายได้มากๆ แล้วเก็บเงินเปิดร้านไปเลย รายได้น่าจะดีกว่าแบบนี้
แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไม พวกเขาถึงยังขายอยู่แบบเดิมๆไม่เคยเปลี่ยน อาจจะเป็นเพราะพวกเขาพอใจแล้วในชีวิตรูปแบบนี้ ไม่ได้อยากจะร่ำรวยอะไร (จริงๆอาจจะรวยก็ได้นะเนี่ย) ไม่ต้องยึดติดอยู่กับที่ที่เดียว เขาสามารถขับเคลื่อนร้านค้าของเขาไปในที่ที่มีผู้คนต้องการกินก๋วยเตี๋ยว แม้จะไม่ได้อร่อยเลิศ (แต่พี่สาวผมชอบมาก ผมก็ว่าโอเค แต่ต้องเอามาปรุงเพิ่มเยอะหน่อย)แต่นั่นก็อาจจะเป็นรสชาติที่คนส่วนใหญ่ชอบก็ได้

25490408

โฮมเทียเตอร์

ช่วงนี้ผมไม่ค่อยชอบไปดูหนังตามโรงอย่างแต่ก่อนซะแล้วสิครับ
ไปดูหนังที่โรงมีข้อดีหลายอย่าง เช่น จอใหญ่ ระบบเสียงสมจริงรอบทิศทาง เก้าอี้นั่งนุ่มสบาย(บางโรง)
แต่ผมรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในการไปดูหนังสักเรื่องนึงที่โรง มันมากกว่าแค่ค่าตั๋ว เพราะไปดูทีไร ผมก็มักจะชอบซื้อข้าวโพดคั่วกับน้ำเข้าไปนั่งกิน เพราะรู้สึกมันได้บรรยากาศดี
แล้วไหนจะค่าอาหารมื้อก่อนดูหรือหลังดู แล้วอาจจะมีค่าจอดรถสำหรับโรงหนังในเมือง
แล้วอาจจะได้เสียเงินกับบรรดาร้านค้าต่างๆที่อยู่รายรอบ ที่บางทีไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อเล้ย แต่ก็อาจจะห้ามใจไม่อยู่

ข้อเสียที่ผมไม่ชอบสำหรับการไปดูหนังตามโรงคือ เวลาที่มีคนเข้ามาตอนที่หนังเริ่มฉายไปแล้ว คือผมมักจะต้องหันไปดูซะทุกทีน่ะครับ(ผมเองก็เข้าสายหลายที) บางทีก็จะต้องเดินผ่านที่นั่งเราบ้าง เราก็ต้องยกขาหลบเพราะมันมืดแล้วที่ยังแคบด้วย
แล้วสมาธิในการดูก็จะขาดตอน
แล้วอาจจะมีคนที่ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง แล้วยังมีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยอีก
ถึงแม้จะไม่คุย แต่แค่ลืมปิด แล้วมันบังเอิญดังขึ้นมา มันก็เสียสมาธิละ
หรือบางทีไปดูหนังเด็กเข้า เจอกับพ่อแม่ที่พาลูกๆมาดู แต่ลูกก็ไม่อยากดูซะนี่ เลยร้องลั่นโรงก็มี บางทีแย่กว่านั้นที่หนังผู้ใหญ่แต่เด็กดันเข้ามาดูเพราะเมืองไทยไม่มีการจำกัดคนดู เด็กก็ร้องไห้สิครับเมื่อเจอกับฉากที่มันน่ากลัวๆ
แล้วยังมีบางครั้งที่คนนั่งข้างหลังเราเอาขามาดันเบาะที่เรานั่งบ้าง แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ซักที

แล้วค่าดูหนังแต่ละครั้งสมัยนี้ก็เป็นร้อยทั้งนั้น(อาจจะมีบ้างที่ไม่ถึงถ้ามีบัตรลด) ในขณะที่ราคา DVD ก็ลดลงเรื่อยๆสวนทางกัน (ผมตัด VCD ไปเลยครับ เพราะคุณภาพไม่ดี แล้วยังต้องมาเปลี่ยนแผ่นอีกด้วย)
ผมเลยรู้สึกว่าผมเริ่มที่จะชอบดูหนังอยู่กับบ้านมากกว่าซะแล้ว ด้วยเหตุผลที่ไม่มีสิ่งรบกวนต่างๆที่ผมกล่าวมา ถึงแม้ระบบเสียงจะไม่ได้ดีเลิศเหมือนโรงหนัง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผมเท่าไหร่ ผมว่าแค่ระบบ 5.1 นี่ก็เริ่ดแล้วนะ
แล้วข้อดีของการซื้อDVD มาดูก็คือเราจะดูกี่รอบก็ได้ จะหยุดไว้ตรงไหนก็ได้ มีเวลามาวิเคราะห์ความงามของภาพ มีเวลามาดูองค์ประกอบต่างๆ (ผมชอบเป็นเวลาที่ดูโรงแล้วจะพลาดบางส่วนของภาพเพราะมัวไปมองจุดอื่นอยู่ซะนี่ แล้วบางทีก็จะต่อไม่ติด เลยดูไม่เข้าใจไปเลยก็มี) แถมยังมีเบื้องหลังให้ได้ดูอีกต่างหาก ถึงแม้จะได้ดูช้ากว่าฉายโรง แต่สมัยนี้ผมว่า DVD มันเริ่มทำออกมาเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมว่าอีกหน่อยอาจจะทำออกมาพร้อมกับที่ฉายในโรงเลยก็ได้
แล้วในอนาคตอันใกล้นี้สื่อชนิดใหม่ อย่างHD-DVD หรือ Blue-ray disk ก็กำลังจะมาแทนที่ DVD ด้วยความคมชัดของภาพระดับเดียวกับโรงภาพยนตร์ (แต่ก็ต้องใช้จอภาพระดับ Hi-Definition)
ดังนั้นผมเลยไม่เห็นถึงความคุ้มค่าในการออกไปดูหนังที่โรงอีกต่อไป

ล่าสุดมีเพื่อนร่วมตึกมาดูหนังที่ห้องผมอยู่บ่อยๆครับ(ผมดาวน์โหลดหนังไว้เยอะมาก) ผมยิ่งรู้สึกว่า เนี่ยแหละใช่เลย เพราะว่าบางทีเค้าดูแล้วไม่เข้าใจ ผมก็ย้อนกลับไปดูได้ หรือถ้าง่วงก็หยุดไว้ วันหลังมาดูกันต่อ แล้วพอเวลาปิดไฟ เห็นแค่จอมอนิเตอร์ ผมว่ามันก็ใกล้เคียงกับโรงหนังแล้วนะ แล้วเราจะเอาอาหารคาวมากินก็ไม่รบกวนใครด้วยสิครับ

25490407

ออฟฟิซที่บ้าน

ผมคิดว่าทำไมเราจะต้องไปเช่าที่ตามตึกต่างๆมาเป็นออฟฟิซด้วยน้า
ผมมองว่า ทำไมเราต้องใส่เสื้อแขนยาว ขายาว หรือกระโปรง ไปทำงานกันด้วยนะ อากาศเมืองไทยร้อนจะตาย
ผมอยากให้ชุดทำงานเป็นชุดอยู่บ้านสบายๆ ทำงานแล้วมีความสุข
อยู่บ้านก็ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องไปช่วยกันทำลายสิ่งแวดล้อมกับคนอื่นเขาก็ได้
ผมอยากเอาบ้านมาทำเป็นออฟฟิซจริงๆเลย พนักงานแต่ละคนทำงานกันที่บ้าน ติดต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ หรืออาจจะนัดเจอกันคุยกันข้างนอกบ้าง แล้วแต่ความจำเป็น ส่วนใหญ่จะอยู่กันที่บ้านของแต่ละคน นั่งทำงานของตัวเองไป รับผิดชอบตัวเอง
แล้วชีวิตก็อยู่กับบ้าน ใครมีลูกก็เลี้ยงลูกไปด้วยได้ อาทิตย์นึงอาจจะนัดกันไปที่บ้านใครคนใดคนนึง เพื่อประชุมและสังสรรค์กันไปในตัว
ไม่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนรถติด กลับก็มืดค่ำหลังรถหายติดแล้ว
ไม่ต้องออกไปเดินหาอะไรกินแถวออฟฟิซ ตอนอากาศร้อนๆ ที่มีแต่ผู้คนมากมายคอยแย่งที่นั่งกินข้าวกัน
มีเวลาว่างที่จะนั่งอ่านหนังสือ ทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบได้
มีเวลาที่จะอยู่กับครอบครัว มากกว่าอยู่กับงาน ซึ่งผมว่าอันนี้สำคัญที่สุดเลย

ไปอ่านเจอบทความในนิตยสารฝรั่งฉบับนึง(ขออภัยลืมจดรายละเอียดมาครับ)
เค้าพูดถึงเรื่องทำงานที่บ้านไว้เหมือนกัน ซึ่งเค้าก็บอกข้อดีและข้อเสียมาซึ่งน่าสนใจ
เค้าบอกว่าข้อเสียของการทำงานที่บ้านก็คือ เราจะขาดการออกกำลังกายที่ปกติเราจะได้ออกกำลังบ้าง เช่นวิ่งออกไปรอรถเมล์, รถไฟฟ้า หรือเดินไปที่นั่นที่นี่
และสำหรับบางคนการแยกที่ทำงานออกจากบ้านทำให้เขาสามารถแยกชีวิตออกเป็นสองส่วนได้ง่ายกว่า
แล้วถ้าเรามีออฟฟิซที่บ้าน นั่นคือเบอร์โทรศัพท์บ้านของเราอาจจะถูกรบกวนยามดึก ถ้าลูกค้ามีอะไรเร่งด่วน แต่ถ้าเป็นเบอร์ออฟฟิซ นอกเวลางานแล้วก็โทรมากวนไม่ได้

อืม... น่าคิดเหมือนกัน ...

