ผมเคยได้ยินคำถามที่ว่า "ถ้าพรุ่งนี้โลกแตกจะทำอะไร?"
คิดว่าทุกคนก็คงเคยได้ยินและคิดถามตัวเองเหมือนๆกัน
ผมว่ามันเป็นคำถามที่ดีทีเดียว เพราะทำให้เราได้คิดไปถึงเหตุการณ์ร้ายๆก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ เพราะถ้ามันบังเอิญเกิดขึ้นมาจริงๆ เราก็จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งไตร่ตรองอีกว่าเราจะทำอะไรดี
(แต่ก็คงต้องคิดอีกทีเนอะ เพราะตอนนั้นสถานะการณ์อาจจะไม่เหมือนที่คิดไว้)
ผมเลยมาลองนั่งคิดถึงคำถามที่มันน่าจะคิดคำตอบเผื่อๆไว้บ้าง เช่น
- ถ้าไฟไหม้ เราจะหยิบอะไรออกไป ถ้าหยิบได้แค่ชิ้นเดียว?
- ถ้าเกิดตาบอดขึ้นมา เราจะทำอะไร? อย่างไร?
- ถ้าเกิดมือข้างที่ถนัดใช้ไม่ได้ เราจะทำอย่างไร?
- ถ้าเกิดน้ำท่วมกระทันหัน เราจะทำอย่างไร?
- ถ้าเกิดเราหรือคนใกล้ชิดตายขึ้นมา เราเตรียมพร้อมแล้วแค่ไหน?
ผมว่าเรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ เราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมสำหรับทุกๆสถานะการณ์คงเป็นเรื่องน่าจะทำที่สุด
25490331
25490330
รายการทีวีที่มีแต่โฆษณา
คิดต่อเรื่องของโฆษณา จะเป็นไปได้ไหม ถ้าบริษัทโฆษณาจะรวมตัวกันเช่าเวลาของสถานีเพื่อเอามาเปิดโฆษณากันล้วนๆเลย
เพราะว่าโฆษณาของไทยสมัยนี้ผมว่ามันน่าดูนะ หลายอันดูแล้วฮาขี้แตกขี้แตน หลายอันก็ดูแล้วน้ำตาซึมได้เลย
ยิ่งถ้าเอามาฉายต่อๆกัน ผมว่าน่าจะมีคนไม่น้อยที่อยากดู เพราะบางทีโฆษณาบางชุดทำออกมาเป็นที่น่าจดจำของผู้ชม คนที่ไม่เคยเห็นก็อยากจะเห็น แต่บางทีมันก็หาดูยากซะนี่
ถ้ามีให้ได้ชมตามเวลาที่แน่นอนไปเลยอาจจะดีก็ได้
เพราะว่าโฆษณาของไทยสมัยนี้ผมว่ามันน่าดูนะ หลายอันดูแล้วฮาขี้แตกขี้แตน หลายอันก็ดูแล้วน้ำตาซึมได้เลย
ยิ่งถ้าเอามาฉายต่อๆกัน ผมว่าน่าจะมีคนไม่น้อยที่อยากดู เพราะบางทีโฆษณาบางชุดทำออกมาเป็นที่น่าจดจำของผู้ชม คนที่ไม่เคยเห็นก็อยากจะเห็น แต่บางทีมันก็หาดูยากซะนี่
ถ้ามีให้ได้ชมตามเวลาที่แน่นอนไปเลยอาจจะดีก็ได้
โฆษณาบนตัวสินค้า
สมัยนี้โฆษณาดูจะแพร่กระจายเข้าไปในทุกๆสื่อ และยังพยายามพัฒนาหาหนทางใหม่ๆเพื่อที่จะมาใช้ในการดึงดูดสายตา
อย่างรถที่มีการเอามาแปะสติกเกอร์ทั่วคันแล้วเจ้าของรถคันนั้นก็ได้รับค่าพื้นที่โฆษณานั้น
ผมเลยคิดไปถึงว่า อีกหน่อยอาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาราคาถูกหรือให้กันฟรีๆเลย แต่ว่าที่ตัวผลิตภัณฑ์นั้นจะมีโลโก้ของผลิตภัณฑ์ตัวอื่นหรือเป็นโฆษณาอะไรอย่างอื่นแปะบนตัวผลิตภัณฑ์นั้น แบบฝังติดเอาออกหรือลบก็ไม่ได้
เช่นอาจจะติดอยู่บนตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่เค้าอาจจะให้เราได้ใช้ฟรีๆกันเลย
แถมอาจจะมีให้เปลี่ยนเครื่องใหม่กันทุกๆสามเดือนอีกด้วย แต่บรรดาเสียง Ringtone หรือ Wallpaper ก็จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาทั้งสิ้น
หรืออาจจะเป็นทีวีที่มีโฆษณาแปะมาบนตัวเครื่องเลย แล้วเปิดเครื่องมาทุกครั้งก็จะมีโฆษณาโผล่ขึ้นมาทุกๆครั้งก่อนที่ไปดูอย่างอื่นได้ ไรแบบนี้
ถ้ามีแบบนี้ขึ้นมาจริงๆจะดีไหมนะ ผมว่าคงดีที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่มันจะคุ้มกับการที่ต้องรับการสะกดจิตรูปแบบนี้ไหมนะ
อย่างรถที่มีการเอามาแปะสติกเกอร์ทั่วคันแล้วเจ้าของรถคันนั้นก็ได้รับค่าพื้นที่โฆษณานั้น
ผมเลยคิดไปถึงว่า อีกหน่อยอาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาราคาถูกหรือให้กันฟรีๆเลย แต่ว่าที่ตัวผลิตภัณฑ์นั้นจะมีโลโก้ของผลิตภัณฑ์ตัวอื่นหรือเป็นโฆษณาอะไรอย่างอื่นแปะบนตัวผลิตภัณฑ์นั้น แบบฝังติดเอาออกหรือลบก็ไม่ได้
เช่นอาจจะติดอยู่บนตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่เค้าอาจจะให้เราได้ใช้ฟรีๆกันเลย
แถมอาจจะมีให้เปลี่ยนเครื่องใหม่กันทุกๆสามเดือนอีกด้วย แต่บรรดาเสียง Ringtone หรือ Wallpaper ก็จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาทั้งสิ้น
หรืออาจจะเป็นทีวีที่มีโฆษณาแปะมาบนตัวเครื่องเลย แล้วเปิดเครื่องมาทุกครั้งก็จะมีโฆษณาโผล่ขึ้นมาทุกๆครั้งก่อนที่ไปดูอย่างอื่นได้ ไรแบบนี้
ถ้ามีแบบนี้ขึ้นมาจริงๆจะดีไหมนะ ผมว่าคงดีที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่มันจะคุ้มกับการที่ต้องรับการสะกดจิตรูปแบบนี้ไหมนะ
รุ่นใหม่ล่าสุด
ผมเป็นคนชอบใช้ของตกรุ่น เลยไม่นิยมซื้อของรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมา เพราะราคามันมักจะสูงมากเกิน
อย่างโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆนี่เห็นได้ชัดเจนมาก ราคาตอนออกใหม่กระโดดขึ้นไปสามหมื่นกว่าบาท แล้วพออีกซักพักก็ตกลงมาเหลือแค่ครึ่งเดียว
พวกบรรดาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็เหมือนๆกัน ช่วงแรกที่มันออกมา ราคาแพงลิบลับเลย พอไม่นานก็ปรับราคาลงมา
แต่ทำไมคนไทยชอบซื้อพวกโทรศัพท์ที่เพิ่งออกใหม่มาใช้กันจัง
ไม่รู้เค้าซื้อกันจริงๆหรือเปล่านะครับแต่ผมเห็นเค้าชอบมาถามกันในเว็บบอร์ดที่เป็นเว็บเกี่ยวกับอุปกรณ์พวกนี้ว่า ออกมาหรือยัง รออยู่ อยากได้มาก มันเจ๋งหยั่งงั้นหยั่งงี้
ผมมองว่ามันไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรีบเปลี่ยนใหม่กันเลย
ยิ่งผมเป็นประเภทไม่เสียไม่ซื้อใหม่ด้วย ก็เลยไม่รู้จะเสียเงินกันไปทำไมกับความใหม่แปลกตรงนั้น
บางคนก็ซื้อใหม่เพียงเพราะไม่ชอบใจความสามารถบางอย่างของเครื่องที่ตัวเองมีอยู่ ทั้งๆที่เพิ่งจะซื้อมาได้ไม่กี่อาทิตย์
แล้วพวกบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือเค้าก็รู้ด้วยว่ามีพวกที่บ้าเปลี่ยนเครื่องเพื่อความทันสมัยโก้เก๋ในหมู่สังคมของเขา เลยขยันออกใหม่กันบ่อยๆ
แล้วยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วก็ยิ่งทำให้ของเก่าตกรุ่นเร็วขึ้น
ถ้าบ้าไปตามเทคโนโลยี ผมว่าชีวิตนี้คงต้องทำงานหาเงินเพื่อที่จะมาตามกันไปตลอด
ผมว่าบางทีการที่มีเงินมากๆจนสามารถหาซื้ออะไรก็ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆทีเดียว
อย่างโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆนี่เห็นได้ชัดเจนมาก ราคาตอนออกใหม่กระโดดขึ้นไปสามหมื่นกว่าบาท แล้วพออีกซักพักก็ตกลงมาเหลือแค่ครึ่งเดียว
พวกบรรดาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็เหมือนๆกัน ช่วงแรกที่มันออกมา ราคาแพงลิบลับเลย พอไม่นานก็ปรับราคาลงมา
แต่ทำไมคนไทยชอบซื้อพวกโทรศัพท์ที่เพิ่งออกใหม่มาใช้กันจัง
ไม่รู้เค้าซื้อกันจริงๆหรือเปล่านะครับแต่ผมเห็นเค้าชอบมาถามกันในเว็บบอร์ดที่เป็นเว็บเกี่ยวกับอุปกรณ์พวกนี้ว่า ออกมาหรือยัง รออยู่ อยากได้มาก มันเจ๋งหยั่งงั้นหยั่งงี้
ผมมองว่ามันไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรีบเปลี่ยนใหม่กันเลย
ยิ่งผมเป็นประเภทไม่เสียไม่ซื้อใหม่ด้วย ก็เลยไม่รู้จะเสียเงินกันไปทำไมกับความใหม่แปลกตรงนั้น
บางคนก็ซื้อใหม่เพียงเพราะไม่ชอบใจความสามารถบางอย่างของเครื่องที่ตัวเองมีอยู่ ทั้งๆที่เพิ่งจะซื้อมาได้ไม่กี่อาทิตย์
แล้วพวกบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือเค้าก็รู้ด้วยว่ามีพวกที่บ้าเปลี่ยนเครื่องเพื่อความทันสมัยโก้เก๋ในหมู่สังคมของเขา เลยขยันออกใหม่กันบ่อยๆ
แล้วยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วก็ยิ่งทำให้ของเก่าตกรุ่นเร็วขึ้น
ถ้าบ้าไปตามเทคโนโลยี ผมว่าชีวิตนี้คงต้องทำงานหาเงินเพื่อที่จะมาตามกันไปตลอด
ผมว่าบางทีการที่มีเงินมากๆจนสามารถหาซื้ออะไรก็ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆทีเดียว
รวยง่ายๆ
ทำงานง่ายๆหน้าคอมพิวเตอร์เพียงวันละสองชั่วโมง เงินเดือนเป็นแสน ! ติดต่อมาหาเราวันนี้สิครับ !
....
ม่ายช่ายแบบนั้นครับ ผมมีวิธีที่จะทำให้รวยได้เร็วและง่ายกว่านั้นเยอะ
แค่พอ ...
รวยทันทีเลยครับ รับรองผล ท่านจะไม่กลับไปจนอีกตลอดชีวิต!
....
ม่ายช่ายแบบนั้นครับ ผมมีวิธีที่จะทำให้รวยได้เร็วและง่ายกว่านั้นเยอะ
แค่พอ ...
รวยทันทีเลยครับ รับรองผล ท่านจะไม่กลับไปจนอีกตลอดชีวิต!
25490329
เงิน เงิน เงิน
สมัยนี้เงินกลายเป็นปัจจัยนึงในชีวิตไปซะแล้ว แต่ไม่มีแล้วไม่เห็นจะตาย
อ่านข่าวที่เค้าบอกว่ารัฐบาลช่วงนี้เงินแทบจะหมดคลังแล้ว(หรืออาจจะหมดไปนานแล้วก็ไม่รู้) เพราะว่าใช้เงินในอนาคตมากเกินไป พอเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่นการเลือกตั้งใหม่ เลยทำให้แผนการหมุนเงินผิดพลาด
ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับประชาชนในประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของเงินในอนาคต เอาบัตรเครดิตไปซื้อของ แล้วก็ไม่มีเงินไปจ่ายคืนเค้า
มาคิดๆดูแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้หลอกให้คนไทยใช้เงินแบบนี้เนอะ
เพราะรัฐบาลเองก็ทำเช่นเดียวกัน หมุนเงินแบบนักธุรกิจ
ซึ่งไม่เป็นผลดีนะผมว่า เพราะเป็นการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาในอนาคตก็จะต้องลำบาก
ผมมีคนรู้จักคนนึง ที่เค้าชอบซื้อของเงินผ่อน เพราะว่ามันได้เอามาใช้ก่อน แล้วทยอยจ่ายไปเรื่อยๆเอา มันก็ฟังดูดีนะ
แต่ผมไม่ชอบเอาซะเลย ถ้าเกิดบริษัทที่เราทำงานเกิดเจ๊งขึ้นมา เราจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อน
ผมเลยไม่เคยได้ซื้อของเงินผ่อนกะเค้าซักที(และก็คงไม่ทำด้วย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ)
พ่อผมเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ พ่อจะซื้อของด้วยเงินสดเท่านั้น
ของเล็กของใหญ่เงินสดตลอด รถยนต์พ่อก็ซื้อเงินสด มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ผมก็เห็นพ่อเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมยังเด็ก และพ่อก็ไม่เคยต้องทุกข์ร้อนเรื่องเงินเลย
ผมยังจำได้สมัยที่ผมเก็บเงินซื้อเครื่องเสียง Sony Mini compo สมัยนั้นฮิตมาก (ตอนนี้ผมก็ยังใช้อยู่เลย แม้จะเจ๊งๆไปบ้างแล้ว)
ผมพยายามอดออมค่าขนมสะสมเงินทุกอย่างที่พอจะหาได้ เก็บอยู่นานหลายปี เพื่อเอาไปถอยเครื่องเสียงมาฟังกะเค้า จำได้ว่ากำเงินสดไปเกือบหมื่นกลัวเงินหายเป็นที่สุด เป็นการซื้อของที่แพงที่สุดในช่วงนั้น
แต่เป็นความภูมิใจอย่างนึงในชีวิตทีเดียว ที่เราสามารถอดออมเก็บเงินจนสามารถเอามาซื้อของใหญ่ๆได้เอง
หลังจากนั้นผมก็เก็บเงินมาเรื่อยๆโดยการหยอดกระปุก แม้จะทำงานมีเงินเดือนแล้วผมก็ยังหยอด
ผมจะแยกหยอดเหรียญแต่ละชนิดออกจากกัน เหรียญสิบก็กระป๋องนึง เหรียญห้าก็กระปุกนึง เหรียญบาทก็แยกไว้อีกที่นึง
ค่อยๆหยอดไปเรื่อยๆจนมันเต็ม ผมก็จะเอาไปฝากธนาคาร โดยนับแยกใส่เป็นถุงๆไว้ แล้วเอาไปฝากเป็นถุงๆแบบนั้นเลย ไม่อาย(แต่หนักมาก) กลับภูมิใจสุดๆ แต่ก็โดนเก็บค่านับซะอีก(ไม่สงสารเด็กมั่งเล้ย)
ผมรู้สึกว่าการเก็บเงินลักษณะนี้มันเป็นการเก็บแบบมีความสุข เพราะผมไม่คาดหวังว่าจะเต็มเมื่อไหร่
แต่เมื่อวันไหนที่มันหยอดไม่ได้ขึ้นมา วันนั้นก็จะเป็นวันที่ผมจะเอามันออกมานับดู แล้วทุกครั้งที่นับก็ต้องประหลาดใจทุกครั้ง เพราะมันเยอะกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก บางครั้งได้ถึง ๔-๕ พันบาท (เยอะมากแล้วสำหรับผม)
นี่ผมยังตั้งใจไว้ว่าถ้าอยากจะได้ของอะไรขึ้นมา จะหากระปุกใหญ่ๆมาหยอดเหรียญ โดยเขียนไว้ที่หน้ากระปุกว่า กระปุกนี้ถ้าเต็มจะเอาไปซื้ออะไร ถ้ามีหลายความต้องการ ก็มีหลายกระปุก อยากให้อันไหนเต็มเร็วๆก็หยอดอันนั้น
ไม่เต็มก็ยังซื้อไม่ได้ เพราะผมคิดว่าของทุกอย่าง มันมีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ (ส่วนใหญ่จะดีกว่าเก่า แล้วยังอาจจะถูกกว่าเดิมอีก)ซื้อเมื่อพร้อมดีกว่า แต่ถ้ามันจำเป็นต้องใช้จริงๆก็ว่ากันอีกเรื่องนึง
แต่พอเต็มแล้วอาจจะเสียดายไม่อยากเอาไปซื้อแล้วก็ได้ :p
ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงมีชีวิตที่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน มีเงินเก็บสะสมไว้ แม้จะไม่มาก แต่ก็มีความสุขจากการอดออม
อ่านข่าวที่เค้าบอกว่ารัฐบาลช่วงนี้เงินแทบจะหมดคลังแล้ว(หรืออาจจะหมดไปนานแล้วก็ไม่รู้) เพราะว่าใช้เงินในอนาคตมากเกินไป พอเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่นการเลือกตั้งใหม่ เลยทำให้แผนการหมุนเงินผิดพลาด
ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับประชาชนในประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของเงินในอนาคต เอาบัตรเครดิตไปซื้อของ แล้วก็ไม่มีเงินไปจ่ายคืนเค้า
มาคิดๆดูแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้หลอกให้คนไทยใช้เงินแบบนี้เนอะ
เพราะรัฐบาลเองก็ทำเช่นเดียวกัน หมุนเงินแบบนักธุรกิจ
ซึ่งไม่เป็นผลดีนะผมว่า เพราะเป็นการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาในอนาคตก็จะต้องลำบาก
ผมมีคนรู้จักคนนึง ที่เค้าชอบซื้อของเงินผ่อน เพราะว่ามันได้เอามาใช้ก่อน แล้วทยอยจ่ายไปเรื่อยๆเอา มันก็ฟังดูดีนะ
แต่ผมไม่ชอบเอาซะเลย ถ้าเกิดบริษัทที่เราทำงานเกิดเจ๊งขึ้นมา เราจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อน
ผมเลยไม่เคยได้ซื้อของเงินผ่อนกะเค้าซักที(และก็คงไม่ทำด้วย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ)
