วันนี้ว่าจะต้องทำการ defract ฮาร์ดดิสก์ซะหน่อย พอจะสั่งให้ Windows มัน defractment มันก็จะทำการตรวจสอบก่อน แต่พอตรวจว่าสมควรจะทำละ มันก็ฟ้องมาว่า เนื้อที่ที่เหลือว่างนั้นน้อยเกินไปนะ คือเหลือน้อยกว่า ๑๕ % ของเนื้อที่ทั้งหมด
เอาล่ะสิ ต้องไปหาทางลบอะไรออกบ้างแล้ว ก็เลยไล่ดูว่ามีอะไรไม่จำเป็นบ้าง เข้าไปดูว่าลงโปรแกรมที่ไม่จำเป็นไว้บ้างหรือเปล่า ก็เลยเริ่มรู้สึกเลยว่า เรามีโปรแกรมที่ลงเอาไว้"เผื่อใช้" เยอะมาก และตั้งแต่ลงเอาไว้มาเป็นปี ก็ไม่เคยได้ใช้เลยสักครั้ง...
ผมก็ไม่รอช้า จัดการลบออก แต่ก็ยังเหลือที่ "เผื่อใช้" อยู่บ้าง แต่ก็ได้พื้นที่คืนมาเพียบเลย
มาลองคิดๆดู คอมพิวเตอร์ก็เหมือนๆบ้านของเราเหมือนกัน โปรแกรมต่างๆเหมือนเป็นบรรดาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ที่หลายๆครั้ง เราซื้อมาเพราะว่า "เผื่อใช้"
มาคิดๆดู หลายอย่าง ไม่เคยได้ใช้เลย หรือใช้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น แล้วก็เก็บอยู่ในตู้นั่นแหละ รอว่าวันไหนเราจะหาโอกาสใช้มันได้ แต่พอมันถูกเก็บพ้นตาเราไป เราก็ลืมไปว่ามี แล้วก็ไม่ได้ใช้มัน จนถึงตอนที่จะจัดบ้านนั่นแหละ ถึงได้เห็นว่าเราก็มีไอ้นี่ไอ้นั่นด้วยนะเนี่ย
ผมมีเพื่อนคนนึงเค้าก็ชอบซื้อเสื้อผ้า เห็นว่าถูกก็ซื้อมา กะว่าคงได้ใช้เข้าสักวัน จนห้องของเธอก็เต็มไปด้วยเสื้อผ้ามากมาย ต้องวุ่นวายหาตู้เสื้อผ้า หาที่เก็บที่แขวน แล้วเนื้อที่ห้องที่จริงๆมันก็กว้าง กลับแคบไปถนัดตา มองไปทางไหนก็มีแต่ของเต็มไปหมด ถ้าดูดีดีแล้ว ก็หยิบใช้อยู่แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง
บ้านผมที่เมืองไทยก็เป็นเหมือนกัน รกสุดๆ รกซะจนไม่มีที่จะเดินในบางครั้ง บรรดาหนังสือการ์ตูน นิตยสารทั้งหลายแหล่ ที่เก็บสะสมเอาไว้ หนังสือต่างๆที่ซื้อมา เผื่อว่าจะได้อ่าน
ของเล่นต่างๆที่ซื้อมาเพราะว่ามันอยากได้ สุดท้ายมันก็เข้ามารกห้องเต็มไปหมด
ทำความสะอาดก็ยาก ฝุ่นจับเต็มไปหมด จะหาที่นอนทีนึงนี่ต้องเก็บกวาดกันพอสมควรทีเดียว
เลยมาคิดต่อว่า ถ้าของ "เผื่อใช้" เหล่านั้น กลายเป็นของที่ "ใช้ประจำ" สำหรับคนอื่นแล้ว มันจะดีแค่ไหน?
แล้วที่บ้านเพื่อนๆพี่ๆ มีของ "เผื่อใช้" ที่ไม่เคยได้ใช้กันบ้างไหมครับ
25490725
ความเจริญ
อะไรคือความเจริญ?