สะสม(๒)

ผมเคยบ่นเรื่องการสะสมสิ่งของในอดีต ที่มีแต่จะสร้างทุกข์สร้างโทษมากกว่าสร้างความสุข
ผมมานั่งนึกๆดู ก็พบอยู่สองอย่างที่น่าสะสม นั่นคือ ความดี กับ ความรู้
สองอย่างนี้ยิ่งเราสะสมมากก็ไม่เกิดทุกข์ ไม่เหมือนกับการสะสมสิ่งของต่างๆ ที่มีแต่จะสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับเรา
แถมสองสิ่งนี้ยังสามารถที่จะช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกด้วย

ไก่ได้พลอย

คำพังเพยนี้ผมได้ยินมานาน ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ ที่ไก่มันไม่เห็นคุณค่าของพลอยที่มันพบ

ตอนนี้ผมกลับมองว่า ก็เพราะพลอยมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเลยนี่นา ดังนั้นคุณค่าเพียงความสวยงามจึงไม่มีความหมายใดๆเลยกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ผมว่าไก่ทำถูกแล้วหล่ะ
มนุษย์นี่สิ ที่ยังยึดติดกับหินที่ดูสวยงาม แล้วไปให้คุณค่ากับมัน ทั้งๆที่มันก็ไม่ต่างกับหินก้อนอื่นๆ

25490331

ถ้า...

ผมเคยได้ยินคำถามที่ว่า "ถ้าพรุ่งนี้โลกแตกจะทำอะไร?"
คิดว่าทุกคนก็คงเคยได้ยินและคิดถามตัวเองเหมือนๆกัน
ผมว่ามันเป็นคำถามที่ดีทีเดียว เพราะทำให้เราได้คิดไปถึงเหตุการณ์ร้ายๆก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ เพราะถ้ามันบังเอิญเกิดขึ้นมาจริงๆ เราก็จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งไตร่ตรองอีกว่าเราจะทำอะไรดี
(แต่ก็คงต้องคิดอีกทีเนอะ เพราะตอนนั้นสถานะการณ์อาจจะไม่เหมือนที่คิดไว้)

ผมเลยมาลองนั่งคิดถึงคำถามที่มันน่าจะคิดคำตอบเผื่อๆไว้บ้าง เช่น
- ถ้าไฟไหม้ เราจะหยิบอะไรออกไป ถ้าหยิบได้แค่ชิ้นเดียว?
- ถ้าเกิดตาบอดขึ้นมา เราจะทำอะไร? อย่างไร?
- ถ้าเกิดมือข้างที่ถนัดใช้ไม่ได้ เราจะทำอย่างไร?
- ถ้าเกิดน้ำท่วมกระทันหัน เราจะทำอย่างไร?
- ถ้าเกิดเราหรือคนใกล้ชิดตายขึ้นมา เราเตรียมพร้อมแล้วแค่ไหน?

ผมว่าเรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ เราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมสำหรับทุกๆสถานะการณ์คงเป็นเรื่องน่าจะทำที่สุด

25490330

รายการทีวีที่มีแต่โฆษณา

คิดต่อเรื่องของโฆษณา จะเป็นไปได้ไหม ถ้าบริษัทโฆษณาจะรวมตัวกันเช่าเวลาของสถานีเพื่อเอามาเปิดโฆษณากันล้วนๆเลย
เพราะว่าโฆษณาของไทยสมัยนี้ผมว่ามันน่าดูนะ หลายอันดูแล้วฮาขี้แตกขี้แตน หลายอันก็ดูแล้วน้ำตาซึมได้เลย
ยิ่งถ้าเอามาฉายต่อๆกัน ผมว่าน่าจะมีคนไม่น้อยที่อยากดู เพราะบางทีโฆษณาบางชุดทำออกมาเป็นที่น่าจดจำของผู้ชม คนที่ไม่เคยเห็นก็อยากจะเห็น แต่บางทีมันก็หาดูยากซะนี่
ถ้ามีให้ได้ชมตามเวลาที่แน่นอนไปเลยอาจจะดีก็ได้

โฆษณาบนตัวสินค้า

สมัยนี้โฆษณาดูจะแพร่กระจายเข้าไปในทุกๆสื่อ และยังพยายามพัฒนาหาหนทางใหม่ๆเพื่อที่จะมาใช้ในการดึงดูดสายตา
อย่างรถที่มีการเอามาแปะสติกเกอร์ทั่วคันแล้วเจ้าของรถคันนั้นก็ได้รับค่าพื้นที่โฆษณานั้น
ผมเลยคิดไปถึงว่า อีกหน่อยอาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาราคาถูกหรือให้กันฟรีๆเลย แต่ว่าที่ตัวผลิตภัณฑ์นั้นจะมีโลโก้ของผลิตภัณฑ์ตัวอื่นหรือเป็นโฆษณาอะไรอย่างอื่นแปะบนตัวผลิตภัณฑ์นั้น แบบฝังติดเอาออกหรือลบก็ไม่ได้
เช่นอาจจะติดอยู่บนตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่เค้าอาจจะให้เราได้ใช้ฟรีๆกันเลย
แถมอาจจะมีให้เปลี่ยนเครื่องใหม่กันทุกๆสามเดือนอีกด้วย แต่บรรดาเสียง Ringtone หรือ Wallpaper ก็จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาทั้งสิ้น

หรืออาจจะเป็นทีวีที่มีโฆษณาแปะมาบนตัวเครื่องเลย แล้วเปิดเครื่องมาทุกครั้งก็จะมีโฆษณาโผล่ขึ้นมาทุกๆครั้งก่อนที่ไปดูอย่างอื่นได้ ไรแบบนี้

ถ้ามีแบบนี้ขึ้นมาจริงๆจะดีไหมนะ ผมว่าคงดีที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่มันจะคุ้มกับการที่ต้องรับการสะกดจิตรูปแบบนี้ไหมนะ

รุ่นใหม่ล่าสุด

ผมเป็นคนชอบใช้ของตกรุ่น เลยไม่นิยมซื้อของรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมา เพราะราคามันมักจะสูงมากเกิน
อย่างโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆนี่เห็นได้ชัดเจนมาก ราคาตอนออกใหม่กระโดดขึ้นไปสามหมื่นกว่าบาท แล้วพออีกซักพักก็ตกลงมาเหลือแค่ครึ่งเดียว
พวกบรรดาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็เหมือนๆกัน ช่วงแรกที่มันออกมา ราคาแพงลิบลับเลย พอไม่นานก็ปรับราคาลงมา
แต่ทำไมคนไทยชอบซื้อพวกโทรศัพท์ที่เพิ่งออกใหม่มาใช้กันจัง
ไม่รู้เค้าซื้อกันจริงๆหรือเปล่านะครับแต่ผมเห็นเค้าชอบมาถามกันในเว็บบอร์ดที่เป็นเว็บเกี่ยวกับอุปกรณ์พวกนี้ว่า ออกมาหรือยัง รออยู่ อยากได้มาก มันเจ๋งหยั่งงั้นหยั่งงี้
ผมมองว่ามันไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรีบเปลี่ยนใหม่กันเลย
ยิ่งผมเป็นประเภทไม่เสียไม่ซื้อใหม่ด้วย ก็เลยไม่รู้จะเสียเงินกันไปทำไมกับความใหม่แปลกตรงนั้น
บางคนก็ซื้อใหม่เพียงเพราะไม่ชอบใจความสามารถบางอย่างของเครื่องที่ตัวเองมีอยู่ ทั้งๆที่เพิ่งจะซื้อมาได้ไม่กี่อาทิตย์
แล้วพวกบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือเค้าก็รู้ด้วยว่ามีพวกที่บ้าเปลี่ยนเครื่องเพื่อความทันสมัยโก้เก๋ในหมู่สังคมของเขา เลยขยันออกใหม่กันบ่อยๆ
แล้วยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วก็ยิ่งทำให้ของเก่าตกรุ่นเร็วขึ้น
ถ้าบ้าไปตามเทคโนโลยี ผมว่าชีวิตนี้คงต้องทำงานหาเงินเพื่อที่จะมาตามกันไปตลอด

ผมว่าบางทีการที่มีเงินมากๆจนสามารถหาซื้ออะไรก็ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆทีเดียว

รวยง่ายๆ

ทำงานง่ายๆหน้าคอมพิวเตอร์เพียงวันละสองชั่วโมง เงินเดือนเป็นแสน ! ติดต่อมาหาเราวันนี้สิครับ !

....

ม่ายช่ายแบบนั้นครับ ผมมีวิธีที่จะทำให้รวยได้เร็วและง่ายกว่านั้นเยอะ

แค่พอ ...

รวยทันทีเลยครับ รับรองผล ท่านจะไม่กลับไปจนอีกตลอดชีวิต!