พ่อผมเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ พ่อจะซื้อของด้วยเงินสดเท่านั้น
ของเล็กของใหญ่เงินสดตลอด รถยนต์พ่อก็ซื้อเงินสด มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ผมก็เห็นพ่อเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมยังเด็ก และพ่อก็ไม่เคยต้องทุกข์ร้อนเรื่องเงินเลย
ผมยังจำได้สมัยที่ผมเก็บเงินซื้อเครื่องเสียง Sony Mini compo สมัยนั้นฮิตมาก (ตอนนี้ผมก็ยังใช้อยู่เลย แม้จะเจ๊งๆไปบ้างแล้ว)
ผมพยายามอดออมค่าขนมสะสมเงินทุกอย่างที่พอจะหาได้ เก็บอยู่นานหลายปี เพื่อเอาไปถอยเครื่องเสียงมาฟังกะเค้า จำได้ว่ากำเงินสดไปเกือบหมื่นกลัวเงินหายเป็นที่สุด เป็นการซื้อของที่แพงที่สุดในช่วงนั้น
แต่เป็นความภูมิใจอย่างนึงในชีวิตทีเดียว ที่เราสามารถอดออมเก็บเงินจนสามารถเอามาซื้อของใหญ่ๆได้เอง
หลังจากนั้นผมก็เก็บเงินมาเรื่อยๆโดยการหยอดกระปุก แม้จะทำงานมีเงินเดือนแล้วผมก็ยังหยอด
ผมจะแยกหยอดเหรียญแต่ละชนิดออกจากกัน เหรียญสิบก็กระป๋องนึง เหรียญห้าก็กระปุกนึง เหรียญบาทก็แยกไว้อีกที่นึง
ค่อยๆหยอดไปเรื่อยๆจนมันเต็ม ผมก็จะเอาไปฝากธนาคาร โดยนับแยกใส่เป็นถุงๆไว้ แล้วเอาไปฝากเป็นถุงๆแบบนั้นเลย ไม่อาย(แต่หนักมาก) กลับภูมิใจสุดๆ แต่ก็โดนเก็บค่านับซะอีก(ไม่สงสารเด็กมั่งเล้ย)
ผมรู้สึกว่าการเก็บเงินลักษณะนี้มันเป็นการเก็บแบบมีความสุข เพราะผมไม่คาดหวังว่าจะเต็มเมื่อไหร่
แต่เมื่อวันไหนที่มันหยอดไม่ได้ขึ้นมา วันนั้นก็จะเป็นวันที่ผมจะเอามันออกมานับดู แล้วทุกครั้งที่นับก็ต้องประหลาดใจทุกครั้ง เพราะมันเยอะกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก บางครั้งได้ถึง ๔-๕ พันบาท (เยอะมากแล้วสำหรับผม)
นี่ผมยังตั้งใจไว้ว่าถ้าอยากจะได้ของอะไรขึ้นมา จะหากระปุกใหญ่ๆมาหยอดเหรียญ โดยเขียนไว้ที่หน้ากระปุกว่า กระปุกนี้ถ้าเต็มจะเอาไปซื้ออะไร ถ้ามีหลายความต้องการ ก็มีหลายกระปุก อยากให้อันไหนเต็มเร็วๆก็หยอดอันนั้น
ไม่เต็มก็ยังซื้อไม่ได้ เพราะผมคิดว่าของทุกอย่าง มันมีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ (ส่วนใหญ่จะดีกว่าเก่า แล้วยังอาจจะถูกกว่าเดิมอีก)ซื้อเมื่อพร้อมดีกว่า แต่ถ้ามันจำเป็นต้องใช้จริงๆก็ว่ากันอีกเรื่องนึง
แต่พอเต็มแล้วอาจจะเสียดายไม่อยากเอาไปซื้อแล้วก็ได้ :p
ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงมีชีวิตที่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน มีเงินเก็บสะสมไว้ แม้จะไม่มาก แต่ก็มีความสุขจากการอดออม
25490328
มอเตอร์โชว์
ผมเป็นคนที่ชอบรถสปอร์ตรูปทรงเพรียวๆสวยๆ มาก ดังนั้นถ้ามีงานมอเตอร์โชว์เมื่อไหร่มักจะตะเกียกตะกายไปเดินชม
ผมจำได้ว่าผมไม่เคยพลาดงานบางกอกมอเตอร์โชว์เลยซักปี (แต่งานมอเตอร์เอ๊กซ์โปร์ที่จัดที่เซ็นทรัลลาดพร้าวมักจะไม่ค่อยได้ไป แต่พอย้ายไปจัด Impact เมืองทองนี่ไม่พลาด)ตั้งแต่จัดที่สวนอัมพร ก็ไปดูไม่เคยขาด
ไปแล้วก็ต้องเอากล้องไปเก็บภาพกลับมาเป็นที่ระลึกเสมอ ตั้งแต่สมัยกล้องฟิล์ม จนมาถึงกล้องดิจิตอล
แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยในการไปเดินงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองไทยคือ คนเยอะมากกก แล้วมันไม่ได้เป็นงานที่เดินชมรถ ชมเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่จุดหมายหลักน่าจะเป็นการเปิดให้จองรถในงานมากกว่า
จึงทำให้มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าไปดู เข้าไปสอบถามราคา แล้วก็จองรถกันในงานอย่างมากมาย เพราะมักจะมีโปรโมชั่นดีดีที่มีแค่ในวันจัดงานเท่านั้น
ความตั้งใจของผมที่อยากจะเก็บรูปสวยๆเลยไม่เคยสำเร็จซักที เพราะโอกาสที่จะหามุมเหมาะๆมันแทบจะเป็นไปไม่ได้
่สมัยนั้นแหล่งในการหาภาพรถสวยๆก็มีแต่ในหนังสือ นิตยสารรถต่างๆ เท่านั้น
แต่หลังจากที่มีอินเทอร์เน็ตภาพรถสวยๆที่ผมอยากจะได้เห็นมันก็มีให้เลือกชมแบบไม่หวัดไม่ไหวเลยทีเดียว
ช่วงหลังๆนี่ผมเลยรู้สึกว่าการไปงานมอเตอร์โชว์ที่ต้องฝ่ารถติด ผลาญน้ำมันเล่นอยู่บนถนน แล้วยังต้องมากังวลกับเรื่องที่จอดรถอีก
(สมัยนี้ดีหน่อยที่เค้ามีบริการรถรับส่งตามจุดต่างๆ) แล้วไหนต้องเข้าไปเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย เพียงเพื่อให้ได้เห็นรถคันจริงๆ และเก็บภาพบางส่วนของรถ(เพราะคนมุงถ่ายทั้งคันไม่ได้) ผมว่าไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
แล้วยิ่งสมัยนี้ที่กล้องบนโทรศัพท์มือถือพัฒนาไปอย่างมาก จนบางรุ่นถ่ายออกมาเหมือนเป็นกล้องดิจิตอลเลย
แล้วก็มีการเอารูปมาโพสต์ตามเว็บต่างๆกันมากมาย จนผมรู้สึกว่าการไปเดินเบียดคนมากมายนั้นไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ
ตอนอยู่ที่เมืองไทย ผมจะตื่นเต้นกับการได้เห็นรถสปอร์ตราคาหลายสิบล้านคันจริงตามที่ต่างๆ
แต่พอมาอยู่ที่อเมริกา เมืองเก่าๆ เล็กๆ กลับมีรถเหล่านั้นให้ผมได้เห็นอยู่เรื่อยๆ
ล่าสุดเพิ่งเห็น Ferrari F430 Spyder (รุ่นปี 2005)จอดอยู่ริมถนน คนแถวนั้นบอกว่า เค้าเห็นรุ่นอื่นอีกด้วยนะ
ผมเลยรู้สึกเหมือนได้ไปดูงานโชว์รถอย่างที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คน ไม่ต้องเดินทางนานๆเพียงเพื่อไปดูรถคันงาม (หลังๆหลายคนไปดูพริตตี้ซะงั้น)
ผมว่าแบบนี้เพียงพอแล้วสำหรับผม
ผมจำได้ว่าผมไม่เคยพลาดงานบางกอกมอเตอร์โชว์เลยซักปี (แต่งานมอเตอร์เอ๊กซ์โปร์ที่จัดที่เซ็นทรัลลาดพร้าวมักจะไม่ค่อยได้ไป แต่พอย้ายไปจัด Impact เมืองทองนี่ไม่พลาด)ตั้งแต่จัดที่สวนอัมพร ก็ไปดูไม่เคยขาด
ไปแล้วก็ต้องเอากล้องไปเก็บภาพกลับมาเป็นที่ระลึกเสมอ ตั้งแต่สมัยกล้องฟิล์ม จนมาถึงกล้องดิจิตอล
แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยในการไปเดินงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองไทยคือ คนเยอะมากกก แล้วมันไม่ได้เป็นงานที่เดินชมรถ ชมเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่จุดหมายหลักน่าจะเป็นการเปิดให้จองรถในงานมากกว่า
จึงทำให้มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าไปดู เข้าไปสอบถามราคา แล้วก็จองรถกันในงานอย่างมากมาย เพราะมักจะมีโปรโมชั่นดีดีที่มีแค่ในวันจัดงานเท่านั้น
ความตั้งใจของผมที่อยากจะเก็บรูปสวยๆเลยไม่เคยสำเร็จซักที เพราะโอกาสที่จะหามุมเหมาะๆมันแทบจะเป็นไปไม่ได้
่สมัยนั้นแหล่งในการหาภาพรถสวยๆก็มีแต่ในหนังสือ นิตยสารรถต่างๆ เท่านั้น
แต่หลังจากที่มีอินเทอร์เน็ตภาพรถสวยๆที่ผมอยากจะได้เห็นมันก็มีให้เลือกชมแบบไม่หวัดไม่ไหวเลยทีเดียว
ช่วงหลังๆนี่ผมเลยรู้สึกว่าการไปงานมอเตอร์โชว์ที่ต้องฝ่ารถติด ผลาญน้ำมันเล่นอยู่บนถนน แล้วยังต้องมากังวลกับเรื่องที่จอดรถอีก
(สมัยนี้ดีหน่อยที่เค้ามีบริการรถรับส่งตามจุดต่างๆ) แล้วไหนต้องเข้าไปเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย เพียงเพื่อให้ได้เห็นรถคันจริงๆ และเก็บภาพบางส่วนของรถ(เพราะคนมุงถ่ายทั้งคันไม่ได้) ผมว่าไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
แล้วยิ่งสมัยนี้ที่กล้องบนโทรศัพท์มือถือพัฒนาไปอย่างมาก จนบางรุ่นถ่ายออกมาเหมือนเป็นกล้องดิจิตอลเลย
แล้วก็มีการเอารูปมาโพสต์ตามเว็บต่างๆกันมากมาย จนผมรู้สึกว่าการไปเดินเบียดคนมากมายนั้นไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ
ตอนอยู่ที่เมืองไทย ผมจะตื่นเต้นกับการได้เห็นรถสปอร์ตราคาหลายสิบล้านคันจริงตามที่ต่างๆ
แต่พอมาอยู่ที่อเมริกา เมืองเก่าๆ เล็กๆ กลับมีรถเหล่านั้นให้ผมได้เห็นอยู่เรื่อยๆ
ล่าสุดเพิ่งเห็น Ferrari F430 Spyder (รุ่นปี 2005)จอดอยู่ริมถนน คนแถวนั้นบอกว่า เค้าเห็นรุ่นอื่นอีกด้วยนะ
ผมเลยรู้สึกเหมือนได้ไปดูงานโชว์รถอย่างที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คน ไม่ต้องเดินทางนานๆเพียงเพื่อไปดูรถคันงาม (หลังๆหลายคนไปดูพริตตี้ซะงั้น)
ผมว่าแบบนี้เพียงพอแล้วสำหรับผม
25490326
Clie NR70V มันยอดจริงๆ
ช่วงนี้ผมต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่ม (ดินพอกหางหมูน่ะครับ) และมีปัญหากับการต้องหาศัพท์ที่ไม่รู้เยอะมาก เลยทำให้เบื่อ เพราะพอติดทีก็ต้องวางหนังสือแล้วไปหาศัพท์ทีนึง เดิมทีใช้ dictionary ทั้งไทยทั้งอังกฤษ ก็เสียเวลาเปิดหากันเข้าไป แถมแปลแล้วยังงงๆอีกต่างหาก
ตอนหลังมานี่ได้ Sony Clie NR70V พร้อมโปรแกรม Apithan ที่เป็น dictionary สำหรับเครื่อง PalmOS มาใช้ ก็หาศัพท์ได้สะดวกขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังช้า เพราะเวลาจะหาศัพท์ทีก็ต้องวางหนังสือแล้วหยิบ Stylus (ปากกาที่ใช้เขียนบนหน้าจอ touchscreen)มาเขียนคำศัพท์ที่ต้องการหา ซึ่งยังช้าอยู่
ผมลองวิธีใหม่ ใช้ Keyboard ที่เป็นอุปกรณ์เสริม ทำให้พิมพ์ได้สะดวกมากขึ้นเยอะ แต่ก็ยังช้าอีก เพราะว่าตัว Keyboard มันจะต้องติดกับตัว PDA ตลอดเวลา ทำให้ไม่สะดวกเวลาวางคู่กับหนังสือ
และก็ยังต้องวางหนังสือก่อนที่จะพิมพ์หาศัพท์อยู่ดี
จนในที่สุดผมก็นึกได้ว่าเจ้า NR70V ของผมเนี่ย มันมี built-in keyboard ด้วยในตัว (ปกติจะไม่เคยใช้เลยครับ เพราะมันกดยาก)ก็เลยลองพับหน้าจอขึ้นเพื่อกดหาศัพท์จากตัว keyboard บนเครื่อง แม้ปุ่มมันจะเล็กไปสักหน่อย แต่มันก็กดได้เร็วกว่าการเขียนของผม และผมสามารถใช้มือเดียวในการป้อนข้อมูลลงไป จึงทำให้ผมไม่ต้องวางหนังสือลงก่อนแล้วหาคำศัพท์ การอ่านหนังสือเลยทำได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และยังได้ความต่อเนื่องมากกว่าด้วยครับ
เยี่ยมไปเลยเจ้า Clie NR70V ของผมเนี่ย :D
แต่สุดท้ายแล้วความขยันและความตั้งใจก็ยังเป็นปัจจัยหลักในการอ่านหนังสือให้จบอยู่ดี :P
ตอนหลังมานี่ได้ Sony Clie NR70V พร้อมโปรแกรม Apithan ที่เป็น dictionary สำหรับเครื่อง PalmOS มาใช้ ก็หาศัพท์ได้สะดวกขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังช้า เพราะเวลาจะหาศัพท์ทีก็ต้องวางหนังสือแล้วหยิบ Stylus (ปากกาที่ใช้เขียนบนหน้าจอ touchscreen)มาเขียนคำศัพท์ที่ต้องการหา ซึ่งยังช้าอยู่
ผมลองวิธีใหม่ ใช้ Keyboard ที่เป็นอุปกรณ์เสริม ทำให้พิมพ์ได้สะดวกมากขึ้นเยอะ แต่ก็ยังช้าอีก เพราะว่าตัว Keyboard มันจะต้องติดกับตัว PDA ตลอดเวลา ทำให้ไม่สะดวกเวลาวางคู่กับหนังสือ
และก็ยังต้องวางหนังสือก่อนที่จะพิมพ์หาศัพท์อยู่ดี
จนในที่สุดผมก็นึกได้ว่าเจ้า NR70V ของผมเนี่ย มันมี built-in keyboard ด้วยในตัว (ปกติจะไม่เคยใช้เลยครับ เพราะมันกดยาก)ก็เลยลองพับหน้าจอขึ้นเพื่อกดหาศัพท์จากตัว keyboard บนเครื่อง แม้ปุ่มมันจะเล็กไปสักหน่อย แต่มันก็กดได้เร็วกว่าการเขียนของผม และผมสามารถใช้มือเดียวในการป้อนข้อมูลลงไป จึงทำให้ผมไม่ต้องวางหนังสือลงก่อนแล้วหาคำศัพท์ การอ่านหนังสือเลยทำได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และยังได้ความต่อเนื่องมากกว่าด้วยครับ
เยี่ยมไปเลยเจ้า Clie NR70V ของผมเนี่ย :D
แต่สุดท้ายแล้วความขยันและความตั้งใจก็ยังเป็นปัจจัยหลักในการอ่านหนังสือให้จบอยู่ดี :P
25490325
กางเกงผมมีกระเป๋า ๙ ใบ !
วันนี้คลำๆกางเกงผมดูไปเจอกระเป๋าซ่อนอยู่ เลยลองนับๆกระเป๋าทั้งหมดดู ปรากฏว่ามี ๙ ใบ โอ้วแม่เจ้า..
กางเกงตัวนี้ยี่ห้อ Polo ครับ
แต่ดูแล้วยี่ห้อกะโปโลจะเหมาะกว่ามาก เพราะเป็นแบบกางเกงช่างๆ ไรงี้ ที่จะมีกระเป๋าเยอะๆไว้เก็บเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งผมจะชอบมากเพราะมันใส่อะไรได้เยอะดี (ผมชอบพกอะไรไว้ในกางเกงมากกว่าที่จะแบกเป้ เพราะขี้เกียจถือ)
ราคาจริงของมันเกือบๆร้อยเหรียญ แต่มันลดเหลือไม่ถึงสิบเหรียญ ผมเลยมีโอกาสซื้อมาใส่ได้
ตอนซื้อไม่รู้หรอกครับว่ากระเป๋ามันเยอะแบบนี้ แค่รู้ว่ามันถูก(ชิบหายเล้ย) เมื่อเทียบกับราคาปกติ แล้วก็บังเอิญเป็นขนาดเอว+ความยาว ตามสัดส่วนของผมพอดี เลยซื้อมา
ตัวนี้ใส่หน้าหนาวดีทีเดียว เพราะผ้ามันดูจะกันลมได้ดี เคยใส่หน้าร้อนขางี้เหงื่อซ่กเลย
ตอนนี้เจ้านี่เป็นแชมป์เรื่องจำนวนกระเป๋าไปแล้ว เพราะยังไม่เคยมีกางเกงตัวไหนมีกระเป๋าเยอะเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
เพื่อนๆพี่ๆน้องๆมีกางเกงที่มีกระเป๋าเยอะกว่านี้ไหมครับ อยากรู้จังว่าเยอะที่สุดมันแค่ไหน?
กางเกงตัวนี้ยี่ห้อ Polo ครับ
แต่ดูแล้วยี่ห้อกะโปโลจะเหมาะกว่ามาก เพราะเป็นแบบกางเกงช่างๆ ไรงี้ ที่จะมีกระเป๋าเยอะๆไว้เก็บเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งผมจะชอบมากเพราะมันใส่อะไรได้เยอะดี (ผมชอบพกอะไรไว้ในกางเกงมากกว่าที่จะแบกเป้ เพราะขี้เกียจถือ)
ราคาจริงของมันเกือบๆร้อยเหรียญ แต่มันลดเหลือไม่ถึงสิบเหรียญ ผมเลยมีโอกาสซื้อมาใส่ได้
ตอนซื้อไม่รู้หรอกครับว่ากระเป๋ามันเยอะแบบนี้ แค่รู้ว่ามันถูก(ชิบหายเล้ย) เมื่อเทียบกับราคาปกติ แล้วก็บังเอิญเป็นขนาดเอว+ความยาว ตามสัดส่วนของผมพอดี เลยซื้อมา
ตัวนี้ใส่หน้าหนาวดีทีเดียว เพราะผ้ามันดูจะกันลมได้ดี เคยใส่หน้าร้อนขางี้เหงื่อซ่กเลย
ตอนนี้เจ้านี่เป็นแชมป์เรื่องจำนวนกระเป๋าไปแล้ว เพราะยังไม่เคยมีกางเกงตัวไหนมีกระเป๋าเยอะเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
เพื่อนๆพี่ๆน้องๆมีกางเกงที่มีกระเป๋าเยอะกว่านี้ไหมครับ อยากรู้จังว่าเยอะที่สุดมันแค่ไหน?