มีตึกสูงๆมากมาย มีการจราจรคับคั่ง รถราวิ่งกันขวักไขว่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบ มีการแข่งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่งกันตลอดเวลา มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆออกมามากมาย มีเครื่องมือสื่อสารที่ติดต่อกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จะเดินทางไปที่ไหนก็สามารถทำได้แค่เพียงไม่กี่อึดใจ
หรือ ความเรียบง่าย สงบ ร่มเย็น ไม่มีการแข่งขัน ทุกคนช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ผมรู้สึกว่าอย่างหลังจะดูเป็นความเจริญที่ผมรู้สึกว่าใช่ในตอนนี้
เรากำลังหลงไปกับรูปแบบความเจริญในแบบชาติตะวันตกกันหรือเปล่านะ?
เราจำเป็นจะต้องมีต้องเป็นอย่างคนอื่นเขาหรือเปล่า?
มนุษย์ทั้งโลกนี้ ต้องการสิ่งต่างๆในชีวิตเหมือนกันหรือ?
เงิน? รถ? เครื่องมือสื่อสาร?
ล่าสุดไปเจอ ประโยคนึง ที่เค้าเขียนลงท้ายกระทู้ ที่ผมชอบมาก "เจริญในธรรม"
มีตึกสูงๆมากมาย มีการจราจรคับคั่ง รถราวิ่งกันขวักไขว่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบ มีการแข่งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่งกันตลอดเวลา มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆออกมามากมาย มีเครื่องมือสื่อสารที่ติดต่อกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จะเดินทางไปที่ไหนก็สามารถทำได้แค่เพียงไม่กี่อึดใจ
หรือ ความเรียบง่าย สงบ ร่มเย็น ไม่มีการแข่งขัน ทุกคนช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ผมรู้สึกว่าอย่างหลังจะดูเป็นความเจริญที่ผมรู้สึกว่าใช่ในตอนนี้
เรากำลังหลงไปกับรูปแบบความเจริญในแบบชาติตะวันตกกันหรือเปล่านะ?
เราจำเป็นจะต้องมีต้องเป็นอย่างคนอื่นเขาหรือเปล่า?
มนุษย์ทั้งโลกนี้ ต้องการสิ่งต่างๆในชีวิตเหมือนกันหรือ?
เงิน? รถ? เครื่องมือสื่อสาร?
ล่าสุดไปเจอ ประโยคนึง ที่เค้าเขียนลงท้ายกระทู้ ที่ผมชอบมาก "เจริญในธรรม"
25490721
กลับตะเข็บ
ผมเพิ่งซื้อกางเกงในใหม่มา แต่ใส่แล้วมันเจ็บๆชอบกล ตรงแถวๆข้างเอว เลยลองสังเกตดูพยว่ามันเป็นรอยตะเข็บด้านในที่มันทำให้เกิดการเสียดสี ผมเลยมานึกๆดูว่า ทำไมต้องเอาตะเข็บไว้ด้านในนะ ทั้งๆที่กางเกงในนี่มันควรจะสวมใส่ได้สบายๆนี่นา ถ้าเราเอาตะเข็บไว้ด้านนอกมันน่าจะทำให้ใส่ได้สบายมากขึ้น เพราะเราก็คงไม่ได้ใส่กางเกงในข้างนอกแบบซูเปอร์แมน ก็คงไม่มีใครเห็นว่าเราใส่กลับตะเข็บ
เลยมานึกถึงเสื้อผ้าต่างๆ ที่ตะเข็บจะอยู่ด้านใน เพื่อให้ภายนอกดูเรียบร้อยสวยงาม แต่ด้วยความเคยชินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกกับตะเข็บเหล่านั้น หรือจะคิดว่า มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