25490329

เงิน เงิน เงิน

สมัยนี้เงินกลายเป็นปัจจัยนึงในชีวิตไปซะแล้ว แต่ไม่มีแล้วไม่เห็นจะตาย

อ่านข่าวที่เค้าบอกว่ารัฐบาลช่วงนี้เงินแทบจะหมดคลังแล้ว(หรืออาจจะหมดไปนานแล้วก็ไม่รู้) เพราะว่าใช้เงินในอนาคตมากเกินไป พอเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่นการเลือกตั้งใหม่ เลยทำให้แผนการหมุนเงินผิดพลาด
ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับประชาชนในประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของเงินในอนาคต เอาบัตรเครดิตไปซื้อของ แล้วก็ไม่มีเงินไปจ่ายคืนเค้า
มาคิดๆดูแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้หลอกให้คนไทยใช้เงินแบบนี้เนอะ
เพราะรัฐบาลเองก็ทำเช่นเดียวกัน หมุนเงินแบบนักธุรกิจ
ซึ่งไม่เป็นผลดีนะผมว่า เพราะเป็นการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาในอนาคตก็จะต้องลำบาก
ผมมีคนรู้จักคนนึง ที่เค้าชอบซื้อของเงินผ่อน เพราะว่ามันได้เอามาใช้ก่อน แล้วทยอยจ่ายไปเรื่อยๆเอา มันก็ฟังดูดีนะ
แต่ผมไม่ชอบเอาซะเลย ถ้าเกิดบริษัทที่เราทำงานเกิดเจ๊งขึ้นมา เราจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อน
ผมเลยไม่เคยได้ซื้อของเงินผ่อนกะเค้าซักที(และก็คงไม่ทำด้วย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ)
พ่อผมเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ พ่อจะซื้อของด้วยเงินสดเท่านั้น
ของเล็กของใหญ่เงินสดตลอด รถยนต์พ่อก็ซื้อเงินสด มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ผมก็เห็นพ่อเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมยังเด็ก และพ่อก็ไม่เคยต้องทุกข์ร้อนเรื่องเงินเลย
ผมยังจำได้สมัยที่ผมเก็บเงินซื้อเครื่องเสียง Sony Mini compo สมัยนั้นฮิตมาก (ตอนนี้ผมก็ยังใช้อยู่เลย แม้จะเจ๊งๆไปบ้างแล้ว)
ผมพยายามอดออมค่าขนมสะสมเงินทุกอย่างที่พอจะหาได้ เก็บอยู่นานหลายปี เพื่อเอาไปถอยเครื่องเสียงมาฟังกะเค้า จำได้ว่ากำเงินสดไปเกือบหมื่นกลัวเงินหายเป็นที่สุด เป็นการซื้อของที่แพงที่สุดในช่วงนั้น
แต่เป็นความภูมิใจอย่างนึงในชีวิตทีเดียว ที่เราสามารถอดออมเก็บเงินจนสามารถเอามาซื้อของใหญ่ๆได้เอง
หลังจากนั้นผมก็เก็บเงินมาเรื่อยๆโดยการหยอดกระปุก แม้จะทำงานมีเงินเดือนแล้วผมก็ยังหยอด
ผมจะแยกหยอดเหรียญแต่ละชนิดออกจากกัน เหรียญสิบก็กระป๋องนึง เหรียญห้าก็กระปุกนึง เหรียญบาทก็แยกไว้อีกที่นึง
ค่อยๆหยอดไปเรื่อยๆจนมันเต็ม ผมก็จะเอาไปฝากธนาคาร โดยนับแยกใส่เป็นถุงๆไว้ แล้วเอาไปฝากเป็นถุงๆแบบนั้นเลย ไม่อาย(แต่หนักมาก) กลับภูมิใจสุดๆ แต่ก็โดนเก็บค่านับซะอีก(ไม่สงสารเด็กมั่งเล้ย)

ผมรู้สึกว่าการเก็บเงินลักษณะนี้มันเป็นการเก็บแบบมีความสุข เพราะผมไม่คาดหวังว่าจะเต็มเมื่อไหร่
แต่เมื่อวันไหนที่มันหยอดไม่ได้ขึ้นมา วันนั้นก็จะเป็นวันที่ผมจะเอามันออกมานับดู แล้วทุกครั้งที่นับก็ต้องประหลาดใจทุกครั้ง เพราะมันเยอะกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก บางครั้งได้ถึง ๔-๕ พันบาท (เยอะมากแล้วสำหรับผม)

นี่ผมยังตั้งใจไว้ว่าถ้าอยากจะได้ของอะไรขึ้นมา จะหากระปุกใหญ่ๆมาหยอดเหรียญ โดยเขียนไว้ที่หน้ากระปุกว่า กระปุกนี้ถ้าเต็มจะเอาไปซื้ออะไร ถ้ามีหลายความต้องการ ก็มีหลายกระปุก อยากให้อันไหนเต็มเร็วๆก็หยอดอันนั้น
ไม่เต็มก็ยังซื้อไม่ได้ เพราะผมคิดว่าของทุกอย่าง มันมีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ (ส่วนใหญ่จะดีกว่าเก่า แล้วยังอาจจะถูกกว่าเดิมอีก)ซื้อเมื่อพร้อมดีกว่า แต่ถ้ามันจำเป็นต้องใช้จริงๆก็ว่ากันอีกเรื่องนึง
แต่พอเต็มแล้วอาจจะเสียดายไม่อยากเอาไปซื้อแล้วก็ได้ :p

ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงมีชีวิตที่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน มีเงินเก็บสะสมไว้ แม้จะไม่มาก แต่ก็มีความสุขจากการอดออม

25490328

มอเตอร์โชว์

ผมเป็นคนที่ชอบรถสปอร์ตรูปทรงเพรียวๆสวยๆ มาก ดังนั้นถ้ามีงานมอเตอร์โชว์เมื่อไหร่มักจะตะเกียกตะกายไปเดินชม
ผมจำได้ว่าผมไม่เคยพลาดงานบางกอกมอเตอร์โชว์เลยซักปี (แต่งานมอเตอร์เอ๊กซ์โปร์ที่จัดที่เซ็นทรัลลาดพร้าวมักจะไม่ค่อยได้ไป แต่พอย้ายไปจัด Impact เมืองทองนี่ไม่พลาด)ตั้งแต่จัดที่สวนอัมพร ก็ไปดูไม่เคยขาด
ไปแล้วก็ต้องเอากล้องไปเก็บภาพกลับมาเป็นที่ระลึกเสมอ ตั้งแต่สมัยกล้องฟิล์ม จนมาถึงกล้องดิจิตอล
แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยในการไปเดินงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองไทยคือ คนเยอะมากกก แล้วมันไม่ได้เป็นงานที่เดินชมรถ ชมเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่จุดหมายหลักน่าจะเป็นการเปิดให้จองรถในงานมากกว่า
จึงทำให้มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าไปดู เข้าไปสอบถามราคา แล้วก็จองรถกันในงานอย่างมากมาย เพราะมักจะมีโปรโมชั่นดีดีที่มีแค่ในวันจัดงานเท่านั้น
ความตั้งใจของผมที่อยากจะเก็บรูปสวยๆเลยไม่เคยสำเร็จซักที เพราะโอกาสที่จะหามุมเหมาะๆมันแทบจะเป็นไปไม่ได้
่สมัยนั้นแหล่งในการหาภาพรถสวยๆก็มีแต่ในหนังสือ นิตยสารรถต่างๆ เท่านั้น
แต่หลังจากที่มีอินเทอร์เน็ตภาพรถสวยๆที่ผมอยากจะได้เห็นมันก็มีให้เลือกชมแบบไม่หวัดไม่ไหวเลยทีเดียว
ช่วงหลังๆนี่ผมเลยรู้สึกว่าการไปงานมอเตอร์โชว์ที่ต้องฝ่ารถติด ผลาญน้ำมันเล่นอยู่บนถนน แล้วยังต้องมากังวลกับเรื่องที่จอดรถอีก
(สมัยนี้ดีหน่อยที่เค้ามีบริการรถรับส่งตามจุดต่างๆ) แล้วไหนต้องเข้าไปเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย เพียงเพื่อให้ได้เห็นรถคันจริงๆ และเก็บภาพบางส่วนของรถ(เพราะคนมุงถ่ายทั้งคันไม่ได้) ผมว่าไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
แล้วยิ่งสมัยนี้ที่กล้องบนโทรศัพท์มือถือพัฒนาไปอย่างมาก จนบางรุ่นถ่ายออกมาเหมือนเป็นกล้องดิจิตอลเลย
แล้วก็มีการเอารูปมาโพสต์ตามเว็บต่างๆกันมากมาย จนผมรู้สึกว่าการไปเดินเบียดคนมากมายนั้นไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ

ตอนอยู่ที่เมืองไทย ผมจะตื่นเต้นกับการได้เห็นรถสปอร์ตราคาหลายสิบล้านคันจริงตามที่ต่างๆ
แต่พอมาอยู่ที่อเมริกา เมืองเก่าๆ เล็กๆ กลับมีรถเหล่านั้นให้ผมได้เห็นอยู่เรื่อยๆ
ล่าสุดเพิ่งเห็น Ferrari F430 Spyder (รุ่นปี 2005)จอดอยู่ริมถนน คนแถวนั้นบอกว่า เค้าเห็นรุ่นอื่นอีกด้วยนะ
ผมเลยรู้สึกเหมือนได้ไปดูงานโชว์รถอย่างที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คน ไม่ต้องเดินทางนานๆเพียงเพื่อไปดูรถคันงาม (หลังๆหลายคนไปดูพริตตี้ซะงั้น)
ผมว่าแบบนี้เพียงพอแล้วสำหรับผม