เพื่อนคนแรก
เพื่อนผมคนนี้ผมเห็นเค้ามานานละ ตั้งแต่ผมจำความได้ แต่ผมไม่เคยได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอเค้าจริงๆจังๆซักที
เพื่อนคนนี้ของผมจะอยู่ร่วมกับผมในทุกๆเหตุการณ์เว้นก็แต่ตอนที่ผมขาดสติและเผลอหลงลืมเค้าไป
เพื่อนผมคนนี้เติบโตมาพร้อมๆกับผม
ผมเพิ่งจะมารู้สึกว่า ทำไมผมถึงไม่ทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้ เพราะผมต้องอยู่กับเค้าตลอดเวลา เค้าเป็นยิ่งกว่าแฟน เค้ารู้ทุกเรื่องที่ผมรู้ เค้ายอมทำทุกอย่างเพื่อผมได้
ถ้าขาดเค้าผมคงจะตายไปนานแล้ว
เค้าสำคัญกับผมถึงขนาดนี้ ทำไมผมกลับไม่ทำความรู้จักกับเค้าให้มากๆ ผมกลับอยากจะไปรู้จักคนนั้นคนนี้ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อยากไปรู้ว่าคนนั้นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
แต่เพื่อนคนสำคัญผมกลับไม่ให้ความสำคัญกับเค้า
ผมกลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผมอยากมากกว่า อยากจะกินไอ้นั่นกินไอ้นี่ ไม่เคยจะถามเค้าสักคำว่าเค้าชอบหรือปล่าว
จะเล่นอะไรจะทำอะไรก็ไม่ห่วงว่าเค้าจะต้องทนทุกข์ทรมานมากไหม
จะร้อนจะหนาวหรือเปล่า
จนบางทีถ้าผมไม่ได้รู้ว่ามีเค้าอยู่นี่ผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเค้าเลยก็ได้
เพื่อนผมคนนี้ก็คือตัวผมเองครับ
แล้วเพื่อนๆรู้จักเพื่อนคนแรก(ในความคิดผม)ของคุณดีพอแล้วหรือยังครับ
เพื่อนคนนี้ของผมจะอยู่ร่วมกับผมในทุกๆเหตุการณ์เว้นก็แต่ตอนที่ผมขาดสติและเผลอหลงลืมเค้าไป
เพื่อนผมคนนี้เติบโตมาพร้อมๆกับผม
ผมเพิ่งจะมารู้สึกว่า ทำไมผมถึงไม่ทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้ เพราะผมต้องอยู่กับเค้าตลอดเวลา เค้าเป็นยิ่งกว่าแฟน เค้ารู้ทุกเรื่องที่ผมรู้ เค้ายอมทำทุกอย่างเพื่อผมได้
ถ้าขาดเค้าผมคงจะตายไปนานแล้ว
เค้าสำคัญกับผมถึงขนาดนี้ ทำไมผมกลับไม่ทำความรู้จักกับเค้าให้มากๆ ผมกลับอยากจะไปรู้จักคนนั้นคนนี้ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อยากไปรู้ว่าคนนั้นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
แต่เพื่อนคนสำคัญผมกลับไม่ให้ความสำคัญกับเค้า
ผมกลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผมอยากมากกว่า อยากจะกินไอ้นั่นกินไอ้นี่ ไม่เคยจะถามเค้าสักคำว่าเค้าชอบหรือปล่าว
จะเล่นอะไรจะทำอะไรก็ไม่ห่วงว่าเค้าจะต้องทนทุกข์ทรมานมากไหม
จะร้อนจะหนาวหรือเปล่า
จนบางทีถ้าผมไม่ได้รู้ว่ามีเค้าอยู่นี่ผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเค้าเลยก็ได้
เพื่อนผมคนนี้ก็คือตัวผมเองครับ
แล้วเพื่อนๆรู้จักเพื่อนคนแรก(ในความคิดผม)ของคุณดีพอแล้วหรือยังครับ
สะสม
แต่ก่อนผมเป็นคนที่ชอบสะสมหลายอย่างมาก ตั้งแต่สติกเกอร์ แสตมป์ ของเล่น โมเดลรถ หนังสือการ์ตูน หนังสือรถยนต์ นิตยสารรถยนต์ ดีวีดี วีดีโอ
แต่ก็ไม่ถึงกับว่า เก็บจริงจังอย่างกับแฟนพันธุ์แท้ คือถ้าเจอก็ซื้อเก็บ ตอนนั้นไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามีแล้วเราจะมีความสุข ยิ่งอันไหนที่ชอบมากๆมีครบชุดนี่จะปลื้มสุดๆ
แล้วห้องผมก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เมื่อมีของมากแบบนี้ก็ยิ่งเล็กและรกกันเข้าไปใหญ่ จะจัดห้องทีต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เพราะข้าวของมันเยอะจัด
เมื่อมาเรียนต่อเมืองนอกก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิม ยังคงตามหาสิ่งต่างๆเอามาเก็บสะสม ไอ้นั่นก็สวยไอ้นี่ก็น่ารัก จนห้องรกไม่ต่างกับตอนอยู่เมืองไทยเลย
พอมาวันนี้ได้คิดแล้ว ก็มาตั้งคำถามถามตัวเองว่า เราเก็บของพวกนั้นไปทำไมนะ? ผมว่าบางอย่างมันก็สวยดี แต่จำเป็นที่จะต้องเก็บสะสมด้วยหรือ?
อย่างแสตมป์ต่างๆ ที่ผมเก็บในช่วงที่เค้าฮิตๆกันนั่นแหละ ชอบไปเดินซื้อมาสะสมซะเหลือเกิน
บางดวงก็แปลกประหลาดดี รูปก็สวย แต่พอมีเยอะๆเข้ามันก็งั้นๆ
พวกรถโมเดลคันเล็กๆนี่ผมก็ชอบเก็บ แต่จะเลือกซื้อเฉพาะที่เป็นรถสปอร์ตสวยๆเท่านั้น แต่ก็มีเป็นร้อยคัน
มีเยอะๆก็ไม่รู้จะเก็บที่ไหนอีก บ้านผมฝุ่นก็เยอะ ยิ่งลำบากในการดูแลรักษา
ตอนหลังหันมาเก็บคันใหญ่ ยิ่งเป็นภาระหนักเพราะเปลืองที่เก็บโคตรๆ
เคยเก็บเหรียญควอเตอร์ (เหรียญ 25 cents ของอเมริกา) เพราะเค้าจะทำออกมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐต่างๆ ซึ่งจะค่อยๆทยอยออกมาเรื่อยๆ เคยเก็บได้ถึง ๒๕ รัฐ แต่ก็ตัดสินใจเลิกเก็บ เพราะไม่รู้ว่าเก็บแล้วจะได้อะไร เอาไปหยอดเครื่องซักผ้าดีกว่า :p
บางคนที่เก็บสะสมสิ่งของต่างๆมากมายก็อาจจะคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากในอนาคต แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่มีใครที่รู้ได้แน่ชัดว่ามันจะมีค่าจริงหรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่ที่มันจะมีคุณค่า มันอาจจะมีค่าหลังจากเราตายไปแล้วก็ได้ แล้วมันจะคุ้มหรือที่เราจะต้องมาคอยห่วงมันตลอดชีวิต
บางคนสะสมไว้เพื่อให้ลูกให้หลาน เป็นทรัพย์สมบัติของตระกูล แต่ผมกลับมองมันเป็นการสร้างภาระให้กับลูกหลาน ถ้าหากพวกเขาไม่ได้มองเห็นคุณค่าของของที่สะสมนั้นเหมือนกับเรา แล้วลูกหลานเราก็ลำบากใจ เพราะจะทิ้งก็ไม่กล้าคุณปู่ทวดให้มา จะเก็บต่อก็ไม่มีที่จะเก็บ จะขายก็ไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สมบัติของ วงษ์ตระกูล
บางคนก็สะสมเพื่อแสดงถึงอำนาจบารมี เพราะเป็นของที่หาได้ยาก ผลิตมาจำนวนจำกัด แต่ความพิเศษเหล่านี้ก็ต้องเป็นคนที่รู้จักสิ่งของพวกนั้นมากพอควร ถึงจะรู้ได้ว่ามันเป็นของหายาก
บางคนสะสมเพราะอยากมีอย่างคนอื่นเขา เห็นคนอื่นเค้ามีกันสวยๆทั้งนั้นเลยอยากมีบ้างก็ไปหามาเก็บไว้ชื่นชม ทั้งๆที่ก็ไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่สะสมอยู่เท่าไหร่ (ผมเองก็เคยเป็นแบบนี้)
ผมก็มาไล่ดูถึงสิ่งที่เคยสะสม และถามตัวเองว่าเราเก็บมันไว้เพื่ออะไร แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบที่เป็นเหตุผลที่ดีซักอย่าง เหมือนจะเป็นการเก็บเพื่อให้มีอะไรไว้อวดคนอื่นซะมากกว่า
แต่ก็มีบางอย่างที่ผมเก็บในตอนเด็กๆ ที่เมื่อเอามาดูในตอนนี้มันน่าสนใจในแง่ของประวัติศาสตร์(ขนาดน้าน...) มันคือบรรดาเปลือกลูกอมต่างๆที่ผมเห็นว่ามันสวยดี เลยเก็บแปะลงสมุดเอาไว้ ตั้งแต่สมัยซูกัสยังเป็นแบบม้วนๆ ซึ่งก็ได้เห็นวิวัฒนาการของมัน(ไว้มีโอกาสจะเอามาลงใน Blog มีใครอยากจะเห็นไหมเนี่ย -_-')
แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็ยังไม่ได้มีคุณค่าพอที่จะต้องเก็บสะสมต่อไป
การสะสมผมมองว่ามันเป็นเก็บความทรงจำอย่างนึงไว้กับของสิ่งนั้นๆ โดยที่คนอื่นจะไม่รู้สึกหรือเข้าใจได้ ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่กระดาษทิชชูแผ่นนึง ที่มีคราบบางอย่างติดอยู่ ซึ่งนั่นอาจจะจะทำให้เรามองเห็นภาพเก่าๆในอดีตขึ้นมาได้
แต่ผมก็มองว่าการสะสมเป็นเหมือนการยึดติดกับภาพต่างๆในอดีต เหมือนกับว่าเรายังคงอยากที่จะอยู่ในอดีตมากกว่าในปัจจุบัน เหมือนเราจะยังคงไม่พอใจกับชีวิตปัจจุบันของเรา
แต่ก็ไม่ถึงกับว่า เก็บจริงจังอย่างกับแฟนพันธุ์แท้ คือถ้าเจอก็ซื้อเก็บ ตอนนั้นไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามีแล้วเราจะมีความสุข ยิ่งอันไหนที่ชอบมากๆมีครบชุดนี่จะปลื้มสุดๆ
แล้วห้องผมก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เมื่อมีของมากแบบนี้ก็ยิ่งเล็กและรกกันเข้าไปใหญ่ จะจัดห้องทีต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เพราะข้าวของมันเยอะจัด
เมื่อมาเรียนต่อเมืองนอกก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิม ยังคงตามหาสิ่งต่างๆเอามาเก็บสะสม ไอ้นั่นก็สวยไอ้นี่ก็น่ารัก จนห้องรกไม่ต่างกับตอนอยู่เมืองไทยเลย
พอมาวันนี้ได้คิดแล้ว ก็มาตั้งคำถามถามตัวเองว่า เราเก็บของพวกนั้นไปทำไมนะ? ผมว่าบางอย่างมันก็สวยดี แต่จำเป็นที่จะต้องเก็บสะสมด้วยหรือ?
อย่างแสตมป์ต่างๆ ที่ผมเก็บในช่วงที่เค้าฮิตๆกันนั่นแหละ ชอบไปเดินซื้อมาสะสมซะเหลือเกิน
บางดวงก็แปลกประหลาดดี รูปก็สวย แต่พอมีเยอะๆเข้ามันก็งั้นๆ
พวกรถโมเดลคันเล็กๆนี่ผมก็ชอบเก็บ แต่จะเลือกซื้อเฉพาะที่เป็นรถสปอร์ตสวยๆเท่านั้น แต่ก็มีเป็นร้อยคัน
มีเยอะๆก็ไม่รู้จะเก็บที่ไหนอีก บ้านผมฝุ่นก็เยอะ ยิ่งลำบากในการดูแลรักษา
ตอนหลังหันมาเก็บคันใหญ่ ยิ่งเป็นภาระหนักเพราะเปลืองที่เก็บโคตรๆ
เคยเก็บเหรียญควอเตอร์ (เหรียญ 25 cents ของอเมริกา) เพราะเค้าจะทำออกมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐต่างๆ ซึ่งจะค่อยๆทยอยออกมาเรื่อยๆ เคยเก็บได้ถึง ๒๕ รัฐ แต่ก็ตัดสินใจเลิกเก็บ เพราะไม่รู้ว่าเก็บแล้วจะได้อะไร เอาไปหยอดเครื่องซักผ้าดีกว่า :p
บางคนที่เก็บสะสมสิ่งของต่างๆมากมายก็อาจจะคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากในอนาคต แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่มีใครที่รู้ได้แน่ชัดว่ามันจะมีค่าจริงหรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่ที่มันจะมีคุณค่า มันอาจจะมีค่าหลังจากเราตายไปแล้วก็ได้ แล้วมันจะคุ้มหรือที่เราจะต้องมาคอยห่วงมันตลอดชีวิต
บางคนสะสมไว้เพื่อให้ลูกให้หลาน เป็นทรัพย์สมบัติของตระกูล แต่ผมกลับมองมันเป็นการสร้างภาระให้กับลูกหลาน ถ้าหากพวกเขาไม่ได้มองเห็นคุณค่าของของที่สะสมนั้นเหมือนกับเรา แล้วลูกหลานเราก็ลำบากใจ เพราะจะทิ้งก็ไม่กล้าคุณปู่ทวดให้มา จะเก็บต่อก็ไม่มีที่จะเก็บ จะขายก็ไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สมบัติของ วงษ์ตระกูล
บางคนก็สะสมเพื่อแสดงถึงอำนาจบารมี เพราะเป็นของที่หาได้ยาก ผลิตมาจำนวนจำกัด แต่ความพิเศษเหล่านี้ก็ต้องเป็นคนที่รู้จักสิ่งของพวกนั้นมากพอควร ถึงจะรู้ได้ว่ามันเป็นของหายาก
บางคนสะสมเพราะอยากมีอย่างคนอื่นเขา เห็นคนอื่นเค้ามีกันสวยๆทั้งนั้นเลยอยากมีบ้างก็ไปหามาเก็บไว้ชื่นชม ทั้งๆที่ก็ไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่สะสมอยู่เท่าไหร่ (ผมเองก็เคยเป็นแบบนี้)
ผมก็มาไล่ดูถึงสิ่งที่เคยสะสม และถามตัวเองว่าเราเก็บมันไว้เพื่ออะไร แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบที่เป็นเหตุผลที่ดีซักอย่าง เหมือนจะเป็นการเก็บเพื่อให้มีอะไรไว้อวดคนอื่นซะมากกว่า
แต่ก็มีบางอย่างที่ผมเก็บในตอนเด็กๆ ที่เมื่อเอามาดูในตอนนี้มันน่าสนใจในแง่ของประวัติศาสตร์(ขนาดน้าน...) มันคือบรรดาเปลือกลูกอมต่างๆที่ผมเห็นว่ามันสวยดี เลยเก็บแปะลงสมุดเอาไว้ ตั้งแต่สมัยซูกัสยังเป็นแบบม้วนๆ ซึ่งก็ได้เห็นวิวัฒนาการของมัน(ไว้มีโอกาสจะเอามาลงใน Blog มีใครอยากจะเห็นไหมเนี่ย -_-')
แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็ยังไม่ได้มีคุณค่าพอที่จะต้องเก็บสะสมต่อไป
การสะสมผมมองว่ามันเป็นเก็บความทรงจำอย่างนึงไว้กับของสิ่งนั้นๆ โดยที่คนอื่นจะไม่รู้สึกหรือเข้าใจได้ ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่กระดาษทิชชูแผ่นนึง ที่มีคราบบางอย่างติดอยู่ ซึ่งนั่นอาจจะจะทำให้เรามองเห็นภาพเก่าๆในอดีตขึ้นมาได้
แต่ผมก็มองว่าการสะสมเป็นเหมือนการยึดติดกับภาพต่างๆในอดีต เหมือนกับว่าเรายังคงอยากที่จะอยู่ในอดีตมากกว่าในปัจจุบัน เหมือนเราจะยังคงไม่พอใจกับชีวิตปัจจุบันของเรา
25490321
คิดดี ทำดี
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10236
คิดดี ทำดี!!!
คอลัมน์ เกร็ดต่างแดน
เพราะเธอเป็นคน "คิดดี ทำดี"
วันนี้เราจึงมี "รูป(เธอ)" มาให้ดูกันด้วย
เอริน โดแกน ผู้หญิงคนซ้ายมือในรูปนั่นแหละค่ะ!!!
ที่เข้าไปหม่ำอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
ในเมืองโรโนกี รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
แล้ว "ให้ทิป" แก่สาวเสิร์ฟในภาพ
เป็นเงินถึง 1,000 ดอลลาร์ หรือราว 39,000 บาท!!!
ทั้งนี้ อแมนด้า นิวเคิร์ก สาวเสิร์ฟวัย 19 ซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย
เล่าว่า ทีแรกเมื่อผู้จัดการร้านเล่าว่า...
มีลูกค้าฝากเงินทิปให้เป็นแบงก์ใบละ 100 ดอลลาร์ 10 ใบ
พร้อมกระดาษเขียนโน้ตสั้นๆว่า...
"เก็บเงินทอนนี้ไว้ ขอให้มีความสุข"
เธอก็ยังคิดว่าเป็น "เรื่องตลก" มากกว่าเรื่องจริง !!!
แต่เมื่อตรวจดูแน่ชัดแล้วว่า แบงก์ทุกใบเป็นของจริง!!!
เธอก็ "แฮปปี้สุดๆ" เลยสิคะ โดยว่าจะเก็บเงินไว้เป็นค่าคลอดลูก
ส่วนหญิงใจดี เธอเล่าถึง "แรงบันดาลใจ" ที่ทำไปว่า...
ปกติเธอชอบ "ช็อปปิ้ง" ซื้อของมาก!!!
แต่วันนั้นกลับรู้สึกว่า การเอาเงินมา "ช่วยเหลือคน" ที่ลำบากกว่าเรา
น่าจะมี "คุณค่า" มากกว่า!!!
และเมื่อทำไปแล้ว เธอก็รู้สึกว่า...
ตัวเอง "มีค่า" ขึ้นมาทันตาเห็น!!!