ผมเลยคิดว่า เสื้อนอน ชุดนอน กางเกงนอน ผมจะใส่กลับตะเข็บดู ถ้ามันสบายกว่าจริงๆ อาจจะเลยไปถึงเสื้อผ้าที่ใส่ออกไปข้างนอกซะเลย
เลยมานึกถึงเสื้อผ้าต่างๆ ที่ตะเข็บจะอยู่ด้านใน เพื่อให้ภายนอกดูเรียบร้อยสวยงาม แต่ด้วยความเคยชินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกกับตะเข็บเหล่านั้น หรือจะคิดว่า มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
ผมเลยคิดว่า เสื้อนอน ชุดนอน กางเกงนอน ผมจะใส่กลับตะเข็บดู ถ้ามันสบายกว่าจริงๆ อาจจะเลยไปถึงเสื้อผ้าที่ใส่ออกไปข้างนอกซะเลย
ธรรมชาติ
ผมรู้สึกว่า(คิดเอาเองอีกแล้ว) สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของอีกชนิดนึง ซึ่งจะเป็นวงจรที่จะกินกันไปมา
เช่น มดถูกนกกิน นกถูกแมวกิน แมวถูกเสือกิน และก็ไปเรื่อยๆ
แต่ผมว่ามนุษย์เราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และก็ทำได้เสียด้วย มนุษย์เราเลยเจริญเผ่าพันธุ์กันออกมามากมาย เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนระบบมันเริ่มจะเสีย
ธรรมชาติ คือผู้ควบคุมวงจรนี้ จึงพยายามหาทางที่จะมาทำให้วงจรนี้กลับเป็นปกติ ด้วยการสร้างภัยทางธรรมชาติต่างๆขึ้นมา เพื่อลดจำนวนของมนุษย์ลงไป
แต่ถ้ามนุษย์ยังคงสามารถต่อต้านวิธีทางธรรมชาติเหล่านี้ได้อีก ธรรมชาติเองก็จะหาวิธีอื่นๆออกมาเพื่อทำให้ระบบของมันเป็นปกติ
ผมเชื่อว่างั้นนะ
เช่น มดถูกนกกิน นกถูกแมวกิน แมวถูกเสือกิน และก็ไปเรื่อยๆ
แต่ผมว่ามนุษย์เราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และก็ทำได้เสียด้วย มนุษย์เราเลยเจริญเผ่าพันธุ์กันออกมามากมาย เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนระบบมันเริ่มจะเสีย
ธรรมชาติ คือผู้ควบคุมวงจรนี้ จึงพยายามหาทางที่จะมาทำให้วงจรนี้กลับเป็นปกติ ด้วยการสร้างภัยทางธรรมชาติต่างๆขึ้นมา เพื่อลดจำนวนของมนุษย์ลงไป
แต่ถ้ามนุษย์ยังคงสามารถต่อต้านวิธีทางธรรมชาติเหล่านี้ได้อีก ธรรมชาติเองก็จะหาวิธีอื่นๆออกมาเพื่อทำให้ระบบของมันเป็นปกติ
ผมเชื่อว่างั้นนะ
25490719
จะมีอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้มันมาควบคุมเรา
หลังจากที่ชีวิต(เกือบจะ)ตัดขาดจากโลกอินเทอร์เน็ตไปพักใหญ่ ช่วงนี้ก็กลับมาออนไลน์อีกครั้ง เพราะบังเอิญไปเจอสัญญาณ Wireless internet ของโรงเรียนเข้าโดยบังเอิญ เลยได้กลับมาสู่โลกอินเทอร์เน็ตอีกครั้งนึง พอมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ก็กลับเข้าสู่วงจรแบบเดิมๆ คือว่างเป็นต้องเข้าเว็บ ดูนั่นดูนี่ ชีวิตตกเป็นทาสของโลกไซเบอร์อีกครั้ง