25490326

Clie NR70V มันยอดจริงๆ

ช่วงนี้ผมต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่ม (ดินพอกหางหมูน่ะครับ) และมีปัญหากับการต้องหาศัพท์ที่ไม่รู้เยอะมาก เลยทำให้เบื่อ เพราะพอติดทีก็ต้องวางหนังสือแล้วไปหาศัพท์ทีนึง เดิมทีใช้ dictionary ทั้งไทยทั้งอังกฤษ ก็เสียเวลาเปิดหากันเข้าไป แถมแปลแล้วยังงงๆอีกต่างหาก
ตอนหลังมานี่ได้ Sony Clie NR70V พร้อมโปรแกรม Apithan ที่เป็น dictionary สำหรับเครื่อง PalmOS มาใช้ ก็หาศัพท์ได้สะดวกขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังช้า เพราะเวลาจะหาศัพท์ทีก็ต้องวางหนังสือแล้วหยิบ Stylus (ปากกาที่ใช้เขียนบนหน้าจอ touchscreen)มาเขียนคำศัพท์ที่ต้องการหา ซึ่งยังช้าอยู่
ผมลองวิธีใหม่ ใช้ Keyboard ที่เป็นอุปกรณ์เสริม ทำให้พิมพ์ได้สะดวกมากขึ้นเยอะ แต่ก็ยังช้าอีก เพราะว่าตัว Keyboard มันจะต้องติดกับตัว PDA ตลอดเวลา ทำให้ไม่สะดวกเวลาวางคู่กับหนังสือ
และก็ยังต้องวางหนังสือก่อนที่จะพิมพ์หาศัพท์อยู่ดี
จนในที่สุดผมก็นึกได้ว่าเจ้า NR70V ของผมเนี่ย มันมี built-in keyboard ด้วยในตัว (ปกติจะไม่เคยใช้เลยครับ เพราะมันกดยาก)ก็เลยลองพับหน้าจอขึ้นเพื่อกดหาศัพท์จากตัว keyboard บนเครื่อง แม้ปุ่มมันจะเล็กไปสักหน่อย แต่มันก็กดได้เร็วกว่าการเขียนของผม และผมสามารถใช้มือเดียวในการป้อนข้อมูลลงไป จึงทำให้ผมไม่ต้องวางหนังสือลงก่อนแล้วหาคำศัพท์ การอ่านหนังสือเลยทำได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และยังได้ความต่อเนื่องมากกว่าด้วยครับ

เยี่ยมไปเลยเจ้า Clie NR70V ของผมเนี่ย :D

แต่สุดท้ายแล้วความขยันและความตั้งใจก็ยังเป็นปัจจัยหลักในการอ่านหนังสือให้จบอยู่ดี :P

25490325

กางเกงผมมีกระเป๋า ๙ ใบ !

วันนี้คลำๆกางเกงผมดูไปเจอกระเป๋าซ่อนอยู่ เลยลองนับๆกระเป๋าทั้งหมดดู ปรากฏว่ามี ๙ ใบ โอ้วแม่เจ้า..
กางเกงตัวนี้ยี่ห้อ Polo ครับ
แต่ดูแล้วยี่ห้อกะโปโลจะเหมาะกว่ามาก เพราะเป็นแบบกางเกงช่างๆ ไรงี้ ที่จะมีกระเป๋าเยอะๆไว้เก็บเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งผมจะชอบมากเพราะมันใส่อะไรได้เยอะดี (ผมชอบพกอะไรไว้ในกางเกงมากกว่าที่จะแบกเป้ เพราะขี้เกียจถือ)

ราคาจริงของมันเกือบๆร้อยเหรียญ แต่มันลดเหลือไม่ถึงสิบเหรียญ ผมเลยมีโอกาสซื้อมาใส่ได้
ตอนซื้อไม่รู้หรอกครับว่ากระเป๋ามันเยอะแบบนี้ แค่รู้ว่ามันถูก(ชิบหายเล้ย) เมื่อเทียบกับราคาปกติ แล้วก็บังเอิญเป็นขนาดเอว+ความยาว ตามสัดส่วนของผมพอดี เลยซื้อมา
ตัวนี้ใส่หน้าหนาวดีทีเดียว เพราะผ้ามันดูจะกันลมได้ดี เคยใส่หน้าร้อนขางี้เหงื่อซ่กเลย
ตอนนี้เจ้านี่เป็นแชมป์เรื่องจำนวนกระเป๋าไปแล้ว เพราะยังไม่เคยมีกางเกงตัวไหนมีกระเป๋าเยอะเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
เพื่อนๆพี่ๆน้องๆมีกางเกงที่มีกระเป๋าเยอะกว่านี้ไหมครับ อยากรู้จังว่าเยอะที่สุดมันแค่ไหน?

เพื่อนคนแรก

เพื่อนผมคนนี้ผมเห็นเค้ามานานละ ตั้งแต่ผมจำความได้ แต่ผมไม่เคยได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอเค้าจริงๆจังๆซักที
เพื่อนคนนี้ของผมจะอยู่ร่วมกับผมในทุกๆเหตุการณ์เว้นก็แต่ตอนที่ผมขาดสติและเผลอหลงลืมเค้าไป
เพื่อนผมคนนี้เติบโตมาพร้อมๆกับผม
ผมเพิ่งจะมารู้สึกว่า ทำไมผมถึงไม่ทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้ เพราะผมต้องอยู่กับเค้าตลอดเวลา เค้าเป็นยิ่งกว่าแฟน เค้ารู้ทุกเรื่องที่ผมรู้ เค้ายอมทำทุกอย่างเพื่อผมได้
ถ้าขาดเค้าผมคงจะตายไปนานแล้ว
เค้าสำคัญกับผมถึงขนาดนี้ ทำไมผมกลับไม่ทำความรู้จักกับเค้าให้มากๆ ผมกลับอยากจะไปรู้จักคนนั้นคนนี้ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อยากไปรู้ว่าคนนั้นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
แต่เพื่อนคนสำคัญผมกลับไม่ให้ความสำคัญกับเค้า
ผมกลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผมอยากมากกว่า อยากจะกินไอ้นั่นกินไอ้นี่ ไม่เคยจะถามเค้าสักคำว่าเค้าชอบหรือปล่าว
จะเล่นอะไรจะทำอะไรก็ไม่ห่วงว่าเค้าจะต้องทนทุกข์ทรมานมากไหม
จะร้อนจะหนาวหรือเปล่า
จนบางทีถ้าผมไม่ได้รู้ว่ามีเค้าอยู่นี่ผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเค้าเลยก็ได้

เพื่อนผมคนนี้ก็คือตัวผมเองครับ

แล้วเพื่อนๆรู้จักเพื่อนคนแรก(ในความคิดผม)ของคุณดีพอแล้วหรือยังครับ

สะสม

แต่ก่อนผมเป็นคนที่ชอบสะสมหลายอย่างมาก ตั้งแต่สติกเกอร์ แสตมป์ ของเล่น โมเดลรถ หนังสือการ์ตูน หนังสือรถยนต์ นิตยสารรถยนต์ ดีวีดี วีดีโอ
แต่ก็ไม่ถึงกับว่า เก็บจริงจังอย่างกับแฟนพันธุ์แท้ คือถ้าเจอก็ซื้อเก็บ ตอนนั้นไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามีแล้วเราจะมีความสุข ยิ่งอันไหนที่ชอบมากๆมีครบชุดนี่จะปลื้มสุดๆ
แล้วห้องผมก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เมื่อมีของมากแบบนี้ก็ยิ่งเล็กและรกกันเข้าไปใหญ่ จะจัดห้องทีต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เพราะข้าวของมันเยอะจัด
เมื่อมาเรียนต่อเมืองนอกก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิม ยังคงตามหาสิ่งต่างๆเอามาเก็บสะสม ไอ้นั่นก็สวยไอ้นี่ก็น่ารัก จนห้องรกไม่ต่างกับตอนอยู่เมืองไทยเลย
พอมาวันนี้ได้คิดแล้ว ก็มาตั้งคำถามถามตัวเองว่า เราเก็บของพวกนั้นไปทำไมนะ? ผมว่าบางอย่างมันก็สวยดี แต่จำเป็นที่จะต้องเก็บสะสมด้วยหรือ?
อย่างแสตมป์ต่างๆ ที่ผมเก็บในช่วงที่เค้าฮิตๆกันนั่นแหละ ชอบไปเดินซื้อมาสะสมซะเหลือเกิน
บางดวงก็แปลกประหลาดดี รูปก็สวย แต่พอมีเยอะๆเข้ามันก็งั้นๆ
พวกรถโมเดลคันเล็กๆนี่ผมก็ชอบเก็บ แต่จะเลือกซื้อเฉพาะที่เป็นรถสปอร์ตสวยๆเท่านั้น แต่ก็มีเป็นร้อยคัน
มีเยอะๆก็ไม่รู้จะเก็บที่ไหนอีก บ้านผมฝุ่นก็เยอะ ยิ่งลำบากในการดูแลรักษา
ตอนหลังหันมาเก็บคันใหญ่ ยิ่งเป็นภาระหนักเพราะเปลืองที่เก็บโคตรๆ
เคยเก็บเหรียญควอเตอร์ (เหรียญ 25 cents ของอเมริกา) เพราะเค้าจะทำออกมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐต่างๆ ซึ่งจะค่อยๆทยอยออกมาเรื่อยๆ เคยเก็บได้ถึง ๒๕ รัฐ แต่ก็ตัดสินใจเลิกเก็บ เพราะไม่รู้ว่าเก็บแล้วจะได้อะไร เอาไปหยอดเครื่องซักผ้าดีกว่า :p

บางคนที่เก็บสะสมสิ่งของต่างๆมากมายก็อาจจะคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากในอนาคต แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่มีใครที่รู้ได้แน่ชัดว่ามันจะมีค่าจริงหรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่ที่มันจะมีคุณค่า มันอาจจะมีค่าหลังจากเราตายไปแล้วก็ได้ แล้วมันจะคุ้มหรือที่เราจะต้องมาคอยห่วงมันตลอดชีวิต