อยากให้ใครบางคนเห็น!!!
แล้วคิดได้ยังงี้ บ้างจัง!!!
คิดดี ทำดี!!!
คอลัมน์ เกร็ดต่างแดน
เพราะเธอเป็นคน "คิดดี ทำดี"
วันนี้เราจึงมี "รูป(เธอ)" มาให้ดูกันด้วย
เอริน โดแกน ผู้หญิงคนซ้ายมือในรูปนั่นแหละค่ะ!!!
ที่เข้าไปหม่ำอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
ในเมืองโรโนกี รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
แล้ว "ให้ทิป" แก่สาวเสิร์ฟในภาพ
เป็นเงินถึง 1,000 ดอลลาร์ หรือราว 39,000 บาท!!!
ทั้งนี้ อแมนด้า นิวเคิร์ก สาวเสิร์ฟวัย 19 ซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย
เล่าว่า ทีแรกเมื่อผู้จัดการร้านเล่าว่า...
มีลูกค้าฝากเงินทิปให้เป็นแบงก์ใบละ 100 ดอลลาร์ 10 ใบ
พร้อมกระดาษเขียนโน้ตสั้นๆว่า...
"เก็บเงินทอนนี้ไว้ ขอให้มีความสุข"
เธอก็ยังคิดว่าเป็น "เรื่องตลก" มากกว่าเรื่องจริง !!!
แต่เมื่อตรวจดูแน่ชัดแล้วว่า แบงก์ทุกใบเป็นของจริง!!!
เธอก็ "แฮปปี้สุดๆ" เลยสิคะ โดยว่าจะเก็บเงินไว้เป็นค่าคลอดลูก
ส่วนหญิงใจดี เธอเล่าถึง "แรงบันดาลใจ" ที่ทำไปว่า...
ปกติเธอชอบ "ช็อปปิ้ง" ซื้อของมาก!!!
แต่วันนั้นกลับรู้สึกว่า การเอาเงินมา "ช่วยเหลือคน" ที่ลำบากกว่าเรา
น่าจะมี "คุณค่า" มากกว่า!!!
และเมื่อทำไปแล้ว เธอก็รู้สึกว่า...
ตัวเอง "มีค่า" ขึ้นมาทันตาเห็น!!!
อยากให้ใครบางคนเห็น!!!
แล้วคิดได้ยังงี้ บ้างจัง!!!
ถ้าชาติหน้าเราไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์
ผมไม่รู้ว่าชาติหน้าของดวงจิตของผมจะไปเกิดเป็นอะไร
ถ้าผมไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกแล้วหล่ะ?
ถ้าสมมติว่าชีวิตของเรานั้นจะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์แค่เพียงครั้งเดียว มีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆในร่างมนุษย์แค่เพียงช่วงชีวิตเดียวนี้
แล้วชาติภพอื่นๆ เราจะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป
เราจะทำอย่างไรกับความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในช่วงชีวิตนี้กันนะ
จะทำงานหาเงิน เก็บๆๆๆ เอาไว้เสวยความสุขตอนบั้นปลายชีวิต
หรือจะเรียนรู้ชีวิตในร่างกายมนุษย์ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ที่มากมาย
ถ้าผมไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกแล้วหล่ะ?
ถ้าสมมติว่าชีวิตของเรานั้นจะมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์แค่เพียงครั้งเดียว มีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆในร่างมนุษย์แค่เพียงช่วงชีวิตเดียวนี้
แล้วชาติภพอื่นๆ เราจะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป
เราจะทำอย่างไรกับความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในช่วงชีวิตนี้กันนะ
จะทำงานหาเงิน เก็บๆๆๆ เอาไว้เสวยความสุขตอนบั้นปลายชีวิต
หรือจะเรียนรู้ชีวิตในร่างกายมนุษย์ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ที่มากมาย
จะชอบไหมนะ?
สัตว์ป่าจะรู้สึกอย่างไรกันนะ ที่ต้องถูกมาเลี้ยงดูให้อาหารอย่างดี ไม่ต้องออกไปหาอาหารเองให้เมื่อย ถึงเวลาก็มีมนุษย์เอาอาหารมาให้กิน แล้วก็มีมนุษย์คนอื่นๆมายืนดูชีวิตของพวกมัน
สัตว์พวกนี้อยากที่จะสบายแบบนี้ไหมนะ ?
จัดที่อยู่ให้อย่างสวยงาม มีอ๊อกซิเจนให้หายใจ ป้อนอาหารบำรุงกันตลอด มีน้ำสะอาดๆให้ว่าย มีต้นไม้ปลอมที่มนุษย์เห็นว่าสวย มาใส่ไว้ให้
พวกมันชอบไหมนะ?
ถ้ามีคนเอาเราไปเลี้ยงไว้ในบ้านสุดหรูมีอาหารเพียบพร้อมตลอดเวลา แต่ร้องขออะไรไม่ได้นะ คุยกันคนละภาษา ต้องอยู่แต่ในเขตบ้านอย่างเดียว ถึงเวลาก็จะปล่อยให้ไปเล่นในสนามหญ้าซักทีนึง
เราจะชอบไหมนะ?
สัตว์พวกนี้อยากที่จะสบายแบบนี้ไหมนะ ?
จัดที่อยู่ให้อย่างสวยงาม มีอ๊อกซิเจนให้หายใจ ป้อนอาหารบำรุงกันตลอด มีน้ำสะอาดๆให้ว่าย มีต้นไม้ปลอมที่มนุษย์เห็นว่าสวย มาใส่ไว้ให้
พวกมันชอบไหมนะ?
ถ้ามีคนเอาเราไปเลี้ยงไว้ในบ้านสุดหรูมีอาหารเพียบพร้อมตลอดเวลา แต่ร้องขออะไรไม่ได้นะ คุยกันคนละภาษา ต้องอยู่แต่ในเขตบ้านอย่างเดียว ถึงเวลาก็จะปล่อยให้ไปเล่นในสนามหญ้าซักทีนึง
เราจะชอบไหมนะ?
เพราะผมไม่เคยมี?
ผมลองมาคิดๆดู ที่ผมพยายามหานั่นหานี่มาเติมใส่ชีวิต เป็นเพราะความที่ผมไม่เคยมี แล้วเห็นคนอื่นเค้ามีกัน เลยอยากจะมีอย่างเค้าบ้าง
โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งนั้นก็ไม่ได้เหมาะสมกับตัวผมเลย (มักจะเป็นอย่างนั้นซะด้วย)
หรือว่าเบื้องหลังของคนที่เค้ามีสิ่งนั้น นั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมานขนาดไหน
ความสำเร็จในชีวิต
ผมอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต อยากเป็นอย่างคนนั้นคนนี้
โดยมองแค่ปลายทางของความสำเร็จนั้นหรือเปล่านะ ?
ผมไม่ค่อยที่จะสนใจถึงก้าวย่าง ข้อผิดพลาดในชีวิต กว่าที่คนคนนึงจะพบกับความสำเร็จในชีวิต ผมไม่เคยอยากรู้เลยว่าเขาทำมันได้อย่างไร
นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึก ตัวผมเองรู้สึกแบบนี้ ผมไปมองปลายทางของความสำเร็จ แต่ไม่เคยมองถึงเส้นทางที่จะไปถึงความสำเร็จนั้นๆ
ไม่รู้ว่าความคิดแบบนี้ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไง แต่มันไม่ดีเอาซะเลย
แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะไปถึงปลายทางกะเค้าหล่ะเนี่ย...
โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งนั้นก็ไม่ได้เหมาะสมกับตัวผมเลย (มักจะเป็นอย่างนั้นซะด้วย)
หรือว่าเบื้องหลังของคนที่เค้ามีสิ่งนั้น นั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมานขนาดไหน
ความสำเร็จในชีวิต
ผมอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต อยากเป็นอย่างคนนั้นคนนี้
โดยมองแค่ปลายทางของความสำเร็จนั้นหรือเปล่านะ ?
ผมไม่ค่อยที่จะสนใจถึงก้าวย่าง ข้อผิดพลาดในชีวิต กว่าที่คนคนนึงจะพบกับความสำเร็จในชีวิต ผมไม่เคยอยากรู้เลยว่าเขาทำมันได้อย่างไร
นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึก ตัวผมเองรู้สึกแบบนี้ ผมไปมองปลายทางของความสำเร็จ แต่ไม่เคยมองถึงเส้นทางที่จะไปถึงความสำเร็จนั้นๆ
ไม่รู้ว่าความคิดแบบนี้ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไง แต่มันไม่ดีเอาซะเลย
แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะไปถึงปลายทางกะเค้าหล่ะเนี่ย...
ภูมิใจที่หน้าตาไม่ดี
ไปอ่านข่าวเจอว่าช่วงนี้ปลาการ์ตูนถูกจับไปขายมากจนแทบจะหมดอยู่แล้วครับ
เป็นการลักลอบจับซะด้วย (แบบใน Finding Nemo เล้ย)
" มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10236
ตะลึงปลาการ์ตูน ถูกจับเกลี้ยงทะเล
นักวิชาการแฉมีการลักลอบจับปลาสวยงามและปลาการ์ตูนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากถึงวันละ 30-40 ลัง"
"ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ผมลงไปดำน้ำที่ อาดัง-ราวี ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ปรากฏว่าทั้งเกาะไม่มีปลาการ์ตูนเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว มีแต่ดอกไม้ทะเลชูคอกันสลอน ซึ่งปกติแล้วปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเลจะอาศัยอยู่ด้วยกัน ในชีวิตที่ดำน้ำมาไม่เคยเจอเรื่องน่ากังวลเท่าเรื่องนี้มาก่อน" ดร.ธรณ์กล่าว
ผมเลยมาคิดว่า นี่ถ้ามันไม่เกิดมามีสีสันสวยงาม หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู มันก็คงไม่ต้องถูกมนุษย์จับเอาไป
อย่างมนุษย์เราก็คงเหมือนๆกัน ที่ความหล่อความสวยสมัยนี้อาจจะเป็นอันตรายกับตัวเองได้ อย่างที่มีการก่อคดีข่มขืนต่างๆ ก็น่าจะมีส่วนมาจากการที่ผู้หญิงแต่งตัวสวยๆโชว์นั่นโชว์นี่ตามแฟชั่นโดยที่ลืมคิดถึงว่าจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองได้
ดังนั้นผมว่า คนที่เกิดมาหน้าตาไม่หล่อไม่สวย (เช่นผมเป็นต้น) ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดีแล้วหล่ะ เรามีหน้าตาประดุจดังอาวุธ (จริงๆเค้าเอาประโยคนี้ไว้เหน็บแนมมากกว่านะเนี่ย)ไว้คอยป้องกันเราจากภัยร้ายได้
มีพี่ผู้หญิงคนไทยที่นี่คนนึง เค้าหน้าตาน่ารักและจิตใจดี มนุษยสัมพันธ์ดีมาก แต่เค้ามีสิวเยอะไปหน่อย (ไม่กล้าถาม คิดว่าคงจะแพ้อะไรซักอย่าง) แต่เป็นคนที่คนอื่นอยู่ด้วยแล้วมีความสุข
ผมว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้เค้า เพื่อป้องกันการทำร้ายจากคนอื่น
ตอนวัยรุ่นก็เช่นกัน ผมว่ามันเป็นช่วงที่มนุษย์หน้าตาดูดีที่สุดในช่วงชีวิตแล้วมั๊ง ทั้งรูปร่างสัดส่วน ใบหน้าที่ดูมีน้ำมีนวล ธรรมชาติก็เลยต้องสร้างสิวขึ้นมาปิดบังใบหน้าอันสวยงามของเราให้ดูไม่สวยงามจนเกินไปนัก
ดังนั้นผมว่าเราควรจะภูมิใจแล้วหล่ะครับ ที่เราไม่ได้เกิดมาสวยมาหล่อ และก็ไม่จำเป็นเลยที่จะไปทำให้มันดูดีขึ้น
(เอาเวลาไปชุมนุมขับไล่ดีกว่า..จ๊าก..)
งามภายในน่าจะเป็นความงดงามที่แท้จริงกว่าและเป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไม่ต้องลงทุนอะไรเลย อีกทั้งมันยังไม่ผุพังไปตามวัยของเราอีกด้วย :)
เป็นการลักลอบจับซะด้วย (แบบใน Finding Nemo เล้ย)
" มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10236
ตะลึงปลาการ์ตูน ถูกจับเกลี้ยงทะเล
นักวิชาการแฉมีการลักลอบจับปลาสวยงามและปลาการ์ตูนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากถึงวันละ 30-40 ลัง"
"ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ผมลงไปดำน้ำที่ อาดัง-ราวี ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ปรากฏว่าทั้งเกาะไม่มีปลาการ์ตูนเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว มีแต่ดอกไม้ทะเลชูคอกันสลอน ซึ่งปกติแล้วปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเลจะอาศัยอยู่ด้วยกัน ในชีวิตที่ดำน้ำมาไม่เคยเจอเรื่องน่ากังวลเท่าเรื่องนี้มาก่อน" ดร.ธรณ์กล่าว
ผมเลยมาคิดว่า นี่ถ้ามันไม่เกิดมามีสีสันสวยงาม หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู มันก็คงไม่ต้องถูกมนุษย์จับเอาไป
อย่างมนุษย์เราก็คงเหมือนๆกัน ที่ความหล่อความสวยสมัยนี้อาจจะเป็นอันตรายกับตัวเองได้ อย่างที่มีการก่อคดีข่มขืนต่างๆ ก็น่าจะมีส่วนมาจากการที่ผู้หญิงแต่งตัวสวยๆโชว์นั่นโชว์นี่ตามแฟชั่นโดยที่ลืมคิดถึงว่าจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองได้
ดังนั้นผมว่า คนที่เกิดมาหน้าตาไม่หล่อไม่สวย (เช่นผมเป็นต้น) ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โชคดีแล้วหล่ะ เรามีหน้าตาประดุจดังอาวุธ (จริงๆเค้าเอาประโยคนี้ไว้เหน็บแนมมากกว่านะเนี่ย)ไว้คอยป้องกันเราจากภัยร้ายได้
มีพี่ผู้หญิงคนไทยที่นี่คนนึง เค้าหน้าตาน่ารักและจิตใจดี มนุษยสัมพันธ์ดีมาก แต่เค้ามีสิวเยอะไปหน่อย (ไม่กล้าถาม คิดว่าคงจะแพ้อะไรซักอย่าง) แต่เป็นคนที่คนอื่นอยู่ด้วยแล้วมีความสุข
ผมว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้เค้า เพื่อป้องกันการทำร้ายจากคนอื่น
ตอนวัยรุ่นก็เช่นกัน ผมว่ามันเป็นช่วงที่มนุษย์หน้าตาดูดีที่สุดในช่วงชีวิตแล้วมั๊ง ทั้งรูปร่างสัดส่วน ใบหน้าที่ดูมีน้ำมีนวล ธรรมชาติก็เลยต้องสร้างสิวขึ้นมาปิดบังใบหน้าอันสวยงามของเราให้ดูไม่สวยงามจนเกินไปนัก
ดังนั้นผมว่าเราควรจะภูมิใจแล้วหล่ะครับ ที่เราไม่ได้เกิดมาสวยมาหล่อ และก็ไม่จำเป็นเลยที่จะไปทำให้มันดูดีขึ้น
(เอาเวลาไปชุมนุมขับไล่ดีกว่า..จ๊าก..)