แต่ก็ได้เจอเว็บอะไรน่าสนใจหลายอย่าง เช่น www.brickshelf.com ที่เป็นที่โชว์ผลงานของคนที่ชอบต่อ Lego เอาผลงานที่ตัวเองต่อเป็นอะไรต่างๆนาๆ มาอวดกัน ผมดูแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ว่าเจ้าตัวต่อพวกนี้มันสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นชิ้นงานเหล่านั้นได้ด้วยเหรอเนี่ย
ผมเลยรู้สึกว่าการมีอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไรเลย ถ้าหากเรารู้จักแยกแยะ และเลือกเอาแต่ประโยชน์ที่มีของมันมาใช้ ไม่ตกเป็นทาสของมัน คือไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร มีก็ใช้ แต่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับตัวเราเอง
ล่าสุดผมเพิ่งรู้วิธีใช้เจ้า adblock ที่เป็น extension ของ Firefox มันช่วยให้การใช้อินเทอร์เน็ตของผม เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้โดยที่ไม่ต้องคอยไปหลงกับบรรดาโฆษณาต่างๆ คือมันจะสามารถจัดการซ่อนพวกโฆษณาทั้งหลาย ที่เราตั้งเอาไว้ได้ แถมช่วยให้เครื่องไม่ทำงานหนักด้วย (พวก Flash banner กินทรัพยากรเครื่องสูงมาก)
ถ้าใครยังไม่เคยลองผมขอแนะนำเลยครับ ยอดเยี่ยมมากๆ
แต่ก็ได้เจอเว็บอะไรน่าสนใจหลายอย่าง เช่น www.brickshelf.com ที่เป็นที่โชว์ผลงานของคนที่ชอบต่อ Lego เอาผลงานที่ตัวเองต่อเป็นอะไรต่างๆนาๆ มาอวดกัน ผมดูแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ว่าเจ้าตัวต่อพวกนี้มันสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นชิ้นงานเหล่านั้นได้ด้วยเหรอเนี่ย
ผมเลยรู้สึกว่าการมีอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไรเลย ถ้าหากเรารู้จักแยกแยะ และเลือกเอาแต่ประโยชน์ที่มีของมันมาใช้ ไม่ตกเป็นทาสของมัน คือไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร มีก็ใช้ แต่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับตัวเราเอง
ล่าสุดผมเพิ่งรู้วิธีใช้เจ้า adblock ที่เป็น extension ของ Firefox มันช่วยให้การใช้อินเทอร์เน็ตของผม เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้โดยที่ไม่ต้องคอยไปหลงกับบรรดาโฆษณาต่างๆ คือมันจะสามารถจัดการซ่อนพวกโฆษณาทั้งหลาย ที่เราตั้งเอาไว้ได้ แถมช่วยให้เครื่องไม่ทำงานหนักด้วย (พวก Flash banner กินทรัพยากรเครื่องสูงมาก)
ถ้าใครยังไม่เคยลองผมขอแนะนำเลยครับ ยอดเยี่ยมมากๆ
25490718
รองเท้า
ผมมีรองเท้าผ้าใบที่ใส่บ่อยๆอยู่สองคู่ คู่นึงเป็น converse สีดำ ใส่กับเสื้อผ้าอะไรก็ดูดี มันทำให้ผมรู้สึกดีเวลาที่มองตัวเองสวมใส่มัน แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายในเวลาที่สวมใส่มัน มันทั้งบีบ ทั้งแข็ง และไม่นุ่มนวลเอาซะเลย แต่คงไม่มีใครรู้