บางคนสะสมไว้เพื่อให้ลูกให้หลาน เป็นทรัพย์สมบัติของตระกูล แต่ผมกลับมองมันเป็นการสร้างภาระให้กับลูกหลาน ถ้าหากพวกเขาไม่ได้มองเห็นคุณค่าของของที่สะสมนั้นเหมือนกับเรา แล้วลูกหลานเราก็ลำบากใจ เพราะจะทิ้งก็ไม่กล้าคุณปู่ทวดให้มา จะเก็บต่อก็ไม่มีที่จะเก็บ จะขายก็ไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สมบัติของ วงษ์ตระกูล

บางคนก็สะสมเพื่อแสดงถึงอำนาจบารมี เพราะเป็นของที่หาได้ยาก ผลิตมาจำนวนจำกัด แต่ความพิเศษเหล่านี้ก็ต้องเป็นคนที่รู้จักสิ่งของพวกนั้นมากพอควร ถึงจะรู้ได้ว่ามันเป็นของหายาก

บางคนสะสมเพราะอยากมีอย่างคนอื่นเขา เห็นคนอื่นเค้ามีกันสวยๆทั้งนั้นเลยอยากมีบ้างก็ไปหามาเก็บไว้ชื่นชม ทั้งๆที่ก็ไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่สะสมอยู่เท่าไหร่ (ผมเองก็เคยเป็นแบบนี้)

ผมก็มาไล่ดูถึงสิ่งที่เคยสะสม และถามตัวเองว่าเราเก็บมันไว้เพื่ออะไร แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบที่เป็นเหตุผลที่ดีซักอย่าง เหมือนจะเป็นการเก็บเพื่อให้มีอะไรไว้อวดคนอื่นซะมากกว่า
แต่ก็มีบางอย่างที่ผมเก็บในตอนเด็กๆ ที่เมื่อเอามาดูในตอนนี้มันน่าสนใจในแง่ของประวัติศาสตร์(ขนาดน้าน...) มันคือบรรดาเปลือกลูกอมต่างๆที่ผมเห็นว่ามันสวยดี เลยเก็บแปะลงสมุดเอาไว้ ตั้งแต่สมัยซูกัสยังเป็นแบบม้วนๆ ซึ่งก็ได้เห็นวิวัฒนาการของมัน(ไว้มีโอกาสจะเอามาลงใน Blog มีใครอยากจะเห็นไหมเนี่ย -_-')
แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็ยังไม่ได้มีคุณค่าพอที่จะต้องเก็บสะสมต่อไป
การสะสมผมมองว่ามันเป็นเก็บความทรงจำอย่างนึงไว้กับของสิ่งนั้นๆ โดยที่คนอื่นจะไม่รู้สึกหรือเข้าใจได้ ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่กระดาษทิชชูแผ่นนึง ที่มีคราบบางอย่างติดอยู่ ซึ่งนั่นอาจจะจะทำให้เรามองเห็นภาพเก่าๆในอดีตขึ้นมาได้
แต่ผมก็มองว่าการสะสมเป็นเหมือนการยึดติดกับภาพต่างๆในอดีต เหมือนกับว่าเรายังคงอยากที่จะอยู่ในอดีตมากกว่าในปัจจุบัน เหมือนเราจะยังคงไม่พอใจกับชีวิตปัจจุบันของเรา

25490321

คิดดี ทำดี

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10236
คิดดี ทำดี!!!

คอลัมน์ เกร็ดต่างแดน

เพราะเธอเป็นคน "คิดดี ทำดี"

วันนี้เราจึงมี "รูป(เธอ)" มาให้ดูกันด้วย

เอริน โดแกน ผู้หญิงคนซ้ายมือในรูปนั่นแหละค่ะ!!!

ที่เข้าไปหม่ำอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ในเมืองโรโนกี รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา

แล้ว "ให้ทิป" แก่สาวเสิร์ฟในภาพ

เป็นเงินถึง 1,000 ดอลลาร์ หรือราว 39,000 บาท!!!

ทั้งนี้ อแมนด้า นิวเคิร์ก สาวเสิร์ฟวัย 19 ซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย

เล่าว่า ทีแรกเมื่อผู้จัดการร้านเล่าว่า...

มีลูกค้าฝากเงินทิปให้เป็นแบงก์ใบละ 100 ดอลลาร์ 10 ใบ

พร้อมกระดาษเขียนโน้ตสั้นๆว่า...

"เก็บเงินทอนนี้ไว้ ขอให้มีความสุข"

เธอก็ยังคิดว่าเป็น "เรื่องตลก" มากกว่าเรื่องจริง !!!

แต่เมื่อตรวจดูแน่ชัดแล้วว่า แบงก์ทุกใบเป็นของจริง!!!

เธอก็ "แฮปปี้สุดๆ" เลยสิคะ โดยว่าจะเก็บเงินไว้เป็นค่าคลอดลูก

ส่วนหญิงใจดี เธอเล่าถึง "แรงบันดาลใจ" ที่ทำไปว่า...

ปกติเธอชอบ "ช็อปปิ้ง" ซื้อของมาก!!!

แต่วันนั้นกลับรู้สึกว่า การเอาเงินมา "ช่วยเหลือคน" ที่ลำบากกว่าเรา

น่าจะมี "คุณค่า" มากกว่า!!!

และเมื่อทำไปแล้ว เธอก็รู้สึกว่า...

ตัวเอง "มีค่า" ขึ้นมาทันตาเห็น!!!

อยากให้ใครบางคนเห็น!!!

แล้วคิดได้ยังงี้ บ้างจัง!!!

ถ้าชาติหน้าเราไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์

ผมไม่รู้ว่าชาติหน้าของดวงจิตของผมจะไปเกิดเป็นอะไร
ถ้าผมไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกแล้วหล่ะ?
ถ้าสมมติว่าชีวิตของเรานั้นจะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์แค่เพียงครั้งเดียว มีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆในร่างมนุษย์แค่เพียงช่วงชีวิตเดียวนี้
แล้วชาติภพอื่นๆ เราจะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป
เราจะทำอย่างไรกับความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในช่วงชีวิตนี้กันนะ

จะทำงานหาเงิน เก็บๆๆๆ เอาไว้เสวยความสุขตอนบั้นปลายชีวิต
หรือจะเรียนรู้ชีวิตในร่างกายมนุษย์ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ที่มากมาย

จะชอบไหมนะ?

สัตว์ป่าจะรู้สึกอย่างไรกันนะ ที่ต้องถูกมาเลี้ยงดูให้อาหารอย่างดี ไม่ต้องออกไปหาอาหารเองให้เมื่อย ถึงเวลาก็มีมนุษย์เอาอาหารมาให้กิน แล้วก็มีมนุษย์คนอื่นๆมายืนดูชีวิตของพวกมัน
สัตว์พวกนี้อยากที่จะสบายแบบนี้ไหมนะ ?

จัดที่อยู่ให้อย่างสวยงาม มีอ๊อกซิเจนให้หายใจ ป้อนอาหารบำรุงกันตลอด มีน้ำสะอาดๆให้ว่าย มีต้นไม้ปลอมที่มนุษย์เห็นว่าสวย มาใส่ไว้ให้
พวกมันชอบไหมนะ?

ถ้ามีคนเอาเราไปเลี้ยงไว้ในบ้านสุดหรูมีอาหารเพียบพร้อมตลอดเวลา แต่ร้องขออะไรไม่ได้นะ คุยกันคนละภาษา ต้องอยู่แต่ในเขตบ้านอย่างเดียว ถึงเวลาก็จะปล่อยให้ไปเล่นในสนามหญ้าซักทีนึง
เราจะชอบไหมนะ?

เพราะผมไม่เคยมี?

ผมลองมาคิดๆดู ที่ผมพยายามหานั่นหานี่มาเติมใส่ชีวิต เป็นเพราะความที่ผมไม่เคยมี แล้วเห็นคนอื่นเค้ามีกัน เลยอยากจะมีอย่างเค้าบ้าง
โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งนั้นก็ไม่ได้เหมาะสมกับตัวผมเลย (มักจะเป็นอย่างนั้นซะด้วย)
หรือว่าเบื้องหลังของคนที่เค้ามีสิ่งนั้น นั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมานขนาดไหน

ความสำเร็จในชีวิต
ผมอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต อยากเป็นอย่างคนนั้นคนนี้
โดยมองแค่ปลายทางของความสำเร็จนั้นหรือเปล่านะ ?
ผมไม่ค่อยที่จะสนใจถึงก้าวย่าง ข้อผิดพลาดในชีวิต กว่าที่คนคนนึงจะพบกับความสำเร็จในชีวิต ผมไม่เคยอยากรู้เลยว่าเขาทำมันได้อย่างไร
นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึก ตัวผมเองรู้สึกแบบนี้ ผมไปมองปลายทางของความสำเร็จ แต่ไม่เคยมองถึงเส้นทางที่จะไปถึงความสำเร็จนั้นๆ
ไม่รู้ว่าความคิดแบบนี้ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไง แต่มันไม่ดีเอาซะเลย

แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะไปถึงปลายทางกะเค้าหล่ะเนี่ย...