งามภายในน่าจะเป็นความงดงามที่แท้จริงกว่าและเป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไม่ต้องลงทุนอะไรเลย อีกทั้งมันยังไม่ผุพังไปตามวัยของเราอีกด้วย :)
25490319
รีบแก่กันดีกว่า
ผมรู้สึกว่าถ้าเรารีบทำตัวแบบคนแก่เสียแต่วันนี้ เราน่าจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้อย่างยาวนานขึ้น
คือถ้าเรารีบศึกษาธรรมะ เข้าวัดทำบุญ รักษาศีล กินแต่อาหารที่รสไม่จัด กินผักเยอะๆ กินข้าวซ้อมมือ
อย่างที่คนแก่เค้าทำกัน ผมว่ากลับจะทำให้เราแก่ช้าลงนะครับ
คือทำให้ใจเราสงบมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง ไม่เครียดกับปัญหาต่างๆ ทำบุญทำทานก็ทำให้จิตใจดี ไม่ยึดติดกับสิ่งของต่างๆ ก็ทำให้เราไม่เป็นทุกข์
แล้วการกินอาหารรสจืดๆกับพวกข้าวซ้อมมือและผักเยอะๆ ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้นเลย
มาทำตัวแบบคนแก่กันไหมครับ :)
คือถ้าเรารีบศึกษาธรรมะ เข้าวัดทำบุญ รักษาศีล กินแต่อาหารที่รสไม่จัด กินผักเยอะๆ กินข้าวซ้อมมือ
อย่างที่คนแก่เค้าทำกัน ผมว่ากลับจะทำให้เราแก่ช้าลงนะครับ
คือทำให้ใจเราสงบมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง ไม่เครียดกับปัญหาต่างๆ ทำบุญทำทานก็ทำให้จิตใจดี ไม่ยึดติดกับสิ่งของต่างๆ ก็ทำให้เราไม่เป็นทุกข์
แล้วการกินอาหารรสจืดๆกับพวกข้าวซ้อมมือและผักเยอะๆ ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้นเลย
มาทำตัวแบบคนแก่กันไหมครับ :)
25490318
ภาษากับอาหาร
ผมว่ามันมีส่วนที่สัมพันธ์กันอยู่นะ
ภาษาไทยที่มีตัวอักษรเยอะแยะมากมาย อาหารไทยก็มีเครื่องปรุงเยอะแยะมากมายเช่นกัน ประโยคภาษาไทยจะเขียนเรียงกันไม่มีเว้นวรรค ก็เหมือนเวลาที่เรากินข้าว เราก็มีกับข้าวหลากหลายชนิดที่เราสามารถกินไปพร้อมๆกันได้ (บางทีก็กินขนมกะข้าวได้อีกต่างหาก)
แต่อย่างภาษาอังกฤษที่ประโยคของเค้าจะมีการแบ่งช่องว่างอยู่ตลอด เวลาเค้ากินอาหารเค้าก็กินอยู่จานเดียวนั่นแหละ หมดแล้วก็ถึงจะสั่งใหม่ หรือไปกินอย่างอื่น
อย่างอาหารญี่ปุ่นกับจีนจะมีพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวซะหลายอย่าง ตัวหนังสือของเค้าก็เลยเป็นเส้นๆไม่ค่อยจะมีพวกหัวกลมๆแบบอักษรไทย แต่ญี่ปุ่นอาจจะกินเส้นน้อยกว่าคนจีน ตัวหนังสือเลยมีเส้นน้อยกว่า
หรือตัวหนังสือของเกาหลีที่จะมีช่องสี่เหลี่ยมเยอะเลย ก็เหมือนกับที่เค้าจะมีกิมจิกินหลากหลายชนิดเวลาเค้ากินอาหาร
หรืออย่างตัวหนังสือฝรั่งเศสที่จะมีหางมีหัวประหลาดๆโผล่มา ก็คล้ายกับการตบแต่งอาหารของเค้า ที่จะมีไอ้นั่นไอ้นี่มาเสริมให้ดูสวยงาม
สระและวรรณยุคของไทยก็น่าจะมีส่วนที่บอกได้ว่าอาหารของเรานั้นมีหลากหลายรสชาติมาก ทั้งเปรี้ยวจี๊ด หวาน เค็ม เผ็ด มีทุกรส
แต่ของฝรั่งก็จะเรียบๆ รสก็เลยไม่จัดจ้านอะไร
แล้วภาษาไทยก็ยังมีลักษณะการเขียนที่วนไปมา ทำให้อาหารของเรามีการปรุงที่ลึกล้ำกว่าอาหารฝรั่ง ที่เขียนแบบเรียบง่ายมาก
อย่างของจีนที่อาหารเค้าก็จะมีซอสปรุงรสแบบต่างๆเยอะแยะ ตัวหนังสือก็เลยจะยุ่งๆหน่อย
ของญี่ปุ่นนี่ก็เขียนง่ายๆ มีไม่กี่เส้นก็เป็นตัวนึงละ อาหารหลายอย่างก็เลยดูง่ายๆเช่นข้าวปั้นต่างๆ
มีใครนึกอย่างอื่นออกอีกบ้างครับ มาช่วยกันสนับสนุนวิชามั่วศาสตร์ศาสตร์กันหน่อยสิครับ :P
ภาษาไทยที่มีตัวอักษรเยอะแยะมากมาย อาหารไทยก็มีเครื่องปรุงเยอะแยะมากมายเช่นกัน ประโยคภาษาไทยจะเขียนเรียงกันไม่มีเว้นวรรค ก็เหมือนเวลาที่เรากินข้าว เราก็มีกับข้าวหลากหลายชนิดที่เราสามารถกินไปพร้อมๆกันได้ (บางทีก็กินขนมกะข้าวได้อีกต่างหาก)
แต่อย่างภาษาอังกฤษที่ประโยคของเค้าจะมีการแบ่งช่องว่างอยู่ตลอด เวลาเค้ากินอาหารเค้าก็กินอยู่จานเดียวนั่นแหละ หมดแล้วก็ถึงจะสั่งใหม่ หรือไปกินอย่างอื่น
อย่างอาหารญี่ปุ่นกับจีนจะมีพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวซะหลายอย่าง ตัวหนังสือของเค้าก็เลยเป็นเส้นๆไม่ค่อยจะมีพวกหัวกลมๆแบบอักษรไทย แต่ญี่ปุ่นอาจจะกินเส้นน้อยกว่าคนจีน ตัวหนังสือเลยมีเส้นน้อยกว่า
หรือตัวหนังสือของเกาหลีที่จะมีช่องสี่เหลี่ยมเยอะเลย ก็เหมือนกับที่เค้าจะมีกิมจิกินหลากหลายชนิดเวลาเค้ากินอาหาร
หรืออย่างตัวหนังสือฝรั่งเศสที่จะมีหางมีหัวประหลาดๆโผล่มา ก็คล้ายกับการตบแต่งอาหารของเค้า ที่จะมีไอ้นั่นไอ้นี่มาเสริมให้ดูสวยงาม
สระและวรรณยุคของไทยก็น่าจะมีส่วนที่บอกได้ว่าอาหารของเรานั้นมีหลากหลายรสชาติมาก ทั้งเปรี้ยวจี๊ด หวาน เค็ม เผ็ด มีทุกรส
แต่ของฝรั่งก็จะเรียบๆ รสก็เลยไม่จัดจ้านอะไร
แล้วภาษาไทยก็ยังมีลักษณะการเขียนที่วนไปมา ทำให้อาหารของเรามีการปรุงที่ลึกล้ำกว่าอาหารฝรั่ง ที่เขียนแบบเรียบง่ายมาก
อย่างของจีนที่อาหารเค้าก็จะมีซอสปรุงรสแบบต่างๆเยอะแยะ ตัวหนังสือก็เลยจะยุ่งๆหน่อย
ของญี่ปุ่นนี่ก็เขียนง่ายๆ มีไม่กี่เส้นก็เป็นตัวนึงละ อาหารหลายอย่างก็เลยดูง่ายๆเช่นข้าวปั้นต่างๆ
มีใครนึกอย่างอื่นออกอีกบ้างครับ มาช่วยกันสนับสนุนวิชามั่วศาสตร์ศาสตร์กันหน่อยสิครับ :P
บ้านในฝัน
ผมได้บังเอิญไปหยิบเอาหนังสือเก่าๆมาอ่านอีกแล้ว เป็นหนังสือ ELLE DECOR ฉบับพิเศษของเดือน พฤษภาคม ๒๕๔๔
มีบทสัมภาษณ์เรื่องบ้านในฝันของผู้คนหลายๆคน แต่ที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็นคุณธีรนันท์ สุขวิบูลย์ ฟูรเรอร์ (หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอและโปรดักชั่นเฮ้าส์ "หับ โห้ หิ้น")และ คุณปิณิดา คงสิริ (ภรรยาของคุณแก๊ป แห่งวงทีโบน)
บางส่วนในบทสัมภาษณ์ คุณธีรนันท์
... " ชีวิตมันคาดเดาไม่ได้ ไม่อยากให้อสังหาริมทรัพย์มาเป็นข้อจำกัดในชีวิต ไม่อยากสร้างหนี้ จะไปไหนก็ต้องคอยห่วง มันไม่คุ้มที่จะต้องทำงานหนัก เพื่อแลกกับบ้านหรูๆ มีบ้านพักตากอากาศหลายหลัง แต่สุดท้าย ก็ไม่ค่อยจะได้ไปพักอยู่ดี"
เมื่อไม่นานมานี้คุณธีรนันท์กับสามี และลูกสาวตัวเล็ก ได้ช่วยกันเนรมิตโรงนาเก่าๆ โทรมๆ ใน Liechtenstein ให้กลายเป็นบ้านอันแสนอบอุ่น ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ที่นี่อาจถือได้ว่าเป็นตัวแทนบ้านในความฝัน แต่ไม่ว่าจะเป็นหลังนี้หรือที่ไหนๆ ก็เป็นบ้านของเธอได้ หากที่นั่นมีลูกสาวอยู่ด้วย
คุณปิณิดา
...บ้านไม้อายุร่วม ๑๐๐ ปี เป็นมรดกจากคุณทวดของคุณปิณิดา ความเก่าแก่ของบ้านทำให้ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยเรื่องราว ทั้งตัวบ้านและบรรยากาศโดยรวมคือสถานที่ในฝันของคุณแม่วัย ๒๙ ปี แต่ภาพฝันที่สมบูรณ์คือเธอมองเห็นตัวเองจับตะหลิวทำกับข้าวให้กับคนที่รักทั้งสองได้ทานอย่างเอร็ดอร่อย ยามว่างจากการดูแลลูกและสามี ตัวเธอก็จะนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้านท่ามกลางสายลมพัดเย็นสบาย มีกลิ่นดอกลั่นทมหอมขจรขจายไปทั่วอาณาบริเวณบ้านไม้ริมทะเล
ได้อ่านความคิดเรื่องบ้านในฝันของคุณแม่สองคนนี้แล้ว ก็ทำให้ผมมาคิดถึงบ้านในฝันของผม ว่าบ้านในฝันของผมนั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่บ้านที่ใหญ่โต มีทุกสิ่งทุกอย่างครบอย่างที่เคยฝันไว้ตอนเด็กๆ
แต่เป็นบ้านหลังเล็กๆที่ผมอยู่กับยายและเจ้าเต๋า(หมาอ้วน) ด้วยความสุขแบบพอเพียง มีชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านโล่งๆ ไม่มีทรัพย์สมบัติหรือข้าวของมากมายที่ต้องคอยมาห่วง
และความคิดของคุณแม่สองท่านนี้ยังทำให้ผมเกิด 'แม่ของลูก' ในอุดมคติขึ้นมาเลยนะเนี่ย... อืมมม...
แล้วบ้านในฝันของคุณเป็นอย่างไรครับ?
มีบทสัมภาษณ์เรื่องบ้านในฝันของผู้คนหลายๆคน แต่ที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็นคุณธีรนันท์ สุขวิบูลย์ ฟูรเรอร์ (หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอและโปรดักชั่นเฮ้าส์ "หับ โห้ หิ้น")และ คุณปิณิดา คงสิริ (ภรรยาของคุณแก๊ป แห่งวงทีโบน)
บางส่วนในบทสัมภาษณ์ คุณธีรนันท์
... " ชีวิตมันคาดเดาไม่ได้ ไม่อยากให้อสังหาริมทรัพย์มาเป็นข้อจำกัดในชีวิต ไม่อยากสร้างหนี้ จะไปไหนก็ต้องคอยห่วง มันไม่คุ้มที่จะต้องทำงานหนัก เพื่อแลกกับบ้านหรูๆ มีบ้านพักตากอากาศหลายหลัง แต่สุดท้าย ก็ไม่ค่อยจะได้ไปพักอยู่ดี"
เมื่อไม่นานมานี้คุณธีรนันท์กับสามี และลูกสาวตัวเล็ก ได้ช่วยกันเนรมิตโรงนาเก่าๆ โทรมๆ ใน Liechtenstein ให้กลายเป็นบ้านอันแสนอบอุ่น ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ที่นี่อาจถือได้ว่าเป็นตัวแทนบ้านในความฝัน แต่ไม่ว่าจะเป็นหลังนี้หรือที่ไหนๆ ก็เป็นบ้านของเธอได้ หากที่นั่นมีลูกสาวอยู่ด้วย
คุณปิณิดา
...บ้านไม้อายุร่วม ๑๐๐ ปี เป็นมรดกจากคุณทวดของคุณปิณิดา ความเก่าแก่ของบ้านทำให้ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยเรื่องราว ทั้งตัวบ้านและบรรยากาศโดยรวมคือสถานที่ในฝันของคุณแม่วัย ๒๙ ปี แต่ภาพฝันที่สมบูรณ์คือเธอมองเห็นตัวเองจับตะหลิวทำกับข้าวให้กับคนที่รักทั้งสองได้ทานอย่างเอร็ดอร่อย ยามว่างจากการดูแลลูกและสามี ตัวเธอก็จะนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้านท่ามกลางสายลมพัดเย็นสบาย มีกลิ่นดอกลั่นทมหอมขจรขจายไปทั่วอาณาบริเวณบ้านไม้ริมทะเล
ได้อ่านความคิดเรื่องบ้านในฝันของคุณแม่สองคนนี้แล้ว ก็ทำให้ผมมาคิดถึงบ้านในฝันของผม ว่าบ้านในฝันของผมนั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่บ้านที่ใหญ่โต มีทุกสิ่งทุกอย่างครบอย่างที่เคยฝันไว้ตอนเด็กๆ
แต่เป็นบ้านหลังเล็กๆที่ผมอยู่กับยายและเจ้าเต๋า(หมาอ้วน) ด้วยความสุขแบบพอเพียง มีชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านโล่งๆ ไม่มีทรัพย์สมบัติหรือข้าวของมากมายที่ต้องคอยมาห่วง
และความคิดของคุณแม่สองท่านนี้ยังทำให้ผมเกิด 'แม่ของลูก' ในอุดมคติขึ้นมาเลยนะเนี่ย... อืมมม...
แล้วบ้านในฝันของคุณเป็นอย่างไรครับ?
25490316
หลากอารมณ์
เคยไหมครับ ที่ของอย่างเดียวกันกลับให้อารมณ์ที่ต่างกัน
ผมเคยอยากได้รถโมเดลคันนึงมากๆ มันมีขายที่ห้างเซ็นทรัล ผมชอบไปเดินดูมัน ดูแล้วก็ดูแล้วก็ดู ไม่เคยได้สัมผัส (เพราะมันอยู่ในกล่อง มองได้ด้านเดียวด้วยสิ แล้วห้างในเมืองไทยไม่ให้แกะของออกมาดูหรอก ถ้าไม่มีตังจะซื้อ ผมเด็กบ้านนอก หมดสิทธิ์...)
มันเป็นความงดงามอย่างมาก
หลังจากนั้นผมก็ได้ไปจับตัวเป็นๆของมันที่บ้านเพื่อนผม มันทำให้ผมรู้สึกกับมันในอีกอารมณ์นึง
จนในที่สุดเมื่อผมมีโอกาสมาเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็ได้มันมาครอบครอง ทั้งสองสีเลยทีเดียว แต่ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทุกครั้งที่ผมได้เข้าใกล้มันมากขึ้น ความสวยงามของมันดูเหมือนจะลดลงไป
แล้วหลังจากที่ผมได้มันมาครอบครองเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทีนี้ความงามของมันก็แทบจะไม่น่าสนใจอีกต่อไป เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่มีความอยากที่จะไขว่คว้ามาอีกแล้ว(ก็ได้มาแล้วนี่)
สุดท้ายผมก็ขายมันต่อให้กับคนอื่น ด้วยความไม่เสียดายสักเท่าไหร่
และมันก็เป็นอย่างนี้กับรถโมเดลทุกๆคันที่ผมอยากจะได้มาครอบครอง ครั้งแรกที่เห็นรูปบนเว็บ มันสวยเหลือเกิน เราต้องซื้อๆๆ สุดท้ายความสวยมันก็หมดลงเมื่อผมได้มันมาครอบครองจริงๆในเวลาไม่นาน
แล้วยิ่งเทคโนโลยีการผลิตมันดีมากขึ้น มันก็ทำให้มีการผลิตสิ่งที่ดีกว่าเดิมออกมา ในราคาที่ไม่สูงมาก แล้วพอเราไปเห็น เราก็ไปอยากได้ของใหม่อีก และก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเลย
เมื่อวานอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Hayao Miyazaki ในหนังสือ Anime interviews มีใจความตอนนึงจากหนังเรื่อง Porco Rosso แกบอกว่า
" If I went to Italy, I could see the actual airplane in a museum, but I'd much rather piece together the interior of the plane in my mind, than go and see the real thing.
It's something like philology ... It's strange, I know. But if I were to see the real thing, I'd lose my motivation."
ผมอ่านแล้วก็คิดว่าจริงของแก มันเหมือนกับเรื่องสิ่งของต่างๆที่ผมอยากได้ มันสวยที่สุดในจินตนาการของผม ไม่ได้มาครอบครอง แต่มันก็มีคุณค่ามากที่สุดในจิตใจ
ผู้ชายหลายๆคนก็น่าจะเคยเป็นเหมือนๆกัน ตอนที่จีบกันเนี่ย เอ้อเหอ ทุ่มได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาครอบครอง แล้วพอได้มาเป็นแฟนกันจริงๆ เรื่องจะทุ่มให้อย่างแต่ก่อนก็คงไม่เกิดขึ้นละ (พวกที่เปลี่ยนแฟนบ่อยๆน่าจะเป็นแบบนี้)
หรือว่านี่จะไปโยงถึงเรื่อง ชอบกับรัก ด้วยนะ?
ผมว่าถ้าแค่ชอบก็เก็บมันไว้อย่างเดิมนั่นแหละ ไม่ควรไขว่คว้าเอามาเป็นของเรา เพราะมันจะมีคุณค่าและงดงามที่สุดสำหรับเราตลอดไป
ถ้ารักจริงๆอันนี้ก็ว่ากันอีกที
แต่เราจะแยกแยะความรักกับความชอบได้ชัดเจนแค่ไหนนะ?
ความชอบหรือเปล่าที่ทำให้คนตาบอด?
ไม่น่าใช่ความรักอย่างที่เค้าว่ากันนะ(จากนิยามของผม)
ผมเคยอยากได้รถโมเดลคันนึงมากๆ มันมีขายที่ห้างเซ็นทรัล ผมชอบไปเดินดูมัน ดูแล้วก็ดูแล้วก็ดู ไม่เคยได้สัมผัส (เพราะมันอยู่ในกล่อง มองได้ด้านเดียวด้วยสิ แล้วห้างในเมืองไทยไม่ให้แกะของออกมาดูหรอก ถ้าไม่มีตังจะซื้อ ผมเด็กบ้านนอก หมดสิทธิ์...)
มันเป็นความงดงามอย่างมาก
หลังจากนั้นผมก็ได้ไปจับตัวเป็นๆของมันที่บ้านเพื่อนผม มันทำให้ผมรู้สึกกับมันในอีกอารมณ์นึง
จนในที่สุดเมื่อผมมีโอกาสมาเรียนต่อที่อเมริกา ผมก็ได้มันมาครอบครอง ทั้งสองสีเลยทีเดียว แต่ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทุกครั้งที่ผมได้เข้าใกล้มันมากขึ้น ความสวยงามของมันดูเหมือนจะลดลงไป
แล้วหลังจากที่ผมได้มันมาครอบครองเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทีนี้ความงามของมันก็แทบจะไม่น่าสนใจอีกต่อไป เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่มีความอยากที่จะไขว่คว้ามาอีกแล้ว(ก็ได้มาแล้วนี่)
สุดท้ายผมก็ขายมันต่อให้กับคนอื่น ด้วยความไม่เสียดายสักเท่าไหร่
และมันก็เป็นอย่างนี้กับรถโมเดลทุกๆคันที่ผมอยากจะได้มาครอบครอง ครั้งแรกที่เห็นรูปบนเว็บ มันสวยเหลือเกิน เราต้องซื้อๆๆ สุดท้ายความสวยมันก็หมดลงเมื่อผมได้มันมาครอบครองจริงๆในเวลาไม่นาน
แล้วยิ่งเทคโนโลยีการผลิตมันดีมากขึ้น มันก็ทำให้มีการผลิตสิ่งที่ดีกว่าเดิมออกมา ในราคาที่ไม่สูงมาก แล้วพอเราไปเห็น เราก็ไปอยากได้ของใหม่อีก และก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเลย
เมื่อวานอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Hayao Miyazaki ในหนังสือ Anime interviews มีใจความตอนนึงจากหนังเรื่อง Porco Rosso แกบอกว่า
" If I went to Italy, I could see the actual airplane in a museum, but I'd much rather piece together the interior of the plane in my mind, than go and see the real thing.
It's something like philology ... It's strange, I know. But if I were to see the real thing, I'd lose my motivation."
ผมอ่านแล้วก็คิดว่าจริงของแก มันเหมือนกับเรื่องสิ่งของต่างๆที่ผมอยากได้ มันสวยที่สุดในจินตนาการของผม ไม่ได้มาครอบครอง แต่มันก็มีคุณค่ามากที่สุดในจิตใจ
ผู้ชายหลายๆคนก็น่าจะเคยเป็นเหมือนๆกัน ตอนที่จีบกันเนี่ย เอ้อเหอ ทุ่มได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาครอบครอง แล้วพอได้มาเป็นแฟนกันจริงๆ เรื่องจะทุ่มให้อย่างแต่ก่อนก็คงไม่เกิดขึ้นละ (พวกที่เปลี่ยนแฟนบ่อยๆน่าจะเป็นแบบนี้)
หรือว่านี่จะไปโยงถึงเรื่อง ชอบกับรัก ด้วยนะ?
ผมว่าถ้าแค่ชอบก็เก็บมันไว้อย่างเดิมนั่นแหละ ไม่ควรไขว่คว้าเอามาเป็นของเรา เพราะมันจะมีคุณค่าและงดงามที่สุดสำหรับเราตลอดไป
ถ้ารักจริงๆอันนี้ก็ว่ากันอีกที
แต่เราจะแยกแยะความรักกับความชอบได้ชัดเจนแค่ไหนนะ?