ผิดกับรองเท้าอีกคู่นึงของผม ที่ผมซื้อมาถูกมาก รูปแบบธรรมดา ใส่แล้วไม่ค่อยจะเข้ากับเสื้อผ้าซักเท่าไหร่ เวลาเห็นตัวเองในกระจกแล้วคิดอยากจะเปลี่ยนรองเท้าหลายที แต่ด้วยความที่มันสวมใส่สบาย มันทนทานพอสมควร แถมยังนุ่มสบายเท้าด้วย ไม่ว่าจะใส่มันไปเดินเล่น หรือจะไปเล่นกีฬา มันไปได้หมด
ไม่แปลกใจที่ผมจะเลือกรองเท้าคู่หลังเป็นรองเท้าคู่ใจของผม
ผิดกับรองเท้าอีกคู่นึงของผม ที่ผมซื้อมาถูกมาก รูปแบบธรรมดา ใส่แล้วไม่ค่อยจะเข้ากับเสื้อผ้าซักเท่าไหร่ เวลาเห็นตัวเองในกระจกแล้วคิดอยากจะเปลี่ยนรองเท้าหลายที แต่ด้วยความที่มันสวมใส่สบาย มันทนทานพอสมควร แถมยังนุ่มสบายเท้าด้วย ไม่ว่าจะใส่มันไปเดินเล่น หรือจะไปเล่นกีฬา มันไปได้หมด
ไม่แปลกใจที่ผมจะเลือกรองเท้าคู่หลังเป็นรองเท้าคู่ใจของผม
25490717
ลดน้ำหนักแต่เพิ่มกล้าม
ช่วงนี้ผมพยายามจะลดน้ำหนักของตัวเองลง จากเดิมเมื่อปีที่แล้วเคยหนักถึง ๗๒ กิโลกรัม ตอนนี้ลงมาอยู่ที่ ๖๕ กิโลกรัม แต่จุดหมายจริงๆอยากลองลงไปอยู่ที่ ๖๐ กิโลกรัม เพราะอยากจะทดสอบตัวเองดูว่าระดับไหนที่เหมาะสม การลดน้ำหนักครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้น้ำหนักตัวลดลงเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีกล้ามเนื้อที่กระชับและแข็งแรงมากขึ้นด้วย (อยากจะพิสูจน์ว่าไม่ต้องกินเนื้อก็มีกล้ามใหญ่ได้เหมือนกัน)
ไม่รู้ว่าจะลดน้ำหนักลงไปได้ถึงที่ตั้งเอาไว้ได้หรือเปล่า แต่คิดว่าค่อยๆลดลงช้าๆน่าจะไหว เพราะผมยังมีไขมันจับตัวเป็นก้อนๆอยู่หลายแห่งให้ได้กำจัด
ไม่รู้ว่าจะลดน้ำหนักลงไปได้ถึงที่ตั้งเอาไว้ได้หรือเปล่า แต่คิดว่าค่อยๆลดลงช้าๆน่าจะไหว เพราะผมยังมีไขมันจับตัวเป็นก้อนๆอยู่หลายแห่งให้ได้กำจัด
ต้องแค่ไหน
สมัยนี้การถ่ายรูปเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ง่ายมาก เพราะทั้งกล้องดิจิตอลที่ราคาไม่แพง แถมพกพาสะดวก ไหนจะมีกล้องบนโทรศัพท์มือถืออีก ที่เริ่มจะมาแทนที่กล้องดิจิตอลแบบเต็มๆตัว เข้าไปทุกขณะ
แต่ว่า ความละเอียดกี่เม็กกะพิเซลถึงจะพอ?
เมื่อสมัยแรกๆที่ผมมีกล้องดิจิตอลตัวแรก ที่เป็นได้ทั้งเว็บแคมฯ และกล้องดิจิตอลที่พกไปถ่ายข้างนอกบ้านได้ สมัยนั้นกล้องตัวนั้นของผม (Creative WebCam Go) ความละเอียดแค่ ๖๔๐ x ๔๘๐ หรือ สามแสนพิกเซล ภาพที่ได้ก็ไม่ได้คมชัดซักเท่าไหร่ แค่พอดูออกว่าใครเป็นใคร ซึ่งจุดมุ่งหมายของผมก็เพื่อเอาภาพไปลงในเว็บให้เพื่อนๆได้ดูกัน ซึ่งความละเอียดเพียงเท่านี้นับว่าเพียงพอและเหมาะสมสำหรับการชมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป
จนมาถึงยุคที่ผมเริ่มทำงานเก็บเงินได้มากขึ้น ผมก็ตัดสินใจซื้อกล้องดิจิตอลตัวใหม่ ที่มีความละเอียดสูงถึง ๒.๑ ล้านพิกเซล
(Fujifilm Finepix 50i) ซึ่งมันมีความกว้างยาวถึง ๑,๖๐๐ x ๑,๒๐๐ พิกเซลทีเดียว ใหญ่โตมโหราฬมากสำหรับดูบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น
จนมาถึงวันนี้ผมมีกล้องตัวใหม่มาแทนที่ (เพราะเจ้า 50i มันเสีย) ผมเลยซื้อเจ้า Fujifilm F601 มาใช้แทน เป็นตัวที่ลูกค้าส่งคืนบริษัทแล้วบริษัทเอาไปซ่อมให้เหมือนใหม่ (Refurbish) ด้วยความละเอียดสูงสุดถึง ๓.๒ ล้านพิกเซล ซึ่งผมว่ามันใหญ่โตมากเลยทีเดียว
แต่สมัยนี้กล้องบนโทรศัพท์มือถือตัวนิดเดียวก็มีความละเอียดที่เท่ากับกล้องตัวนี้ หรือมากกว่าไปแล้ว
ซึ่งผมว่ามันเป็นความละเอียดที่สูงนะ เพราะผมถ่ายจริงๆก็ใช้แค่ความละเอียด ๑.๓ ล้านพิกเซลแค่นั้น เพราะเรื่องของขนาดภาพ และความจุ ที่พอเพียงแล้วในการเก็บรายละเอียดต่างๆ เพื่อเอาไว้ย้อนดูในวันหลัง
แต่ผมเห็นกล้องดิจิตอลสมัยนี้เพิ่มความละเอียดไปจนมากกว่าสิบล้านพิกเซลกันแล้ว และดูท่าทางจะยังไม่หยุดเพิ่มเสียด้วย
จนผมต้องกลับมาคิดว่า มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ?
คงจะมีหลายคนที่บอกว่า ละเอียดเยอะๆสิดี เผื่อเอาไว้ขยายเป็นรูปใหญ่ภาพจะได้ไม่แตก
แต่จะมีสักกี่ครั้งกันนะที่เราจะเอาภาพเหล่านั้นมาอัดขยายเป็นภาพขนาดใหญ่แบบโปสเตอร์ จริงๆเอาแค่อัดออกมาเป็นขนาด ๔ x ๖ นิ้ว ยังน้อยเลย
แล้วขนาดของไฟล์ภาพมันก็ใหญ่ตามไปด้วย ซึ่งทำให้เปลืองเนื้อที่ในการเก็บเข้าไปอีก จะสำรองข้อมูลกันทีนึงก็กินเวลานานโข
ซึ่งผมมองแล้วมันแลดูจะเกินความจำเป็นในการใช้งาน
นอกจากเรื่องกล้องดิจิตอลแล้ว พวกบรรดาสินค้าไฮเทคต่างๆ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน เช่น คอมพิวเตอร์ ที่เพิ่มความจุต่างๆเข้าไป เพิ่มความเร็วเข้าไปอย่างมากมาย (บางคนซื้อมาแค่เล่นอินเทอร์เน็ตก็มี)
แล้วเครื่องเล่นเพลงพกพา ก็พยายามลดขนาดลงเรื่อยๆ ต้องเหลือเล็กแค่ไหนถึงจะพอนะ?
เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องบางๆ เล็กๆ ถึงจะเท่ห์ แต่ผมกลับมองว่ามันทำให้จับไม่ถนัด (อาจจะเป็นที่ผมเป็นคนมือใหญ่ด้วยมั๊ง) เลยชอบโทรศัพท์ที่มันไม่เล็กจนเกินไป
แล้วยังมีโทรทัศน์ ที่ขยันออกจอใหญ่ยักษ์ออกมาเรื่อยๆอีก ถามผมว่าจอใหญ่แค่ไหนถึงจะพอ ผมว่าสำหรับผม ๒๕ นิ้วนี่ใหญ่เกินพอแล้วนะ
แล้วช่วงนี้ยังมีแผ่นภาพยนตร์แบบใหม่ออกมาแทน DVD อีก ทั้ง Blu-ray และ HD-DVD ที่เพิ่มความจุเข้าไปซะมากมาย
แต่นั่นมันจำเป็นหรือ?