ภูมิใจที่หน้าตาไม่ดี

ไปอ่านข่าวเจอว่าช่วงนี้ปลาการ์ตูนถูกจับไปขายมากจนแทบจะหมดอยู่แล้วครับ
เป็นการลักลอบจับซะด้วย (แบบใน Finding Nemo เล้ย)

" มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10236
ตะลึงปลาการ์ตูน ถูกจับเกลี้ยงทะเล

นักวิชาการแฉมีการลักลอบจับปลาสวยงามและปลาการ์ตูนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากถึงวันละ 30-40 ลัง"

"ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ผมลงไปดำน้ำที่ อาดัง-ราวี ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ปรากฏว่าทั้งเกาะไม่มีปลาการ์ตูนเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว มีแต่ดอกไม้ทะเลชูคอกันสลอน ซึ่งปกติแล้วปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเลจะอาศัยอยู่ด้วยกัน ในชีวิตที่ดำน้ำมาไม่เคยเจอเรื่องน่ากังวลเท่าเรื่องนี้มาก่อน" ดร.ธรณ์กล่าว

ผมเลยมาคิดว่า นี่ถ้ามันไม่เกิดมามีสีสันสวยงาม หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู มันก็คงไม่ต้องถูกมนุษย์จับเอาไป

อย่างมนุษย์เราก็คงเหมือนๆกัน ที่ความหล่อความสวยสมัยนี้อาจจะเป็นอันตรายกับตัวเองได้ อย่างที่มีการก่อคดีข่มขืนต่างๆ ก็น่าจะมีส่วนมาจากการที่ผู้หญิงแต่งตัวสวยๆโชว์นั่นโชว์นี่ตามแฟชั่นโดยที่ลืมคิดถึงว่าจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองได้

ดังนั้นผมว่า คนที่เกิดมาหน้าตาไม่หล่อไม่สวย (เช่นผมเป็นต้น) ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดีแล้วหล่ะ เรามีหน้าตาประดุจดังอาวุธ (จริงๆเค้าเอาประโยคนี้ไว้เหน็บแนมมากกว่านะเนี่ย)ไว้คอยป้องกันเราจากภัยร้ายได้

มีพี่ผู้หญิงคนไทยที่นี่คนนึง เค้าหน้าตาน่ารักและจิตใจดี มนุษยสัมพันธ์ดีมาก แต่เค้ามีสิวเยอะไปหน่อย (ไม่กล้าถาม คิดว่าคงจะแพ้อะไรซักอย่าง) แต่เป็นคนที่คนอื่นอยู่ด้วยแล้วมีความสุข
ผมว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้เค้า เพื่อป้องกันการทำร้ายจากคนอื่น

ตอนวัยรุ่นก็เช่นกัน ผมว่ามันเป็นช่วงที่มนุษย์หน้าตาดูดีที่สุดในช่วงชีวิตแล้วมั๊ง ทั้งรูปร่างสัดส่วน ใบหน้าที่ดูมีน้ำมีนวล ธรรมชาติก็เลยต้องสร้างสิวขึ้นมาปิดบังใบหน้าอันสวยงามของเราให้ดูไม่สวยงามจนเกินไปนัก

ดังนั้นผมว่าเราควรจะภูมิใจแล้วหล่ะครับ ที่เราไม่ได้เกิดมาสวยมาหล่อ และก็ไม่จำเป็นเลยที่จะไปทำให้มันดูดีขึ้น
(เอาเวลาไปชุมนุมขับไล่ดีกว่า..จ๊าก..)

งามภายในน่าจะเป็นความงดงามที่แท้จริงกว่าและเป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไม่ต้องลงทุนอะไรเลย อีกทั้งมันยังไม่ผุพังไปตามวัยของเราอีกด้วย :)

25490319

รีบแก่กันดีกว่า

ผมรู้สึกว่าถ้าเรารีบทำตัวแบบคนแก่เสียแต่วันนี้ เราน่าจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้อย่างยาวนานขึ้น
คือถ้าเรารีบศึกษาธรรมะ เข้าวัดทำบุญ รักษาศีล กินแต่อาหารที่รสไม่จัด กินผักเยอะๆ กินข้าวซ้อมมือ
อย่างที่คนแก่เค้าทำกัน ผมว่ากลับจะทำให้เราแก่ช้าลงนะครับ
คือทำให้ใจเราสงบมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง ไม่เครียดกับปัญหาต่างๆ ทำบุญทำทานก็ทำให้จิตใจดี ไม่ยึดติดกับสิ่งของต่างๆ ก็ทำให้เราไม่เป็นทุกข์
แล้วการกินอาหารรสจืดๆกับพวกข้าวซ้อมมือและผักเยอะๆ ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้นเลย
มาทำตัวแบบคนแก่กันไหมครับ :)

25490318

ภาษากับอาหาร

ผมว่ามันมีส่วนที่สัมพันธ์กันอยู่นะ
ภาษาไทยที่มีตัวอักษรเยอะแยะมากมาย อาหารไทยก็มีเครื่องปรุงเยอะแยะมากมายเช่นกัน ประโยคภาษาไทยจะเขียนเรียงกันไม่มีเว้นวรรค ก็เหมือนเวลาที่เรากินข้าว เราก็มีกับข้าวหลากหลายชนิดที่เราสามารถกินไปพร้อมๆกันได้ (บางทีก็กินขนมกะข้าวได้อีกต่างหาก)
แต่อย่างภาษาอังกฤษที่ประโยคของเค้าจะมีการแบ่งช่องว่างอยู่ตลอด เวลาเค้ากินอาหารเค้าก็กินอยู่จานเดียวนั่นแหละ หมดแล้วก็ถึงจะสั่งใหม่ หรือไปกินอย่างอื่น
อย่างอาหารญี่ปุ่นกับจีนจะมีพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวซะหลายอย่าง ตัวหนังสือของเค้าก็เลยเป็นเส้นๆไม่ค่อยจะมีพวกหัวกลมๆแบบอักษรไทย แต่ญี่ปุ่นอาจจะกินเส้นน้อยกว่าคนจีน ตัวหนังสือเลยมีเส้นน้อยกว่า
หรือตัวหนังสือของเกาหลีที่จะมีช่องสี่เหลี่ยมเยอะเลย ก็เหมือนกับที่เค้าจะมีกิมจิกินหลากหลายชนิดเวลาเค้ากินอาหาร

หรืออย่างตัวหนังสือฝรั่งเศสที่จะมีหางมีหัวประหลาดๆโผล่มา ก็คล้ายกับการตบแต่งอาหารของเค้า ที่จะมีไอ้นั่นไอ้นี่มาเสริมให้ดูสวยงาม

สระและวรรณยุคของไทยก็น่าจะมีส่วนที่บอกได้ว่าอาหารของเรานั้นมีหลากหลายรสชาติมาก ทั้งเปรี้ยวจี๊ด หวาน เค็ม เผ็ด มีทุกรส
แต่ของฝรั่งก็จะเรียบๆ รสก็เลยไม่จัดจ้านอะไร

แล้วภาษาไทยก็ยังมีลักษณะการเขียนที่วนไปมา ทำให้อาหารของเรามีการปรุงที่ลึกล้ำกว่าอาหารฝรั่ง ที่เขียนแบบเรียบง่ายมาก
อย่างของจีนที่อาหารเค้าก็จะมีซอสปรุงรสแบบต่างๆเยอะแยะ ตัวหนังสือก็เลยจะยุ่งๆหน่อย
ของญี่ปุ่นนี่ก็เขียนง่ายๆ มีไม่กี่เส้นก็เป็นตัวนึงละ อาหารหลายอย่างก็เลยดูง่ายๆเช่นข้าวปั้นต่างๆ

มีใครนึกอย่างอื่นออกอีกบ้างครับ มาช่วยกันสนับสนุนวิชามั่วศาสตร์ศาสตร์กันหน่อยสิครับ :P

บ้านในฝัน

ผมได้บังเอิญไปหยิบเอาหนังสือเก่าๆมาอ่านอีกแล้ว เป็นหนังสือ ELLE DECOR ฉบับพิเศษของเดือน พฤษภาคม ๒๕๔๔
มีบทสัมภาษณ์เรื่องบ้านในฝันของผู้คนหลายๆคน แต่ที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็นคุณธีรนันท์ สุขวิบูลย์ ฟูรเรอร์ (หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอและโปรดักชั่นเฮ้าส์ "หับ โห้ หิ้น")และ คุณปิณิดา คงสิริ (ภรรยาของคุณแก๊ป แห่งวงทีโบน)

บางส่วนในบทสัมภาษณ์ คุณธีรนันท์
... " ชีวิตมันคาดเดาไม่ได้ ไม่อยากให้อสังหาริมทรัพย์มาเป็นข้อจำกัดในชีวิต ไม่อยากสร้างหนี้ จะไปไหนก็ต้องคอยห่วง มันไม่คุ้มที่จะต้องทำงานหนัก เพื่อแลกกับบ้านหรูๆ มีบ้านพักตากอากาศหลายหลัง แต่สุดท้าย ก็ไม่ค่อยจะได้ไปพักอยู่ดี"
เมื่อไม่นานมานี้คุณธีรนันท์กับสามี และลูกสาวตัวเล็ก ได้ช่วยกันเนรมิตโรงนาเก่าๆ โทรมๆ ใน Liechtenstein ให้กลายเป็นบ้านอันแสนอบอุ่น ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ที่นี่อาจถือได้ว่าเป็นตัวแทนบ้านในความฝัน แต่ไม่ว่าจะเป็นหลังนี้หรือที่ไหนๆ ก็เป็นบ้านของเธอได้ หากที่นั่นมีลูกสาวอยู่ด้วย

คุณปิณิดา
...บ้านไม้อายุร่วม ๑๐๐ ปี เป็นมรดกจากคุณทวดของคุณปิณิดา ความเก่าแก่ของบ้านทำให้ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยเรื่องราว ทั้งตัวบ้านและบรรยากาศโดยรวมคือสถานที่ในฝันของคุณแม่วัย ๒๙ ปี แต่ภาพฝันที่สมบูรณ์คือเธอมองเห็นตัวเองจับตะหลิวทำกับข้าวให้กับคนที่รักทั้งสองได้ทานอย่างเอร็ดอร่อย ยามว่างจากการดูแลลูกและสามี ตัวเธอก็จะนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้านท่ามกลางสายลมพัดเย็นสบาย มีกลิ่นดอกลั่นทมหอมขจรขจายไปทั่วอาณาบริเวณบ้านไม้ริมทะเล

ได้อ่านความคิดเรื่องบ้านในฝันของคุณแม่สองคนนี้แล้ว ก็ทำให้ผมมาคิดถึงบ้านในฝันของผม ว่าบ้านในฝันของผมนั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่บ้านที่ใหญ่โต มีทุกสิ่งทุกอย่างครบอย่างที่เคยฝันไว้ตอนเด็กๆ
แต่เป็นบ้านหลังเล็กๆที่ผมอยู่กับยายและเจ้าเต๋า(หมาอ้วน) ด้วยความสุขแบบพอเพียง มีชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านโล่งๆ ไม่มีทรัพย์สมบัติหรือข้าวของมากมายที่ต้องคอยมาห่วง

และความคิดของคุณแม่สองท่านนี้ยังทำให้ผมเกิด 'แม่ของลูก' ในอุดมคติขึ้นมาเลยนะเนี่ย... อืมมม...