ความชอบหรือเปล่าที่ทำให้คนตาบอด?
ไม่น่าใช่ความรักอย่างที่เค้าว่ากันนะ(จากนิยามของผม)
ความสนุกสไตล์ไทยๆ
วันก่อนผมอ่าน ต่วย'ตูน ที่ผมได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นพี่ๆที่เคยเรียนที่นี่(เป็นหนังสือที่เมื่อก่อนนี้ไม่เคยคิดจะหยิบมาอ่านเล้ย แต่ตอนนี้กลับชอบแฮะ) มีบทความเกี่ยวกับรายการทีวีสมัยแรกๆของประเทศไทยสมัยช่อง๔ บางขุนพรหม
มีรายการตอบปัญหาที่มีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง เป็นผู้ช่วยดำเนินรายการ (ผมเพิ่งทราบว่าท่านเสียชีวิตแล้ว) แล้วแกก็ได้มีโอกาสไปเป็นผู้ประกาศโฆษณาในรายการ(สมัยนั้นทุกอย่างจัดสด) แกก็จะมีคำพูดตลกๆแปลกๆมาพูดขายของ ซึ่งก็ทำให้คนสนใจที่จะฟัง
ดังตัวอย่างในบทความนี้
"ซื้อยาหอมทรงเปรต เอ๊ย.... ไม่ใช่ ยาหอมทรงโปรดนี้ไปฝากคุณย่าซิครับ แล้วที่ดินมรดกตรงสุขุมวิท ๓๐๐ ไร่ของท่านจะไปไหนเสีย ต้องเป็นของท่านซี้แหงแก๋ ฮ่า-ฮ่า-ฮ่า"
จนตอนหลังจึงมีผู้ให้ความสนใจในการใช้คำพูดเพื่อชักจูงให้ซื้อสินค้า จนเกิดเป็นบริษัทที่คิดคำโฆษณาต่างๆขึ้นมา และก็มีผู้มี "เสียงทอง"มาพูดโฆษณา โดยมีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง นี่แหละเป็นแรงบันดาลใจ
(ต่วย'ตูน ปีที่ ๓๒ เล่ม ๔ ปักษ์หลัง ตุลาคม ๒๕๔๕, เรื่อง คนทีวี เขียนโดย อารีย์ นักดนตรี)
ผมไปย้อนนึกถึง สมัยที่น้าต๋อยเซมเบ้ แกเป็นนักพากษ์การ์ตูนอยู่ช่อง๙(สมัยนี้แกเลิกหรือยังหว่า) น้าต๋อยมีส่วนทำให้การ์ตูนสมัยนั้นเป็นที่นิยม และน่าติดตาม ลีลาและน้ำเสียงของแกดูจะเป็นลักษณะเด่นที่หลายๆครั้ง ผมว่าเด่นกว่าตัวภาพซะอีก ยิ่งหลังๆมีการพากษ์นอกบท เสริมมุกอะไรตลกๆเข้าไปจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงความตลกของการ์ตูนที่น้าต๋อยแกพากษ์ แต่ก็มีหลายๆคนที่ไม่ชอบแนวการพากษ์แบบนี้ เพราะอาจจะไปทำลายอรรถะรสของภาพและอารมณ์จริงๆของตัวการ์ตูน
(จุดนี้อาจจะมีส่วนที่ทำให้คนไทยคิดว่า เมื่อเป็นการ์ตูนแล้วต้องตลก)
และที่ผมจำได้ดีก็คือหนังฮ่องกงที่ต้องมีการนำมาใส่เสียงภาษาไทยลงไป ที่จะมีทีมพากษ์ที่ผมได้ยินบ่อยๆก็พันธมิตร ที่พวกเราจะชอบเอามาเลียนเสียงล้อเลียนกันเป็นที่สนุกสนาน
"พันธมิตร ให้เสียงภาษาไทย" (ประโยคนี้ต้องอ่านเสียงหล่อๆนะครับ)
หนังตลกที่ตลกในตัวอยู่แล้วเมื่อมาเสริมเข้ากับมุกที่ทีมพากษ์ยัดเยียดลงไป ยิ่งทำให้หนังสนุกมากขึ้นไปอีก เพราะเราจะอดขำไม่ได้ซะทุกครั้ง กับมุกอันทันสมัยต่างๆ ที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นมุมมองที่แตกต่างออกไป
ผมยังจำได้ เมื่อสมัยที่มีหนังที่มีตัวแสดงเอกเป็นคนป่าชื่อนิเชา (ไม่แน่ใจว่าชื่อเรื่อง "โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ" หรือเปล่า)ที่เรื่องราวในชีวิตเจอเรื่องต่างๆกับสัตว์ป่ามากมาย เนื้อเรื่องก็ตลกระดับนึง แต่สิ่งที่เห็นจะเป็นส่วนสำคัญจริงๆน่าจะเป็นบทพากษ์ ที่ทำให้คนดูหายเครียดกันไปเลย
แล้วยังมีช่วงที่เค้าเอาหนังของชาลีแชปปลิ้นมาทำใหม่ แล้วใส่บทพูดที่เป็นภาษาอีสานเข้าไป ก็ขายดิบขายดี ดูแล้วก็ยิ่งขำกว่าของเดิมมาก
(แต่ดูลึกๆแล้วความตลกของสองเรื่องนี้เหมือนเป็นความตลกเรื่องของภาษาที่นิเชาจะพูดออกเหน่อๆเหมือนคนสุพรรณบุรี ที่สังคมมองว่าเป็นสิ่งที่เชยและดูตลก และชาลีแชปปลิ้น ก็เป็นภาษาลาว ก็เป็นภาษาที่คนไทยภาคกลางรู้สึกตลกที่ได้ยิน นี่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการแบ่งชนชั้นในสังคมก็น่าจะเป็นได้)
จนมาถึงในยุคนี้ ที่อะไรๆก็พยายามจะเป็น 3-D animation เรื่องของบทพูดก็ยังมีส่วนอย่างมากในการสร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่อง
อย่างเรื่องสุดสาคร(ใช่ไหมเอ่ย) ที่ดูแต่ภาพแล้วไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวก็แข็งมากๆ หน้าตาของตัวละครก็ไม่ได้ดึงดูดใจ แต่ด้วยความสามารถของคนพากษ์ก็กลับทำให้การ์ตูนเรื่องนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ด้วยคำศัพท์แปลกๆสะดุดหู อย่าง "จ้ามะจ๊ะทิงจา" ที่กลายมาเป็นเพลงที่เด็กๆร้องตามกันได้อย่างสนุกสนาน
หรือแม้กระทั่งตลกคาเฟ่ที่ถ้าเราดูแต่ภาพ เราแทบจะไม่สามารถรู้สึกสนุกอะไรเลย แต่ความสนุกแทบทั้งหมดไปอยู่ที่บทตลกๆ จังหวะและลีลาการพูดซะมากกว่า
ผมเลยมองดูแล้วคิดว่าความสนุกของคนไทย(ส่วนใหญ่)น่าจะอยู่ที่บทพูดเป็นสำคัญ ภาพไม่ต้องเยี่ยม (ถ้าเป็นแอนิเมชั่น ปากไม่ต้องตรงกับเสียงก็ได้) แต่บทพูดและมุกต่างๆต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษทีเดียว
นี่พอจะเรียกว่า 'ความเป็นไทย' ได้ไหมนะ?
มีรายการตอบปัญหาที่มีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง เป็นผู้ช่วยดำเนินรายการ (ผมเพิ่งทราบว่าท่านเสียชีวิตแล้ว) แล้วแกก็ได้มีโอกาสไปเป็นผู้ประกาศโฆษณาในรายการ(สมัยนั้นทุกอย่างจัดสด) แกก็จะมีคำพูดตลกๆแปลกๆมาพูดขายของ ซึ่งก็ทำให้คนสนใจที่จะฟัง
ดังตัวอย่างในบทความนี้
"ซื้อยาหอมทรงเปรต เอ๊ย.... ไม่ใช่ ยาหอมทรงโปรดนี้ไปฝากคุณย่าซิครับ แล้วที่ดินมรดกตรงสุขุมวิท ๓๐๐ ไร่ของท่านจะไปไหนเสีย ต้องเป็นของท่านซี้แหงแก๋ ฮ่า-ฮ่า-ฮ่า"
จนตอนหลังจึงมีผู้ให้ความสนใจในการใช้คำพูดเพื่อชักจูงให้ซื้อสินค้า จนเกิดเป็นบริษัทที่คิดคำโฆษณาต่างๆขึ้นมา และก็มีผู้มี "เสียงทอง"มาพูดโฆษณา โดยมีคุณเทิ่ง สติเฟื่อง นี่แหละเป็นแรงบันดาลใจ
(ต่วย'ตูน ปีที่ ๓๒ เล่ม ๔ ปักษ์หลัง ตุลาคม ๒๕๔๕, เรื่อง คนทีวี เขียนโดย อารีย์ นักดนตรี)
ผมไปย้อนนึกถึง สมัยที่น้าต๋อยเซมเบ้ แกเป็นนักพากษ์การ์ตูนอยู่ช่อง๙(สมัยนี้แกเลิกหรือยังหว่า) น้าต๋อยมีส่วนทำให้การ์ตูนสมัยนั้นเป็นที่นิยม และน่าติดตาม ลีลาและน้ำเสียงของแกดูจะเป็นลักษณะเด่นที่หลายๆครั้ง ผมว่าเด่นกว่าตัวภาพซะอีก ยิ่งหลังๆมีการพากษ์นอกบท เสริมมุกอะไรตลกๆเข้าไปจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงความตลกของการ์ตูนที่น้าต๋อยแกพากษ์ แต่ก็มีหลายๆคนที่ไม่ชอบแนวการพากษ์แบบนี้ เพราะอาจจะไปทำลายอรรถะรสของภาพและอารมณ์จริงๆของตัวการ์ตูน
(จุดนี้อาจจะมีส่วนที่ทำให้คนไทยคิดว่า เมื่อเป็นการ์ตูนแล้วต้องตลก)
และที่ผมจำได้ดีก็คือหนังฮ่องกงที่ต้องมีการนำมาใส่เสียงภาษาไทยลงไป ที่จะมีทีมพากษ์ที่ผมได้ยินบ่อยๆก็พันธมิตร ที่พวกเราจะชอบเอามาเลียนเสียงล้อเลียนกันเป็นที่สนุกสนาน
"พันธมิตร ให้เสียงภาษาไทย" (ประโยคนี้ต้องอ่านเสียงหล่อๆนะครับ)
หนังตลกที่ตลกในตัวอยู่แล้วเมื่อมาเสริมเข้ากับมุกที่ทีมพากษ์ยัดเยียดลงไป ยิ่งทำให้หนังสนุกมากขึ้นไปอีก เพราะเราจะอดขำไม่ได้ซะทุกครั้ง กับมุกอันทันสมัยต่างๆ ที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เป็นมุมมองที่แตกต่างออกไป
ผมยังจำได้ เมื่อสมัยที่มีหนังที่มีตัวแสดงเอกเป็นคนป่าชื่อนิเชา (ไม่แน่ใจว่าชื่อเรื่อง "โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ" หรือเปล่า)ที่เรื่องราวในชีวิตเจอเรื่องต่างๆกับสัตว์ป่ามากมาย เนื้อเรื่องก็ตลกระดับนึง แต่สิ่งที่เห็นจะเป็นส่วนสำคัญจริงๆน่าจะเป็นบทพากษ์ ที่ทำให้คนดูหายเครียดกันไปเลย
แล้วยังมีช่วงที่เค้าเอาหนังของชาลีแชปปลิ้นมาทำใหม่ แล้วใส่บทพูดที่เป็นภาษาอีสานเข้าไป ก็ขายดิบขายดี ดูแล้วก็ยิ่งขำกว่าของเดิมมาก
(แต่ดูลึกๆแล้วความตลกของสองเรื่องนี้เหมือนเป็นความตลกเรื่องของภาษาที่นิเชาจะพูดออกเหน่อๆเหมือนคนสุพรรณบุรี ที่สังคมมองว่าเป็นสิ่งที่เชยและดูตลก และชาลีแชปปลิ้น ก็เป็นภาษาลาว ก็เป็นภาษาที่คนไทยภาคกลางรู้สึกตลกที่ได้ยิน นี่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการแบ่งชนชั้นในสังคมก็น่าจะเป็นได้)
จนมาถึงในยุคนี้ ที่อะไรๆก็พยายามจะเป็น 3-D animation เรื่องของบทพูดก็ยังมีส่วนอย่างมากในการสร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่อง
อย่างเรื่องสุดสาคร(ใช่ไหมเอ่ย) ที่ดูแต่ภาพแล้วไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวก็แข็งมากๆ หน้าตาของตัวละครก็ไม่ได้ดึงดูดใจ แต่ด้วยความสามารถของคนพากษ์ก็กลับทำให้การ์ตูนเรื่องนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ด้วยคำศัพท์แปลกๆสะดุดหู อย่าง "จ้ามะจ๊ะทิงจา" ที่กลายมาเป็นเพลงที่เด็กๆร้องตามกันได้อย่างสนุกสนาน
หรือแม้กระทั่งตลกคาเฟ่ที่ถ้าเราดูแต่ภาพ เราแทบจะไม่สามารถรู้สึกสนุกอะไรเลย แต่ความสนุกแทบทั้งหมดไปอยู่ที่บทตลกๆ จังหวะและลีลาการพูดซะมากกว่า
ผมเลยมองดูแล้วคิดว่าความสนุกของคนไทย(ส่วนใหญ่)น่าจะอยู่ที่บทพูดเป็นสำคัญ ภาพไม่ต้องเยี่ยม (ถ้าเป็นแอนิเมชั่น ปากไม่ต้องตรงกับเสียงก็ได้) แต่บทพูดและมุกต่างๆต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษทีเดียว
นี่พอจะเรียกว่า 'ความเป็นไทย' ได้ไหมนะ?