ผมว่าสำหรับตลาดทั่วไปในเมืองไทย คุณภาพระดับ VCD ก็ถือว่าพอเพียงที่จะซึมซับอรรถรสของภาพยนตร์เรื่องนึงได้แล้วนะ
แล้วถ้าจะเล่นภาพระดับ High-Definition ได้ ก็ต้องซื้อจอภาพที่รองรับด้วย
คิดแล้วมันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผมมาคิดถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของผม 486DX4-100, ram ๑๖ เม็กกะไบท์ ฮาร์ดดิสก์ ๒.๑ กิ๊กกะไบท์
สมัยนั้นผมว่ามันเร็วแล้วนะ ทำงาน 3D ได้ด้วย แต่ปัจจุบันใครที่มาใช้คงบ่นทนไม่ได้กันทุกคน ถึงความช้าอืดอาดของมัน
อดคิดไม่ได้ว่า คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันในวันนี้ อีกห้าปี เราจะรู้สึกว่ามันช้าจนทนไม่ได้กันไหมนะ
แล้วอินเทอร์เน็ตล่ะ มันต้องเร็วแค่ไหนถึงจะพอ ?
จริงๆคงมองไปได้ทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษา ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินต่างๆ
เราต้องการมันมากแค่ไหน ?
แต่ว่า ความละเอียดกี่เม็กกะพิเซลถึงจะพอ?
เมื่อสมัยแรกๆที่ผมมีกล้องดิจิตอลตัวแรก ที่เป็นได้ทั้งเว็บแคมฯ และกล้องดิจิตอลที่พกไปถ่ายข้างนอกบ้านได้ สมัยนั้นกล้องตัวนั้นของผม (Creative WebCam Go) ความละเอียดแค่ ๖๔๐ x ๔๘๐ หรือ สามแสนพิกเซล ภาพที่ได้ก็ไม่ได้คมชัดซักเท่าไหร่ แค่พอดูออกว่าใครเป็นใคร ซึ่งจุดมุ่งหมายของผมก็เพื่อเอาภาพไปลงในเว็บให้เพื่อนๆได้ดูกัน ซึ่งความละเอียดเพียงเท่านี้นับว่าเพียงพอและเหมาะสมสำหรับการชมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป
จนมาถึงยุคที่ผมเริ่มทำงานเก็บเงินได้มากขึ้น ผมก็ตัดสินใจซื้อกล้องดิจิตอลตัวใหม่ ที่มีความละเอียดสูงถึง ๒.๑ ล้านพิกเซล
(Fujifilm Finepix 50i) ซึ่งมันมีความกว้างยาวถึง ๑,๖๐๐ x ๑,๒๐๐ พิกเซลทีเดียว ใหญ่โตมโหราฬมากสำหรับดูบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น
จนมาถึงวันนี้ผมมีกล้องตัวใหม่มาแทนที่ (เพราะเจ้า 50i มันเสีย) ผมเลยซื้อเจ้า Fujifilm F601 มาใช้แทน เป็นตัวที่ลูกค้าส่งคืนบริษัทแล้วบริษัทเอาไปซ่อมให้เหมือนใหม่ (Refurbish) ด้วยความละเอียดสูงสุดถึง ๓.๒ ล้านพิกเซล ซึ่งผมว่ามันใหญ่โตมากเลยทีเดียว
แต่สมัยนี้กล้องบนโทรศัพท์มือถือตัวนิดเดียวก็มีความละเอียดที่เท่ากับกล้องตัวนี้ หรือมากกว่าไปแล้ว
ซึ่งผมว่ามันเป็นความละเอียดที่สูงนะ เพราะผมถ่ายจริงๆก็ใช้แค่ความละเอียด ๑.๓ ล้านพิกเซลแค่นั้น เพราะเรื่องของขนาดภาพ และความจุ ที่พอเพียงแล้วในการเก็บรายละเอียดต่างๆ เพื่อเอาไว้ย้อนดูในวันหลัง
แต่ผมเห็นกล้องดิจิตอลสมัยนี้เพิ่มความละเอียดไปจนมากกว่าสิบล้านพิกเซลกันแล้ว และดูท่าทางจะยังไม่หยุดเพิ่มเสียด้วย
จนผมต้องกลับมาคิดว่า มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ?