แล้วบ้านในฝันของคุณเป็นอย่างไรครับ?

25490316

หลากอารมณ์

เคยไหมครับ ที่ของอย่างเดียวกันกลับให้อารมณ์ที่ต่างกัน

ผมเคยอยากได้รถโมเดลคันนึงมากๆ มันมีขายที่ห้างเซ็นทรัล ผมชอบไปเดินดูมัน ดูแล้วก็ดูแล้วก็ดู ไม่เคยได้สัมผัส (เพราะมันอยู่ในกล่อง มองได้ด้านเดียวด้วยสิ แล้วห้างในเมืองไทยไม่ให้แกะของออกมาดูหรอก ถ้าไม่มีตังจะซื้อ ผมเด็กบ้านนอก หมดสิทธิ์...)
มันเป็นความงดงามอย่างมาก
หลังจากนั้นผมก็ได้ไปจับตัวเป็นๆของมันที่บ้านเพื่อนผม มันทำให้ผมรู้สึกกับมันในอีกอารมณ์นึง
จนในที่สุดเมื่อผมมีโอกาสมาเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็ได้มันมาครอบครอง ทั้งสองสีเลยทีเดียว แต่ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทุกครั้งที่ผมได้เข้าใกล้มันมากขึ้น ความสวยงามของมันดูเหมือนจะลดลงไป
แล้วหลังจากที่ผมได้มันมาครอบครองเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทีนี้ความงามของมันก็แทบจะไม่น่าสนใจอีกต่อไป เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่มีความอยากที่จะไขว่คว้ามาอีกแล้ว(ก็ได้มาแล้วนี่)
สุดท้ายผมก็ขายมันต่อให้กับคนอื่น ด้วยความไม่เสียดายสักเท่าไหร่
และมันก็เป็นอย่างนี้กับรถโมเดลทุกๆคันที่ผมอยากจะได้มาครอบครอง ครั้งแรกที่เห็นรูปบนเว็บ มันสวยเหลือเกิน เราต้องซื้อๆๆ สุดท้ายความสวยมันก็หมดลงเมื่อผมได้มันมาครอบครองจริงๆในเวลาไม่นาน
แล้วยิ่งเทคโนโลยีการผลิตมันดีมากขึ้น มันก็ทำให้มีการผลิตสิ่งที่ดีกว่าเดิมออกมา ในราคาที่ไม่สูงมาก แล้วพอเราไปเห็น เราก็ไปอยากได้ของใหม่อีก และก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเลย

เมื่อวานอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Hayao Miyazaki ในหนังสือ Anime interviews มีใจความตอนนึงจากหนังเรื่อง Porco Rosso แกบอกว่า
" If I went to Italy, I could see the actual airplane in a museum, but I'd much rather piece together the interior of the plane in my mind, than go and see the real thing.
It's something like philology ... It's strange, I know. But if I were to see the real thing, I'd lose my motivation."

ผมอ่านแล้วก็คิดว่าจริงของแก มันเหมือนกับเรื่องสิ่งของต่างๆที่ผมอยากได้ มันสวยที่สุดในจินตนาการของผม ไม่ได้มาครอบครอง แต่มันก็มีคุณค่ามากที่สุดในจิตใจ

ผู้ชายหลายๆคนก็น่าจะเคยเป็นเหมือนๆกัน ตอนที่จีบกันเนี่ย เอ้อเหอ ทุ่มได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาครอบครอง แล้วพอได้มาเป็นแฟนกันจริงๆ เรื่องจะทุ่มให้อย่างแต่ก่อนก็คงไม่เกิดขึ้นละ (พวกที่เปลี่ยนแฟนบ่อยๆน่าจะเป็นแบบนี้)

หรือว่านี่จะไปโยงถึงเรื่อง ชอบกับรัก ด้วยนะ?

ผมว่าถ้าแค่ชอบก็เก็บมันไว้อย่างเดิมนั่นแหละ ไม่ควรไขว่คว้าเอามาเป็นของเรา เพราะมันจะมีคุณค่าและงดงามที่สุดสำหรับเราตลอดไป
ถ้ารักจริงๆอันนี้ก็ว่ากันอีกที

แต่เราจะแยกแยะความรักกับความชอบได้ชัดเจนแค่ไหนนะ?

ความชอบหรือเปล่าที่ทำให้คนตาบอด?
ไม่น่าใช่ความรักอย่างที่เค้าว่ากันนะ(จากนิยามของผม)

ความสนุกสไตล์ไทยๆ

วันก่อนผมอ่าน ต่วย'ตูน ที่ผมได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นพี่ๆที่เคยเรียนที่นี่(เป็นหนังสือที่เมื่อก่อนนี้ไม่เคยคิดจะหยิบมาอ่านเล้ย แต่ตอนนี้กลับชอบแฮะ) มีบทความเกี่ยวกับรายการทีวีสมัยแรกๆของประเทศไทยสมัยช่อง๔ บางขุนพรหม
มีรายการตอบปัญหาที่มีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง เป็นผู้ช่วยดำเนินรายการ (ผมเพิ่งทราบว่าท่านเสียชีวิตแล้ว) แล้วแกก็ได้มีโอกาสไปเป็นผู้ประกาศโฆษณาในรายการ(สมัยนั้นทุกอย่างจัดสด) แกก็จะมีคำพูดตลกๆแปลกๆมาพูดขายของ ซึ่งก็ทำให้คนสนใจที่จะฟัง
ดังตัวอย่างในบทความนี้

"ซื้อยาหอมทรงเปรต เอ๊ย.... ไม่ใช่ ยาหอมทรงโปรดนี้ไปฝากคุณย่าซิครับ แล้วที่ดินมรดกตรงสุขุมวิท ๓๐๐ ไร่ของท่านจะไปไหนเสีย ต้องเป็นของท่านซี้แหงแก๋ ฮ่า-ฮ่า-ฮ่า"

จนตอนหลังจึงมีผู้ให้ความสนใจในการใช้คำพูดเพื่อชักจูงให้ซื้อสินค้า จนเกิดเป็นบริษัทที่คิดคำโฆษณาต่างๆขึ้นมา และก็มีผู้มี "เสียงทอง"มาพูดโฆษณา โดยมีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง นี่แหละเป็นแรงบันดาลใจ
(ต่วย'ตูน ปีที่ ๓๒ เล่ม ๔ ปักษ์หลัง ตุลาคม ๒๕๔๕, เรื่อง คนทีวี เขียนโดย อารีย์ นักดนตรี)

ผมไปย้อนนึกถึง สมัยที่น้าต๋อยเซมเบ้ แกเป็นนักพากษ์การ์ตูนอยู่ช่อง๙(สมัยนี้แกเลิกหรือยังหว่า) น้าต๋อยมีส่วนทำให้การ์ตูนสมัยนั้นเป็นที่นิยม และน่าติดตาม ลีลาและน้ำเสียงของแกดูจะเป็นลักษณะเด่นที่หลายๆครั้ง ผมว่าเด่นกว่าตัวภาพซะอีก ยิ่งหลังๆมีการพากษ์นอกบท เสริมมุกอะไรตลกๆเข้าไปจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงความตลกของการ์ตูนที่น้าต๋อยแกพากษ์ แต่ก็มีหลายๆคนที่ไม่ชอบแนวการพากษ์แบบนี้ เพราะอาจจะไปทำลายอรรถะรสของภาพและอารมณ์จริงๆของตัวการ์ตูน
(จุดนี้อาจจะมีส่วนที่ทำให้คนไทยคิดว่า เมื่อเป็นการ์ตูนแล้วต้องตลก)

และที่ผมจำได้ดีก็คือหนังฮ่องกงที่ต้องมีการนำมาใส่เสียงภาษาไทยลงไป ที่จะมีทีมพากษ์ที่ผมได้ยินบ่อยๆก็พันธมิตร ที่พวกเราจะชอบเอามาเลียนเสียงล้อเลียนกันเป็นที่สนุกสนาน
"พันธมิตร ให้เสียงภาษาไทย" (ประโยคนี้ต้องอ่านเสียงหล่อๆนะครับ)
หนังตลกที่ตลกในตัวอยู่แล้วเมื่อมาเสริมเข้ากับมุกที่ทีมพากษ์ยัดเยียดลงไป ยิ่งทำให้หนังสนุกมากขึ้นไปอีก เพราะเราจะอดขำไม่ได้ซะทุกครั้ง กับมุกอันทันสมัยต่างๆ ที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นมุมมองที่แตกต่างออกไป

ผมยังจำได้ เมื่อสมัยที่มีหนังที่มีตัวแสดงเอกเป็นคนป่าชื่อนิเชา (ไม่แน่ใจว่าชื่อเรื่อง "โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ" หรือเปล่า)ที่เรื่องราวในชีวิตเจอเรื่องต่างๆกับสัตว์ป่ามากมาย เนื้อเรื่องก็ตลกระดับนึง แต่สิ่งที่เห็นจะเป็นส่วนสำคัญจริงๆน่าจะเป็นบทพากษ์ ที่ทำให้คนดูหายเครียดกันไปเลย