25490313
แค่มองในแง่ดี
แค่เรามองในแง่ดี โลกนี้ก็น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยจริงๆ
ถ้าเราเปลี่ยนทัศนะคติต่อสิ่งต่างๆซะใหม่ อะไรๆที่เคยแย่ๆก็กลับเป็นเรื่องดีดี
แล้วพออารมณ์ดีทีนี้จะทำอะไรมันก็ยิ่งมีความสุข
ความสุขอยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง อยู่ที่เราจะมองมันเห็นหรือเปล่า... ;)
ถ้าเราเปลี่ยนทัศนะคติต่อสิ่งต่างๆซะใหม่ อะไรๆที่เคยแย่ๆก็กลับเป็นเรื่องดีดี
แล้วพออารมณ์ดีทีนี้จะทำอะไรมันก็ยิ่งมีความสุข
ความสุขอยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง อยู่ที่เราจะมองมันเห็นหรือเปล่า... ;)
25490312
โลกที่ไม่แบ่งแยกจากรูปลักษณ์ภายนอก
ก็อินเทอร์เน็ตนี่แหละครับ ผมรู้สึกว่าที่โลกของ Cyber space นี่มันดีแฮะ (หลายคนอาจจะบอก เพิ่งรู้เรอะ! ลุง) เพราะเราไม่ต้องรู้ถึงหน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอกของกันและกัน แต่เราเข้ามาด้วยความเท่าเทียมกัน แล้วเราก็รู้จักกันผ่านตัวอักษร มันคล้ายกับเขียนจดหมาย แต่เราไม่ต้องเขียนหนังสือได้ แค่เราจิ้มๆเป็นตัวหนังสือผ่านแป้นพิมพ์ให้อ่านได้ ก็สามารถที่จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความคิดเราได้เหมือนกัน
ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต หลายๆคนบนโลกนี้คงไม่ได้มีโอกาสได้รู้จักกัน ได้แบ่งปันความรู้ความคิด ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้ร่วมกันสร้างกลุ่มเพื่อนใหม่ๆที่มีความสนใจตรงกัน
ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสในสังคมปกติได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่เขามี
การรู้จักกันในเพียงโลกเสมือนแห่งนี้น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสามารถติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยที่ไม่ต้องพบหรือมาเจอกันจริงๆในสังคมปกติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าในสังคมจริงหรือเสมือนคงจะเป็นเรื่องของความจริงใจ
เรามาทำให้สังคมเสมือนนี้มีแต่ความจริงใจกันดีกว่าครับ แต่ผมก็รู้สึกนะครับว่าทุกๆคนที่ผมรู้จักบนโลกเสมือนแห่งนี้จริงใจด้วยกันทั้งนั้นเลยครับ :)
ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต หลายๆคนบนโลกนี้คงไม่ได้มีโอกาสได้รู้จักกัน ได้แบ่งปันความรู้ความคิด ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้ร่วมกันสร้างกลุ่มเพื่อนใหม่ๆที่มีความสนใจตรงกัน
ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสในสังคมปกติได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่เขามี
การรู้จักกันในเพียงโลกเสมือนแห่งนี้น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสามารถติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยที่ไม่ต้องพบหรือมาเจอกันจริงๆในสังคมปกติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าในสังคมจริงหรือเสมือนคงจะเป็นเรื่องของความจริงใจ
เรามาทำให้สังคมเสมือนนี้มีแต่ความจริงใจกันดีกว่าครับ แต่ผมก็รู้สึกนะครับว่าทุกๆคนที่ผมรู้จักบนโลกเสมือนแห่งนี้จริงใจด้วยกันทั้งนั้นเลยครับ :)
ความเคยชิน
เคยมีคนโพสต์ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งว่า ความเคยชินเนี่ย มันเจ๋งมากเลย เพราะทำให้เราทำอะไรได้โดยไม่ต้องมาคิด
แต่ผมก็มองว่า ความเคยชินนี่แหละที่จะมาทำลายเรา เพราะเมื่อใดที่เราเกิดความเคยชินขึ้นมาแล้ว เราจะทำสิ่งนั้นโดยที่ไม่ต้องคิด แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ก็ตาม เพราะมันคุ้นเคยกับการกระทำนั้นๆแล้ว แต่ถ้าวันใดที่เกิดทำให้ความเคยชินนั้นต้องเปลี่ยนไป เราอาจจะรู้สึกมันผิดปกติ ยิ่งถ้าเราชินกับมันมากๆ เราก็ยิ่งรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมาก เช่น ถ้าเราเคยมีรถยนต์ขับไปไหนมาไหนอยู่ทุกวัน แล้ววันใดวันนึงเกิดรถเราเสียขึ้นมาต้องเข้าอู่ซ่อม เราก็จะลำบากแล้ว ถ้าเคยชินกับการมีรถไว้ขับ
อาจจะเป็นเหมือนกับการยึดติดในสิ่งต่างๆ ถ้าเราขาดมันไปเราก็จะรู้สึกลำบากในชีวิตขึ้นมา
แต่ถ้าเราไม่ไปทำให้ตัวเองเคยชินกับสิ่งใดสิ่งนึง พยายามปรับเปลี่ยนและทดลองอะไรใหม่ๆเพื่อไม่ให้เกิดความเคยชินขึ้น ก็น่าจะดีเหมือนกัน
แต่ผมก็มองว่า ความเคยชินนี่แหละที่จะมาทำลายเรา เพราะเมื่อใดที่เราเกิดความเคยชินขึ้นมาแล้ว เราจะทำสิ่งนั้นโดยที่ไม่ต้องคิด แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ก็ตาม เพราะมันคุ้นเคยกับการกระทำนั้นๆแล้ว แต่ถ้าวันใดที่เกิดทำให้ความเคยชินนั้นต้องเปลี่ยนไป เราอาจจะรู้สึกมันผิดปกติ ยิ่งถ้าเราชินกับมันมากๆ เราก็ยิ่งรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมาก เช่น ถ้าเราเคยมีรถยนต์ขับไปไหนมาไหนอยู่ทุกวัน แล้ววันใดวันนึงเกิดรถเราเสียขึ้นมาต้องเข้าอู่ซ่อม เราก็จะลำบากแล้ว ถ้าเคยชินกับการมีรถไว้ขับ
อาจจะเป็นเหมือนกับการยึดติดในสิ่งต่างๆ ถ้าเราขาดมันไปเราก็จะรู้สึกลำบากในชีวิตขึ้นมา
แต่ถ้าเราไม่ไปทำให้ตัวเองเคยชินกับสิ่งใดสิ่งนึง พยายามปรับเปลี่ยนและทดลองอะไรใหม่ๆเพื่อไม่ให้เกิดความเคยชินขึ้น ก็น่าจะดีเหมือนกัน
วิทยาการทำลายทักษะ
ผมหมายถึงอุปกรณ์ต่างๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันน่ะครับ
ผมว่ามันก็ดีนะครับที่ทำให้เราทำอะไรได้สะดวกง่ายดายขึ้น แต่เราก็สูญเสียทักษะในสิ่งนั้นๆไป อย่างเช่น เครื่องคิดเลข ที่สมัยนี้มีอยู่ในอุปกรณ์หลากหลายชนิด แม้แต่โทรศัพท์มือถือ มันทำให้เราคิดเลขง่ายๆกันไม่ได้ซะละ จะหารค่าอาหารกันทีก็หยิบมันขึ้นมาคำนวณ ทั้งๆที่ถ้าเราใช้สมองคำนวณมันเร็วกว่าด้วยซ้ำไป แต่เราก็ชอบที่จะพึ่งพาอุปกรณ์พวกนี้มากกว่า
หรือพวกเครื่องเหลาดินสอ ที่ทำให้ผมคิดที่จะเขียนหัวข้อนี้ไว้ เพราะผมหยิบกล่องดินสอขึ้นมาดู ก็เห็นดินสอที่ผมเหลาด้วยคัทเตอร์ และบางส่วนที่เหลาด้วยเครื่อง ซึ่งตอนเรียนที่ศิลปากร ผมและเพื่อนๆพยายามเรียนรู้การเหลาดินสอจากเพื่อนคนที่เหลาเก่งๆ ซึ่งมันเป็นทักษะหนึ่งของศิลปะเลยนะผมว่า มันเหมือนกับการแกะสลักอะไรแบบนี้เลย
แต่พอมาเรียนที่อเมริกา เค้าจะมีเครื่องเหลาดินสอเอาไว้ให้เลยในห้องที่มีการวาดต่างๆ ผมก็สังเกตว่าฝรั่งเค้าใช้กันเป็นสิ่งปกติ เรียกว่าถ้ามันเจ๊งขึ้นมาทีนี่อาจจะวาดกันต่อไม่ได้เลยทีเดียว
ผมเลยรู้สึกว่าเรากำลังพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกกันมากไปหรือเปล่านะ
ผมมองเผื่อๆไว้น่ะครับ ว่าถ้าวันใดที่โลกเราเกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมา เราไม่มีไฟฟ้าใช้ เราจะต้องตายกันหมดเลยหรือเปล่า ยิ่งบรรดาคนในเมืองที่ชีวิตประจำวันพึ่งพาแต่อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าจะเป็นยังไง
ผู้คนในชนบทคงจะไม่ลำบากนัก เพราะเค้ามีทักษะการอยู่รอดในชีวิตด้วยเครื่องไม้เครื่องมือง่ายๆ
ผมยังอยากไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญ ไปเรียนรู้การใช้ชีวิต และทักษะต่างๆในการเอาชีวิตรอด เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต เพราะเราเองไม่มีทางรู้เลยว่าวันใดเราจะต้องขาดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้อยู่จนเป็นเรื่องปกติของชีวิต
ผมว่ามันก็ดีนะครับที่ทำให้เราทำอะไรได้สะดวกง่ายดายขึ้น แต่เราก็สูญเสียทักษะในสิ่งนั้นๆไป อย่างเช่น เครื่องคิดเลข ที่สมัยนี้มีอยู่ในอุปกรณ์หลากหลายชนิด แม้แต่โทรศัพท์มือถือ มันทำให้เราคิดเลขง่ายๆกันไม่ได้ซะละ จะหารค่าอาหารกันทีก็หยิบมันขึ้นมาคำนวณ ทั้งๆที่ถ้าเราใช้สมองคำนวณมันเร็วกว่าด้วยซ้ำไป แต่เราก็ชอบที่จะพึ่งพาอุปกรณ์พวกนี้มากกว่า
หรือพวกเครื่องเหลาดินสอ ที่ทำให้ผมคิดที่จะเขียนหัวข้อนี้ไว้ เพราะผมหยิบกล่องดินสอขึ้นมาดู ก็เห็นดินสอที่ผมเหลาด้วยคัทเตอร์ และบางส่วนที่เหลาด้วยเครื่อง ซึ่งตอนเรียนที่ศิลปากร ผมและเพื่อนๆพยายามเรียนรู้การเหลาดินสอจากเพื่อนคนที่เหลาเก่งๆ ซึ่งมันเป็นทักษะหนึ่งของศิลปะเลยนะผมว่า มันเหมือนกับการแกะสลักอะไรแบบนี้เลย
แต่พอมาเรียนที่อเมริกา เค้าจะมีเครื่องเหลาดินสอเอาไว้ให้เลยในห้องที่มีการวาดต่างๆ ผมก็สังเกตว่าฝรั่งเค้าใช้กันเป็นสิ่งปกติ เรียกว่าถ้ามันเจ๊งขึ้นมาทีนี่อาจจะวาดกันต่อไม่ได้เลยทีเดียว
ผมเลยรู้สึกว่าเรากำลังพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกกันมากไปหรือเปล่านะ
ผมมองเผื่อๆไว้น่ะครับ ว่าถ้าวันใดที่โลกเราเกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมา เราไม่มีไฟฟ้าใช้ เราจะต้องตายกันหมดเลยหรือเปล่า ยิ่งบรรดาคนในเมืองที่ชีวิตประจำวันพึ่งพาแต่อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าจะเป็นยังไง
ผู้คนในชนบทคงจะไม่ลำบากนัก เพราะเค้ามีทักษะการอยู่รอดในชีวิตด้วยเครื่องไม้เครื่องมือง่ายๆ
ผมยังอยากไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญ ไปเรียนรู้การใช้ชีวิต และทักษะต่างๆในการเอาชีวิตรอด เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต เพราะเราเองไม่มีทางรู้เลยว่าวันใดเราจะต้องขาดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้อยู่จนเป็นเรื่องปกติของชีวิต
ประกวดบุญเก่า
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ารูปร่างหน้าตาของคนเราถูกกำหนดขึ้นมาจากบุญเก่าที่เราได้สะสมมา ดังนั้นมันจะสวยจะหล่อแค่ไหนก็ตามแต่บุญกรรมที่เราเคยทำมา(อันนี้แล้วแต่ความเชื่อ แต่มันก็หาข้อพิสูจน์ไม่ได้นะเรื่องนี้)
ผมมาลองนึกๆดู เมืองไทยเรานี่มีประกวดเรื่องความสวยความงามกันเยอะมากเลยแฮะ ตั้งแต่เริ่มเป็นสาวก็มีเวทีมีสทีนไทยแลนด์ แล้วยังมีมีสมอเตอร์โชว์อีก
(บางคนบอกตั้งแต่เกิดมาเค้าก็มีประกวดกันแล้ว..)
ถ้าคุณพลาดเราก็ยังมีประกวดนางสาวไทยให้คุณเข้าร่วม ถ้าคุณชอบอะไรที่อินเตอร์ๆ ก็ขอเชิญเวที มีสไทยแลนด์เวิลด์ หรือจะเป็นมีสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส
ถ้าคุณพลาดตำแหน่งเหล่านี้คุณอาจจะต้องไปเริ่มประกวดกันที่เวทีระดับเล็กๆกันก่อน เช่น ประกวดดาว-เดือน ในระดับมหาวิทยาลัย หรืออาจจะไปประกวดตามเทสกาลต่างๆก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ประกวดนางนพมาศวันลอยกระทง หรือประกวดธิดาอะไรต่างๆนาๆ
ผมว่านี่ยังน้อยนะครับ ยังมีอีกมากมายเลยที่พี่ไทยเราจัดประกวดกันขึ้นมา
จนกลายเป็นค่านิยมเรื่องของความงามที่จะได้เปรียบ มีสิทธิเสรีภาพมากกว่าคนอื่นๆในสังคม ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเลือกเกิดเลือกสวยได้
เป็นเพราะเราไม่รู้จะหาการประกวดอะไรอย่างอื่นมาจัดแล้วหรือเปล่า?
ประกวดความฉลาดมันคงจะไม่สนุก เพราะคนไทยไม่อยากเห็นคนอื่นฉลาดเกิน?
แล้วยิ่งเราจัดประกวดความงามแบบนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ผู้หญิงที่ไม่ได้มีบุญเก่ามากมาย ก็ต้องพยายามหาทางทำให้ตัวเองสวยขึ้น เพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ในสังคม ก็ต้องไปหาทางตัดนั่นเสริมนี่ จนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเมื่อมันสวยไม่ทน
แต่มันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าปากกาสองด้าม อันไหนจะเขียนได้ดีกว่ากัน ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสลองหยิบมันมาเขียน เราก็คงต้องตัดสินใจเลือกที่ดูดีกว่าไว้ก่อน เพราะว่ายังไงแล้วพกไว้ก็ดูดีกว่าอีกอัน ทั้งๆที่มันอาจจะทำหน้าที่หลักของมันได้ไม่ดีเอาเสียเลย
เฮ้อ...
ผมมาลองนึกๆดู เมืองไทยเรานี่มีประกวดเรื่องความสวยความงามกันเยอะมากเลยแฮะ ตั้งแต่เริ่มเป็นสาวก็มีเวทีมีสทีนไทยแลนด์ แล้วยังมีมีสมอเตอร์โชว์อีก
(บางคนบอกตั้งแต่เกิดมาเค้าก็มีประกวดกันแล้ว..)
ถ้าคุณพลาดเราก็ยังมีประกวดนางสาวไทยให้คุณเข้าร่วม ถ้าคุณชอบอะไรที่อินเตอร์ๆ ก็ขอเชิญเวที มีสไทยแลนด์เวิลด์ หรือจะเป็นมีสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส
ถ้าคุณพลาดตำแหน่งเหล่านี้คุณอาจจะต้องไปเริ่มประกวดกันที่เวทีระดับเล็กๆกันก่อน เช่น ประกวดดาว-เดือน ในระดับมหาวิทยาลัย หรืออาจจะไปประกวดตามเทสกาลต่างๆก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ประกวดนางนพมาศวันลอยกระทง หรือประกวดธิดาอะไรต่างๆนาๆ
ผมว่านี่ยังน้อยนะครับ ยังมีอีกมากมายเลยที่พี่ไทยเราจัดประกวดกันขึ้นมา
จนกลายเป็นค่านิยมเรื่องของความงามที่จะได้เปรียบ มีสิทธิเสรีภาพมากกว่าคนอื่นๆในสังคม ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเลือกเกิดเลือกสวยได้
เป็นเพราะเราไม่รู้จะหาการประกวดอะไรอย่างอื่นมาจัดแล้วหรือเปล่า?
ประกวดความฉลาดมันคงจะไม่สนุก เพราะคนไทยไม่อยากเห็นคนอื่นฉลาดเกิน?
แล้วยิ่งเราจัดประกวดความงามแบบนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ผู้หญิงที่ไม่ได้มีบุญเก่ามากมาย ก็ต้องพยายามหาทางทำให้ตัวเองสวยขึ้น เพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ในสังคม ก็ต้องไปหาทางตัดนั่นเสริมนี่ จนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเมื่อมันสวยไม่ทน
แต่มันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าปากกาสองด้าม อันไหนจะเขียนได้ดีกว่ากัน ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสลองหยิบมันมาเขียน เราก็คงต้องตัดสินใจเลือกที่ดูดีกว่าไว้ก่อน เพราะว่ายังไงแล้วพกไว้ก็ดูดีกว่าอีกอัน ทั้งๆที่มันอาจจะทำหน้าที่หลักของมันได้ไม่ดีเอาเสียเลย
เฮ้อ...
25490310
กินเนื้อสัตว์อย่างรู้คุณค่ากันเถอะ
วันนี้ตั้งใจเขียนบอกทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาอ่าน ว่า อยากให้ทุกคนช่วยกันกินเนื้อสัตว์อย่างรู้คุณค่า และเห็นบุญคุณของพวกมันกันหน่อยนะครับ
แต่ก่อนผมจะพยายามบอกให้คนอื่นๆเลิกกินเนื้อสัตว์กัน แต่ผมดูแล้วคงเป็นไปได้ยากมากในสังคมยุคนี้ (ขนาดผมยังกินปลาเลยอะนะ) ตอนนี้เลยเปลี่ยนแนวดีกว่า อยากให้ทุกคนที่ยังติดใจรสชาติของอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ หันมากินอาหารเหล่านั้นอย่างเห็นคุณค่าของชีวิตพวกมัน คืออยากให้กินกันให้หมด อย่าสั่งมากินทิ้งกินขว้างกัน สั่งมาแค่พอกิน ไม่อยากให้สั่งมาแล้วเหลือทิ้ง อยากให้นึกถึงชีวิตของพวกสัตว์ที่ต้องมาตายเพื่อเอาเนื้อมาให้พวกเรากิน แต่เราก็กลับกินอย่างไม่เห็นคุณค่า ผมว่ามันจะเป็นการทำบาปโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
แต่ถ้าจะลดการกินเนื้อสัตว์ต่างๆลงได้เลยก็จะขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยครับ
แต่ก่อนผมจะพยายามบอกให้คนอื่นๆเลิกกินเนื้อสัตว์กัน แต่ผมดูแล้วคงเป็นไปได้ยากมากในสังคมยุคนี้ (ขนาดผมยังกินปลาเลยอะนะ) ตอนนี้เลยเปลี่ยนแนวดีกว่า อยากให้ทุกคนที่ยังติดใจรสชาติของอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ หันมากินอาหารเหล่านั้นอย่างเห็นคุณค่าของชีวิตพวกมัน คืออยากให้กินกันให้หมด อย่าสั่งมากินทิ้งกินขว้างกัน สั่งมาแค่พอกิน ไม่อยากให้สั่งมาแล้วเหลือทิ้ง อยากให้นึกถึงชีวิตของพวกสัตว์ที่ต้องมาตายเพื่อเอาเนื้อมาให้พวกเรากิน แต่เราก็กลับกินอย่างไม่เห็นคุณค่า ผมว่ามันจะเป็นการทำบาปโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
แต่ถ้าจะลดการกินเนื้อสัตว์ต่างๆลงได้เลยก็จะขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยครับ
แก้ที่ตัวเราเอง
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามามองหาความผิดของตัวเอง แล้วให้พยายามแก้ไข อย่าไปเพ่งโทษผู้อื่น เพราะเราไม่สามารถไปแก้คนอื่นๆได้
ผมมาคิดๆดูแล้วมันเป็นอะไรที่ดีมากๆเลย
เพราะที่เราเครียดๆกันอยู่นี่ ส่วนนึงก็เพราะว่าคนอื่นที่ทำงานร่วมกับเราอาจจะทำไม่ได้อย่างที่เราคิด แล้วเราก็มาเครียดว่าทำไมเค้าทำไม่ได้นะ
พอเครียดแล้วเราก็ไม่มีความสุขใจก็กระวนกระวายไม่สงบ ปัญหามันก็ไม่จบ
แต่ถ้าเราไม่ไปเพ่งโทษคนอื่นเขา เราก็ไม่เป็นทุกข์ คนอื่นทำไม่ได้อย่างใจเรา เราก็ไม่ทุกข์ เรารู้ว่าตรงนั้นเราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ ต้องให้เขาแก้ตัวของเขาเอง
เรามาดูที่ตัวเราดีกว่าว่ามีตรงไหนที่ผิดพลาดไปบ้าง อะไรที่เรายังสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้บ้าง เพราะเราจะไปหวังที่จะแก้คนอื่นให้ได้อย่างใจเราคงเป็นไปได้ยาก เราแก้ในสิ่งที่เราแก้ได้แน่ๆดีกว่า ก็คือการกระทำของเราเอง
ผมมาคิดๆดูแล้วมันเป็นอะไรที่ดีมากๆเลย
เพราะที่เราเครียดๆกันอยู่นี่ ส่วนนึงก็เพราะว่าคนอื่นที่ทำงานร่วมกับเราอาจจะทำไม่ได้อย่างที่เราคิด แล้วเราก็มาเครียดว่าทำไมเค้าทำไม่ได้นะ
พอเครียดแล้วเราก็ไม่มีความสุขใจก็กระวนกระวายไม่สงบ ปัญหามันก็ไม่จบ
แต่ถ้าเราไม่ไปเพ่งโทษคนอื่นเขา เราก็ไม่เป็นทุกข์ คนอื่นทำไม่ได้อย่างใจเรา เราก็ไม่ทุกข์ เรารู้ว่าตรงนั้นเราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ ต้องให้เขาแก้ตัวของเขาเอง
เรามาดูที่ตัวเราดีกว่าว่ามีตรงไหนที่ผิดพลาดไปบ้าง อะไรที่เรายังสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้บ้าง เพราะเราจะไปหวังที่จะแก้คนอื่นให้ได้อย่างใจเราคงเป็นไปได้ยาก เราแก้ในสิ่งที่เราแก้ได้แน่ๆดีกว่า ก็คือการกระทำของเราเอง
อาหารตอนเป็นเด็ก
วันนี้ผมทำโทษตัวเองที่ตื่นสาย ด้วยการให้ตัวเองกินผักต้มเป็นอาหารเย็น (ปกติจะกินผัดผักและอาจจะมีอย่างอื่นด้วย) แต่ก็มีการปรุงรสนิดหน่อย ใส่ข้าวที่เหลือจากวันก่อนลงไปด้วย ก็ออกมาคล้ายๆข้าวต้มผัก ที่มีผักเยอะกว่าข้าว
รสชาติจืดๆ แตกต่างกับอาหารที่ผมชอบกินโดยสิ้นเชิง
คือผมจะเป็นคนที่ชอบกินอาหารรสชาติเข้มข้น ก๋วยเตี๋ยวก็จะกินก๋วยเตี๋ยวแห้งเท่านั้น เพราะว่ามันเข้มข้นกว่า และผมก็ไม่ถนัดกินพวกน้ำซุปต่างๆด้วยสิ เพราะไม่ชอบอะไรร้อนๆ
พอตอนนี้ต้องมากินอะไรที่ตรงข้ามกันกับที่ชอบ ก็ทำอารมณ์กันนิดนึง แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะช่วงนี้พยายามฝึกตัวเองให้เป็นคนกินง่าย เพราะแต่ก่อนนี้เลือกกินมากๆ
พอมากินอาหารจืดๆ ก็เลยคิดไปถึงตอนเด็กๆ ที่แม่เราทำให้กิน ผมก็ไม่ได้จำได้หรอกนะครับ ว่าตอนนั้นแม่ให้กินอะไร -_-'
แต่เห็นอาหารที่แม่ป้อนให้เด็กกิน ก็เห็นเป็นอะไรเหลวๆ ดูจืดๆ ที่สมัยก่อนอาจจะเป็นพวกกล้วยน้ำว้าบด ข้าวต้มบด ซึ่งรสชาติก็ออกจะจืดๆ แต่ก็ทำให้เราเติบโตขึ้นมาสมบูรณ์แข็งแรงดีกันทุกคน
เลยมามองว่า โรคร้ายส่วนใหญ่ก็เกิดจากการที่เรากินหวานมากไปบ้าง เค็มเกินไปบ้าง เผ็ดเกินไปบ้าง
ผมเองก็เป็นคนที่ติดรสหวาน อะไรๆก็ใส่น้ำตาลก่อนหล่ะ
เลยมาคิดว่า มันจะดีหรือที่เราจะยังคงตามใจปากของเราต่อไป เราเองตามใจมันมาตลอด ถ้าจะไม่ตามใจมันเสียบ้างน่าจะดี
ตอนนี้เลยคิดอยากจะลองเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของตัวเองดู จากที่ไม่กินเนื้อสัตว์อื่นๆ นอกจากปลาแล้ว (ตอนแรกไม่กินเนื้อสัตว์เลย แต่ยังกินไข่ ตอนนี้เปลี่ยนจากไข่มาเป็นปลาแทน แต่นานๆกินที)ที่นี้มาลองไม่ปรุงรสตามใจปากดูบ้างจะเป็นไร เห็นยายผมก็กินแบบนี้อยู่ ก็ดูแกมีความสุขดี
ขอลองเป็นไอ้จืดดูหน่อยน่าจะดีเหมือนกัน
รสชาติจืดๆ แตกต่างกับอาหารที่ผมชอบกินโดยสิ้นเชิง
คือผมจะเป็นคนที่ชอบกินอาหารรสชาติเข้มข้น ก๋วยเตี๋ยวก็จะกินก๋วยเตี๋ยวแห้งเท่านั้น เพราะว่ามันเข้มข้นกว่า และผมก็ไม่ถนัดกินพวกน้ำซุปต่างๆด้วยสิ เพราะไม่ชอบอะไรร้อนๆ
พอตอนนี้ต้องมากินอะไรที่ตรงข้ามกันกับที่ชอบ ก็ทำอารมณ์กันนิดนึง แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะช่วงนี้พยายามฝึกตัวเองให้เป็นคนกินง่าย เพราะแต่ก่อนนี้เลือกกินมากๆ
พอมากินอาหารจืดๆ ก็เลยคิดไปถึงตอนเด็กๆ ที่แม่เราทำให้กิน ผมก็ไม่ได้จำได้หรอกนะครับ ว่าตอนนั้นแม่ให้กินอะไร -_-'
แต่เห็นอาหารที่แม่ป้อนให้เด็กกิน ก็เห็นเป็นอะไรเหลวๆ ดูจืดๆ ที่สมัยก่อนอาจจะเป็นพวกกล้วยน้ำว้าบด ข้าวต้มบด ซึ่งรสชาติก็ออกจะจืดๆ แต่ก็ทำให้เราเติบโตขึ้นมาสมบูรณ์แข็งแรงดีกันทุกคน
เลยมามองว่า โรคร้ายส่วนใหญ่ก็เกิดจากการที่เรากินหวานมากไปบ้าง เค็มเกินไปบ้าง เผ็ดเกินไปบ้าง
ผมเองก็เป็นคนที่ติดรสหวาน อะไรๆก็ใส่น้ำตาลก่อนหล่ะ
เลยมาคิดว่า มันจะดีหรือที่เราจะยังคงตามใจปากของเราต่อไป เราเองตามใจมันมาตลอด ถ้าจะไม่ตามใจมันเสียบ้างน่าจะดี
ตอนนี้เลยคิดอยากจะลองเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของตัวเองดู จากที่ไม่กินเนื้อสัตว์อื่นๆ นอกจากปลาแล้ว (ตอนแรกไม่กินเนื้อสัตว์เลย แต่ยังกินไข่ ตอนนี้เปลี่ยนจากไข่มาเป็นปลาแทน แต่นานๆกินที)ที่นี้มาลองไม่ปรุงรสตามใจปากดูบ้างจะเป็นไร เห็นยายผมก็กินแบบนี้อยู่ ก็ดูแกมีความสุขดี
ขอลองเป็นไอ้จืดดูหน่อยน่าจะดีเหมือนกัน
ความเยาว์วัยของจิตใจ
" When you're 60 you feel the same inside as you did when you were 18. Eighty-year-old grandmothers feel the same as an 18 year old. It's something I've finally been able to learn at my age."