คงจะมีหลายคนที่บอกว่า ละเอียดเยอะๆสิดี เผื่อเอาไว้ขยายเป็นรูปใหญ่ภาพจะได้ไม่แตก
แต่จะมีสักกี่ครั้งกันนะที่เราจะเอาภาพเหล่านั้นมาอัดขยายเป็นภาพขนาดใหญ่แบบโปสเตอร์ จริงๆเอาแค่อัดออกมาเป็นขนาด ๔ x ๖ นิ้ว ยังน้อยเลย
แล้วขนาดของไฟล์ภาพมันก็ใหญ่ตามไปด้วย ซึ่งทำให้เปลืองเนื้อที่ในการเก็บเข้าไปอีก จะสำรองข้อมูลกันทีนึงก็กินเวลานานโข
ซึ่งผมมองแล้วมันแลดูจะเกินความจำเป็นในการใช้งาน
นอกจากเรื่องกล้องดิจิตอลแล้ว พวกบรรดาสินค้าไฮเทคต่างๆ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน เช่น คอมพิวเตอร์ ที่เพิ่มความจุต่างๆเข้าไป เพิ่มความเร็วเข้าไปอย่างมากมาย (บางคนซื้อมาแค่เล่นอินเทอร์เน็ตก็มี)
แล้วเครื่องเล่นเพลงพกพา ก็พยายามลดขนาดลงเรื่อยๆ ต้องเหลือเล็กแค่ไหนถึงจะพอนะ?
เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องบางๆ เล็กๆ ถึงจะเท่ห์ แต่ผมกลับมองว่ามันทำให้จับไม่ถนัด (อาจจะเป็นที่ผมเป็นคนมือใหญ่ด้วยมั๊ง) เลยชอบโทรศัพท์ที่มันไม่เล็กจนเกินไป
แล้วยังมีโทรทัศน์ ที่ขยันออกจอใหญ่ยักษ์ออกมาเรื่อยๆอีก ถามผมว่าจอใหญ่แค่ไหนถึงจะพอ ผมว่าสำหรับผม ๒๕ นิ้วนี่ใหญ่เกินพอแล้วนะ
แล้วช่วงนี้ยังมีแผ่นภาพยนตร์แบบใหม่ออกมาแทน DVD อีก ทั้ง Blu-ray และ HD-DVD ที่เพิ่มความจุเข้าไปซะมากมาย
แต่นั่นมันจำเป็นหรือ?
ผมว่าสำหรับตลาดทั่วไปในเมืองไทย คุณภาพระดับ VCD ก็ถือว่าพอเพียงที่จะซึมซับอรรถรสของภาพยนตร์เรื่องนึงได้แล้วนะ
แล้วถ้าจะเล่นภาพระดับ High-Definition ได้ ก็ต้องซื้อจอภาพที่รองรับด้วย
คิดแล้วมันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผมมาคิดถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของผม 486DX4-100, ram ๑๖ เม็กกะไบท์ ฮาร์ดดิสก์ ๒.๑ กิ๊กกะไบท์
สมัยนั้นผมว่ามันเร็วแล้วนะ ทำงาน 3D ได้ด้วย แต่ปัจจุบันใครที่มาใช้คงบ่นทนไม่ได้กันทุกคน ถึงความช้าอืดอาดของมัน
อดคิดไม่ได้ว่า คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันในวันนี้ อีกห้าปี เราจะรู้สึกว่ามันช้าจนทนไม่ได้กันไหมนะ
แล้วอินเทอร์เน็ตล่ะ มันต้องเร็วแค่ไหนถึงจะพอ ?
จริงๆคงมองไปได้ทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษา ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินต่างๆ
เราต้องการมันมากแค่ไหน ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