แล้วยังมีช่วงที่เค้าเอาหนังของชาลีแชปปลิ้นมาทำใหม่ แล้วใส่บทพูดที่เป็นภาษาอีสานเข้าไป ก็ขายดิบขายดี ดูแล้วก็ยิ่งขำกว่าของเดิมมาก

(แต่ดูลึกๆแล้วความตลกของสองเรื่องนี้เหมือนเป็นความตลกเรื่องของภาษาที่นิเชาจะพูดออกเหน่อๆเหมือนคนสุพรรณบุรี ที่สังคมมองว่าเป็นสิ่งที่เชยและดูตลก และชาลีแชปปลิ้น ก็เป็นภาษาลาว ก็เป็นภาษาที่คนไทยภาคกลางรู้สึกตลกที่ได้ยิน นี่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการแบ่งชนชั้นในสังคมก็น่าจะเป็นได้)

จนมาถึงในยุคนี้ ที่อะไรๆก็พยายามจะเป็น 3-D animation เรื่องของบทพูดก็ยังมีส่วนอย่างมากในการสร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่อง
อย่างเรื่องสุดสาคร(ใช่ไหมเอ่ย) ที่ดูแต่ภาพแล้วไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวก็แข็งมากๆ หน้าตาของตัวละครก็ไม่ได้ดึงดูดใจ แต่ด้วยความสามารถของคนพากษ์ก็กลับทำให้การ์ตูนเรื่องนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ด้วยคำศัพท์แปลกๆสะดุดหู อย่าง "จ้ามะจ๊ะทิงจา" ที่กลายมาเป็นเพลงที่เด็กๆร้องตามกันได้อย่างสนุกสนาน

หรือแม้กระทั่งตลกคาเฟ่ที่ถ้าเราดูแต่ภาพ เราแทบจะไม่สามารถรู้สึกสนุกอะไรเลย แต่ความสนุกแทบทั้งหมดไปอยู่ที่บทตลกๆ จังหวะและลีลาการพูดซะมากกว่า

ผมเลยมองดูแล้วคิดว่าความสนุกของคนไทย(ส่วนใหญ่)น่าจะอยู่ที่บทพูดเป็นสำคัญ ภาพไม่ต้องเยี่ยม (ถ้าเป็นแอนิเมชั่น ปากไม่ต้องตรงกับเสียงก็ได้) แต่บทพูดและมุกต่างๆต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษทีเดียว

นี่พอจะเรียกว่า 'ความเป็นไทย' ได้ไหมนะ?

25490313

แค่มองในแง่ดี

แค่เรามองในแง่ดี โลกนี้ก็น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยจริงๆ
ถ้าเราเปลี่ยนทัศนะคติต่อสิ่งต่างๆซะใหม่ อะไรๆที่เคยแย่ๆก็กลับเป็นเรื่องดีดี
แล้วพออารมณ์ดีทีนี้จะทำอะไรมันก็ยิ่งมีความสุข

ความสุขอยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง อยู่ที่เราจะมองมันเห็นหรือเปล่า... ;)

25490312

โลกที่ไม่แบ่งแยกจากรูปลักษณ์ภายนอก

ก็อินเทอร์เน็ตนี่แหละครับ ผมรู้สึกว่าที่โลกของ Cyber space นี่มันดีแฮะ (หลายคนอาจจะบอก เพิ่งรู้เรอะ! ลุง) เพราะเราไม่ต้องรู้ถึงหน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอกของกันและกัน แต่เราเข้ามาด้วยความเท่าเทียมกัน แล้วเราก็รู้จักกันผ่านตัวอักษร มันคล้ายกับเขียนจดหมาย แต่เราไม่ต้องเขียนหนังสือได้ แค่เราจิ้มๆเป็นตัวหนังสือผ่านแป้นพิมพ์ให้อ่านได้ ก็สามารถที่จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความคิดเราได้เหมือนกัน

ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต หลายๆคนบนโลกนี้คงไม่ได้มีโอกาสได้รู้จักกัน ได้แบ่งปันความรู้ความคิด ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้ร่วมกันสร้างกลุ่มเพื่อนใหม่ๆที่มีความสนใจตรงกัน
ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสในสังคมปกติได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่เขามี
การรู้จักกันในเพียงโลกเสมือนแห่งนี้น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสามารถติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยที่ไม่ต้องพบหรือมาเจอกันจริงๆในสังคมปกติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าในสังคมจริงหรือเสมือนคงจะเป็นเรื่องของความจริงใจ
เรามาทำให้สังคมเสมือนนี้มีแต่ความจริงใจกันดีกว่าครับ แต่ผมก็รู้สึกนะครับว่าทุกๆคนที่ผมรู้จักบนโลกเสมือนแห่งนี้จริงใจด้วยกันทั้งนั้นเลยครับ :)

ความเคยชิน

เคยมีคนโพสต์ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งว่า ความเคยชินเนี่ย มันเจ๋งมากเลย เพราะทำให้เราทำอะไรได้โดยไม่ต้องมาคิด
แต่ผมก็มองว่า ความเคยชินนี่แหละที่จะมาทำลายเรา เพราะเมื่อใดที่เราเกิดความเคยชินขึ้นมาแล้ว เราจะทำสิ่งนั้นโดยที่ไม่ต้องคิด แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ก็ตาม เพราะมันคุ้นเคยกับการกระทำนั้นๆแล้ว แต่ถ้าวันใดที่เกิดทำให้ความเคยชินนั้นต้องเปลี่ยนไป เราอาจจะรู้สึกมันผิดปกติ ยิ่งถ้าเราชินกับมันมากๆ เราก็ยิ่งรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมาก เช่น ถ้าเราเคยมีรถยนต์ขับไปไหนมาไหนอยู่ทุกวัน แล้ววันใดวันนึงเกิดรถเราเสียขึ้นมาต้องเข้าอู่ซ่อม เราก็จะลำบากแล้ว ถ้าเคยชินกับการมีรถไว้ขับ
อาจจะเป็นเหมือนกับการยึดติดในสิ่งต่างๆ ถ้าเราขาดมันไปเราก็จะรู้สึกลำบากในชีวิตขึ้นมา
แต่ถ้าเราไม่ไปทำให้ตัวเองเคยชินกับสิ่งใดสิ่งนึง พยายามปรับเปลี่ยนและทดลองอะไรใหม่ๆเพื่อไม่ให้เกิดความเคยชินขึ้น ก็น่าจะดีเหมือนกัน

วิทยาการทำลายทักษะ

ผมหมายถึงอุปกรณ์ต่างๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันน่ะครับ
ผมว่ามันก็ดีนะครับที่ทำให้เราทำอะไรได้สะดวกง่ายดายขึ้น แต่เราก็สูญเสียทักษะในสิ่งนั้นๆไป อย่างเช่น เครื่องคิดเลข ที่สมัยนี้มีอยู่ในอุปกรณ์หลากหลายชนิด แม้แต่โทรศัพท์มือถือ มันทำให้เราคิดเลขง่ายๆกันไม่ได้ซะละ จะหารค่าอาหารกันทีก็หยิบมันขึ้นมาคำนวณ ทั้งๆที่ถ้าเราใช้สมองคำนวณมันเร็วกว่าด้วยซ้ำไป แต่เราก็ชอบที่จะพึ่งพาอุปกรณ์พวกนี้มากกว่า
หรือพวกเครื่องเหลาดินสอ ที่ทำให้ผมคิดที่จะเขียนหัวข้อนี้ไว้ เพราะผมหยิบกล่องดินสอขึ้นมาดู ก็เห็นดินสอที่ผมเหลาด้วยคัทเตอร์ และบางส่วนที่เหลาด้วยเครื่อง ซึ่งตอนเรียนที่ศิลปากร ผมและเพื่อนๆพยายามเรียนรู้การเหลาดินสอจากเพื่อนคนที่เหลาเก่งๆ ซึ่งมันเป็นทักษะหนึ่งของศิลปะเลยนะผมว่า มันเหมือนกับการแกะสลักอะไรแบบนี้เลย
แต่พอมาเรียนที่อเมริกา เค้าจะมีเครื่องเหลาดินสอเอาไว้ให้เลยในห้องที่มีการวาดต่างๆ ผมก็สังเกตว่าฝรั่งเค้าใช้กันเป็นสิ่งปกติ เรียกว่าถ้ามันเจ๊งขึ้นมาทีนี่อาจจะวาดกันต่อไม่ได้เลยทีเดียว
ผมเลยรู้สึกว่าเรากำลังพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกกันมากไปหรือเปล่านะ
ผมมองเผื่อๆไว้น่ะครับ ว่าถ้าวันใดที่โลกเราเกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมา เราไม่มีไฟฟ้าใช้ เราจะต้องตายกันหมดเลยหรือเปล่า ยิ่งบรรดาคนในเมืองที่ชีวิตประจำวันพึ่งพาแต่อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าจะเป็นยังไง
ผู้คนในชนบทคงจะไม่ลำบากนัก เพราะเค้ามีทักษะการอยู่รอดในชีวิตด้วยเครื่องไม้เครื่องมือง่ายๆ
ผมยังอยากไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญ ไปเรียนรู้การใช้ชีวิต และทักษะต่างๆในการเอาชีวิตรอด เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต เพราะเราเองไม่มีทางรู้เลยว่าวันใดเราจะต้องขาดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้อยู่จนเป็นเรื่องปกติของชีวิต