วันก่อนผมอ่าน ต่วย'ตูน ที่ผมได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นพี่ๆที่เคยเรียนที่นี่(เป็นหนังสือที่เมื่อก่อนนี้ไม่เคยคิดจะหยิบมาอ่านเล้ย แต่ตอนนี้กลับชอบแฮะ) มีบทความเกี่ยวกับรายการทีวีสมัยแรกๆของประเทศไทยสมัยช่อง๔ บางขุนพรหม
มีรายการตอบปัญหาที่มีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง เป็นผู้ช่วยดำเนินรายการ (ผมเพิ่งทราบว่าท่านเสียชีวิตแล้ว) แล้วแกก็ได้มีโอกาสไปเป็นผู้ประกาศโฆษณาในรายการ(สมัยนั้นทุกอย่างจัดสด) แกก็จะมีคำพูดตลกๆแปลกๆมาพูดขายของ ซึ่งก็ทำให้คนสนใจที่จะฟัง
ดังตัวอย่างในบทความนี้
"ซื้อยาหอมทรงเปรต เอ๊ย.... ไม่ใช่ ยาหอมทรงโปรดนี้ไปฝากคุณย่าซิครับ แล้วที่ดินมรดกตรงสุขุมวิท ๓๐๐ ไร่ของท่านจะไปไหนเสีย ต้องเป็นของท่านซี้แหงแก๋ ฮ่า-ฮ่า-ฮ่า"
จนตอนหลังจึงมีผู้ให้ความสนใจในการใช้คำพูดเพื่อชักจูงให้ซื้อสินค้า จนเกิดเป็นบริษัทที่คิดคำโฆษณาต่างๆขึ้นมา และก็มีผู้มี "เสียงทอง"มาพูดโฆษณา โดยมีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง นี่แหละเป็นแรงบันดาลใจ
(ต่วย'ตูน ปีที่ ๓๒ เล่ม ๔ ปักษ์หลัง ตุลาคม ๒๕๔๕, เรื่อง คนทีวี เขียนโดย อารีย์ นักดนตรี)
ผมไปย้อนนึกถึง สมัยที่น้าต๋อยเซมเบ้ แกเป็นนักพากษ์การ์ตูนอยู่ช่อง๙(สมัยนี้แกเลิกหรือยังหว่า) น้าต๋อยมีส่วนทำให้การ์ตูนสมัยนั้นเป็นที่นิยม และน่าติดตาม ลีลาและน้ำเสียงของแกดูจะเป็นลักษณะเด่นที่หลายๆครั้ง ผมว่าเด่นกว่าตัวภาพซะอีก ยิ่งหลังๆมีการพากษ์นอกบท เสริมมุกอะไรตลกๆเข้าไปจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงความตลกของการ์ตูนที่น้าต๋อยแกพากษ์ แต่ก็มีหลายๆคนที่ไม่ชอบแนวการพากษ์แบบนี้ เพราะอาจจะไปทำลายอรรถะรสของภาพและอารมณ์จริงๆของตัวการ์ตูน
(จุดนี้อาจจะมีส่วนที่ทำให้คนไทยคิดว่า เมื่อเป็นการ์ตูนแล้วต้องตลก)
และที่ผมจำได้ดีก็คือหนังฮ่องกงที่ต้องมีการนำมาใส่เสียงภาษาไทยลงไป ที่จะมีทีมพากษ์ที่ผมได้ยินบ่อยๆก็พันธมิตร ที่พวกเราจะชอบเอามาเลียนเสียงล้อเลียนกันเป็นที่สนุกสนาน
"พันธมิตร ให้เสียงภาษาไทย" (ประโยคนี้ต้องอ่านเสียงหล่อๆนะครับ)
หนังตลกที่ตลกในตัวอยู่แล้วเมื่อมาเสริมเข้ากับมุกที่ทีมพากษ์ยัดเยียดลงไป ยิ่งทำให้หนังสนุกมากขึ้นไปอีก เพราะเราจะอดขำไม่ได้ซะทุกครั้ง กับมุกอันทันสมัยต่างๆ ที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นมุมมองที่แตกต่างออกไป
ผมยังจำได้ เมื่อสมัยที่มีหนังที่มีตัวแสดงเอกเป็นคนป่าชื่อนิเชา (ไม่แน่ใจว่าชื่อเรื่อง "โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ" หรือเปล่า)ที่เรื่องราวในชีวิตเจอเรื่องต่างๆกับสัตว์ป่ามากมาย เนื้อเรื่องก็ตลกระดับนึง แต่สิ่งที่เห็นจะเป็นส่วนสำคัญจริงๆน่าจะเป็นบทพากษ์ ที่ทำให้คนดูหายเครียดกันไปเลย
แล้วยังมีช่วงที่เค้าเอาหนังของชาลีแชปปลิ้นมาทำใหม่ แล้วใส่บทพูดที่เป็นภาษาอีสานเข้าไป ก็ขายดิบขายดี ดูแล้วก็ยิ่งขำกว่าของเดิมมาก
(แต่ดูลึกๆแล้วความตลกของสองเรื่องนี้เหมือนเป็นความตลกเรื่องของภาษาที่นิเชาจะพูดออกเหน่อๆเหมือนคนสุพรรณบุรี ที่สังคมมองว่าเป็นสิ่งที่เชยและดูตลก และชาลีแชปปลิ้น ก็เป็นภาษาลาว ก็เป็นภาษาที่คนไทยภาคกลางรู้สึกตลกที่ได้ยิน นี่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการแบ่งชนชั้นในสังคมก็น่าจะเป็นได้)
จนมาถึงในยุคนี้ ที่อะไรๆก็พยายามจะเป็น 3-D animation เรื่องของบทพูดก็ยังมีส่วนอย่างมากในการสร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่อง
อย่างเรื่องสุดสาคร(ใช่ไหมเอ่ย) ที่ดูแต่ภาพแล้วไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวก็แข็งมากๆ หน้าตาของตัวละครก็ไม่ได้ดึงดูดใจ แต่ด้วยความสามารถของคนพากษ์ก็กลับทำให้การ์ตูนเรื่องนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ด้วยคำศัพท์แปลกๆสะดุดหู อย่าง "จ้ามะจ๊ะทิงจา" ที่กลายมาเป็นเพลงที่เด็กๆร้องตามกันได้อย่างสนุกสนาน
หรือแม้กระทั่งตลกคาเฟ่ที่ถ้าเราดูแต่ภาพ เราแทบจะไม่สามารถรู้สึกสนุกอะไรเลย แต่ความสนุกแทบทั้งหมดไปอยู่ที่บทตลกๆ จังหวะและลีลาการพูดซะมากกว่า
ผมเลยมองดูแล้วคิดว่าความสนุกของคนไทย(ส่วนใหญ่)น่าจะอยู่ที่บทพูดเป็นสำคัญ ภาพไม่ต้องเยี่ยม (ถ้าเป็นแอนิเมชั่น ปากไม่ต้องตรงกับเสียงก็ได้) แต่บทพูดและมุกต่างๆต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษทีเดียว
นี่พอจะเรียกว่า 'ความเป็นไทย' ได้ไหมนะ?
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

2 ความคิดเห็น:
ยังไม่น่าจะได้นะ . . . อันนี้ personal feeling
ก็ถูกของพี่แฮะ
แต่มันเป็นความรู้สึกแบบคนไทยส่วนใหญ่หรือเปล่าน่ะครับ
หรือว่าเป็นแนวทางของคนที่ผลิตสื่อเหล่านี้ออกมากันนะ
แสดงความคิดเห็น