Hayao Miyazaki, from http://mag.awn.com/?article_no=2519
อ่านเจอในบทสัมภาษณ์ Hayao Miyazaki ตอนที่หนังเรื่อง Howl's Moving Castle ของแกเข้ามาในสหรัฐอเมริกา
ผมว่าก็จริงนะที่คนเราจะรู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กเมื่อเราแก่แล้ว เราอาจจะยังชอบเล่นอะไรเหมือนเด็กในบางครั้ง เมื่อก่อนผมคิดว่าถ้าเราจะเก็บความเป็นเด็กไว้เราก็ต้องเล่นของเล่นแบบที่เด็กๆเค้าเล่น ต้องบ้าของเล่น ชอบ อยากได้ อยากเล่นนั่นเล่นนี่ มันก็เป็นอารมณ์ส่วนนึง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเก็บมันเอามาให้รกห้องนี่นา แต่ก่อนผมมีของเล่นเยอะมาก(ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่เมืองไทย) ของเล่นที่แถมจากขนมหรือจากแมคโดนัลนี่ผมก็ชอบซื้อซะเหลือเกิน ผมไม่ได้ซื้อมาเก็บสะสมแบบที่ผู้ใหญ่เค้านิยมทำกันนะ แต่ผมชอบเอามาเล่นมากกว่า พอโตขึ้นก็จะสนใจพวกกลไกการทำงานของของเล่นต่างๆ ก็สนุกกับการซื้อมาดูวิธีการทำงานของมัน สุดท้ายมันเต็มห้องไปหมด แถมเห่อแค่วันแรกๆที่ซื้อมานั่นแหละ
่ผมว่าอารมณ์แบบเด็กๆมันก็มีด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องความคิด จินตนาการ ภาษา เราไม่ต้องเล่นของเล่นแบบเด็กเราก็มีความรู้สึกแบบในวัยเด็กได้เหมือนกัน อาจจะผ่านหนังสือ ผ่านการ์ตูน หรือผ่านความทรงจำในวัยเด็ก
ผมตั้งใจว่า จะเก็บภาพถ่ายของของเล่นต่างๆเอาไว้เตือนความทรงจำ ส่วนของเล่นทั้งหลายก็จะนำไปบริจาคให้กับเด็กๆที่เค้าไม่มีโอกาสได้เล่นดีกว่า ของเล่นพวกนั้นมันคงจะมีความสุข ถ้ามีเด็กๆมาเล่นกับพวกมัน เหมือนกับบรรดาของเล่นใน Toy Story เนอะ
ถ้าใครทราบว่าที่ไหนมีเด็กๆที่ขาดแคลนของเล่น ช่วยบอกผมด้วยนะครับ จะขนไปให้ถึงที่เลย :D
Hayao Miyazaki, from http://mag.awn.com/?article_no=2519
อ่านเจอในบทสัมภาษณ์ Hayao Miyazaki ตอนที่หนังเรื่อง Howl's Moving Castle ของแกเข้ามาในสหรัฐอเมริกา
ผมว่าก็จริงนะที่คนเราจะรู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กเมื่อเราแก่แล้ว เราอาจจะยังชอบเล่นอะไรเหมือนเด็กในบางครั้ง เมื่อก่อนผมคิดว่าถ้าเราจะเก็บความเป็นเด็กไว้เราก็ต้องเล่นของเล่นแบบที่เด็กๆเค้าเล่น ต้องบ้าของเล่น ชอบ อยากได้ อยากเล่นนั่นเล่นนี่ มันก็เป็นอารมณ์ส่วนนึง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเก็บมันเอามาให้รกห้องนี่นา แต่ก่อนผมมีของเล่นเยอะมาก(ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่เมืองไทย) ของเล่นที่แถมจากขนมหรือจากแมคโดนัลนี่ผมก็ชอบซื้อซะเหลือเกิน ผมไม่ได้ซื้อมาเก็บสะสมแบบที่ผู้ใหญ่เค้านิยมทำกันนะ แต่ผมชอบเอามาเล่นมากกว่า พอโตขึ้นก็จะสนใจพวกกลไกการทำงานของของเล่นต่างๆ ก็สนุกกับการซื้อมาดูวิธีการทำงานของมัน สุดท้ายมันเต็มห้องไปหมด แถมเห่อแค่วันแรกๆที่ซื้อมานั่นแหละ
่ผมว่าอารมณ์แบบเด็กๆมันก็มีด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องความคิด จินตนาการ ภาษา เราไม่ต้องเล่นของเล่นแบบเด็กเราก็มีความรู้สึกแบบในวัยเด็กได้เหมือนกัน อาจจะผ่านหนังสือ ผ่านการ์ตูน หรือผ่านความทรงจำในวัยเด็ก
ผมตั้งใจว่า จะเก็บภาพถ่ายของของเล่นต่างๆเอาไว้เตือนความทรงจำ ส่วนของเล่นทั้งหลายก็จะนำไปบริจาคให้กับเด็กๆที่เค้าไม่มีโอกาสได้เล่นดีกว่า ของเล่นพวกนั้นมันคงจะมีความสุข ถ้ามีเด็กๆมาเล่นกับพวกมัน เหมือนกับบรรดาของเล่นใน Toy Story เนอะ
ถ้าใครทราบว่าที่ไหนมีเด็กๆที่ขาดแคลนของเล่น ช่วยบอกผมด้วยนะครับ จะขนไปให้ถึงที่เลย :D
25490308
เสียดายของ
เมื่อก่อนเวลาผมเห็นใครเค้าเอาของที่เค้าไม่ใช้แล้วไปทิ้ง ผมจะรู้สึกสงสัยเสมอว่า โอ้โห ทิ้งไปได้ยังไงเนี่ย เสียดายของเนอะ
ยิ่งมาเรียนอเมริกานี่ยิ่งเห็นได้บ่อย ที่ฝรั่งเค้ามักจะเอาของต่างๆไปทิ้งที่ถังขยะ มีหลากหลายมาก แล้วก็จะมีคนอีกกลุ่มที่จะคอยไปเก็บเอามาใช้ ผมเองก็เคยคิดจะไปเก็บมาเหมือนกัน แต่บางทีสภาพมันก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยไม่ได้เก็บมา หรือเค้าอาจจะเอาของที่เค้าไม่ใช้แล้วไปบริจาคให้กับร้านต่างๆ เช่น GoodWill แต่ก่อนผมก็นิยมที่จะไปเดินดูของที่นี่อยู่บ่อยๆ เพราะราคาไม่แพงนัก และมักจะมีของแปลกๆเสมอ
แต่พอช่วงหลังมานี่ หลังจากที่ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าที่คุณฐิตินาถ นำมาบอก ก็เลยทำให้รู้สึกได้ว่า เออ ของทั้งหลายที่เราจะเก็บมันเอาไว้เนี่ย มันไม่ได้สร้างความสุขอะไรให้เราเลยนะ กลับสร้างแต่ทุกข์ ดังนั้นที่คนอื่นเค้าเอาของเหล่านั้นที่เค้าอาจจะเห็นว่ามันก่อทุกข์ก่อโทษให้กับเขา เขาก็เลยเอามันมาทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย
ช่วงนี้ผมก็เป็นคล้ายๆพวกเขา คือไม่ค่อยเสียดายของที่เราไม่ได้ใช้ เคยซื้อเก็บๆไว้ เพราะคิดว่าอาจจะได้ใช้ เพราะตอนนั้นมันลดราคาพอดีซื้อไว้ก่อนละกัน
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้ใช้เลย แล้วผมก็ต้องหาตู้หาชั้นมาเก็บของพวกนี้ทั้งๆที่ไม่เคยได้ใช้เลย
มองดูแล้วไม่ต่างอะไรกับคนโง่ และคนบ้า
ต้องเสียทั้งเงินไปซื้อมันมา แล้วยังต้องหาที่เก็บมัน ทำให้ห้องที่เล็กยิ่งคับแคบเข้าไปอีก
แม้ของสิ่งนั้นมันจะลดราคาเหลือแค่ ๑ ใน ๑๐ ของราคาเดิม แต่ถ้าเทียบกับการที่เราไม่ต้องเสียเงินไปซื้อมันแล้ว แม้ราคาเพียงบาทเดียวก็ไม่คุ้มที่จะเสีย
แล้วฝรั่งเค้าจะมีประโยคที่บอกว่า "At a good bargain, think twice!"
จริงอย่างเค้าว่า
เมื่อก่อนนี้ผมจะชอบมากพวกร้านเช่น Dollar tree เพราะอะไรๆก็แค่เหรียญเดียว แต่ก่อนมีโอกาสแวะต้องได้อะไรติดไม้ติดมือออกมาเสมอ เพราะมันดูแล้วราคาถูก แต่ถ้าเราไม่ซื้อย่อมถูกกว่า
แต่เราคงจะไม่รู้สึกตรงนี้ได้เลย ถ้าเราขาดสติและปัญญาที่จะคิดใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียที่จะตามมา
ยิ่งมาเรียนอเมริกานี่ยิ่งเห็นได้บ่อย ที่ฝรั่งเค้ามักจะเอาของต่างๆไปทิ้งที่ถังขยะ มีหลากหลายมาก แล้วก็จะมีคนอีกกลุ่มที่จะคอยไปเก็บเอามาใช้ ผมเองก็เคยคิดจะไปเก็บมาเหมือนกัน แต่บางทีสภาพมันก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยไม่ได้เก็บมา หรือเค้าอาจจะเอาของที่เค้าไม่ใช้แล้วไปบริจาคให้กับร้านต่างๆ เช่น GoodWill แต่ก่อนผมก็นิยมที่จะไปเดินดูของที่นี่อยู่บ่อยๆ เพราะราคาไม่แพงนัก และมักจะมีของแปลกๆเสมอ
แต่พอช่วงหลังมานี่ หลังจากที่ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าที่คุณฐิตินาถ นำมาบอก ก็เลยทำให้รู้สึกได้ว่า เออ ของทั้งหลายที่เราจะเก็บมันเอาไว้เนี่ย มันไม่ได้สร้างความสุขอะไรให้เราเลยนะ กลับสร้างแต่ทุกข์ ดังนั้นที่คนอื่นเค้าเอาของเหล่านั้นที่เค้าอาจจะเห็นว่ามันก่อทุกข์ก่อโทษให้กับเขา เขาก็เลยเอามันมาทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย
ช่วงนี้ผมก็เป็นคล้ายๆพวกเขา คือไม่ค่อยเสียดายของที่เราไม่ได้ใช้ เคยซื้อเก็บๆไว้ เพราะคิดว่าอาจจะได้ใช้ เพราะตอนนั้นมันลดราคาพอดีซื้อไว้ก่อนละกัน
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้ใช้เลย แล้วผมก็ต้องหาตู้หาชั้นมาเก็บของพวกนี้ทั้งๆที่ไม่เคยได้ใช้เลย
มองดูแล้วไม่ต่างอะไรกับคนโง่ และคนบ้า
ต้องเสียทั้งเงินไปซื้อมันมา แล้วยังต้องหาที่เก็บมัน ทำให้ห้องที่เล็กยิ่งคับแคบเข้าไปอีก
แม้ของสิ่งนั้นมันจะลดราคาเหลือแค่ ๑ ใน ๑๐ ของราคาเดิม แต่ถ้าเทียบกับการที่เราไม่ต้องเสียเงินไปซื้อมันแล้ว แม้ราคาเพียงบาทเดียวก็ไม่คุ้มที่จะเสีย
แล้วฝรั่งเค้าจะมีประโยคที่บอกว่า "At a good bargain, think twice!"
จริงอย่างเค้าว่า
เมื่อก่อนนี้ผมจะชอบมากพวกร้านเช่น Dollar tree เพราะอะไรๆก็แค่เหรียญเดียว แต่ก่อนมีโอกาสแวะต้องได้อะไรติดไม้ติดมือออกมาเสมอ เพราะมันดูแล้วราคาถูก แต่ถ้าเราไม่ซื้อย่อมถูกกว่า
แต่เราคงจะไม่รู้สึกตรงนี้ได้เลย ถ้าเราขาดสติและปัญญาที่จะคิดใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียที่จะตามมา
กิเลสสองด้าน
เมื่อก่อนผมคิดว่ากิเลสนี่มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ควรจะตัดทิ้งเสีย
แต่เมื่อได้ฟังธรรมะจากหลวงปู่พุทธะอิสระ ท่านว่ากิเลสเป็นสิ่งดี ถ้าเรารู้จักใช้มัน
เราต้องควบคุมกิเลส ไม่ให้กิเลสมาควบคุมเรา
ท่านว่าถ้าเราอยากจะตัดกิเลสเราก็ต้องฆ่าตัวตายซะ เพราะว่า การอยากมีชีวิตอยู่ก็เป็นกิเลส
นี่ก็เป็นคำตอบที่ดีที่ผมเคยสงสัยว่า ถ้าเราไม่มีความอยากแล้ว วิทยาการต่างๆในโลกนี้จะพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร เราก็คงจะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือและการแสวงหาความรู้ต่างอย่างทุกวันนี้
แต่กิเลสจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเราปล่อยให้มันมาครอบงำเรา เราถึงจะต้องฝึกสติของเราให้ดี ให้เกิดปัญญา ไม่ไปหลงกับกิเลส
ท่านยังบอกอีกว่ามนุษย์เราในยุคนี้มาถึงยุคของความโลภ มันเป็นความร้อนที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นมา ต่างจากในยุคก่อนที่เป็นยุคของโทษะ คือความโกรธ แบบนั้นยังน่ากลัวน้อยกว่า เพราะมันร้อนภายนอก เราสังเกตได้ง่าย แต่ความร้อนภายในนี่เรามองไม่เห็น มันเป็นไฟเย็นที่ค่อยๆเผาใจเรา
ท่านเปรียบเหมือนน้ำแข็ง ที่เราชอบเพราะมันเย็น ถ้าเราเอามันมาถือไว้ก็เย็น แต่ถ้าเราถือมันไว้นานๆเข้า มันก็จะทำให้เราเกิดทุกข์ ความเย็นแบบนี้มันไม่ได้ทำให้เราสุขอย่างแท้จริง
แต่เมื่อได้ฟังธรรมะจากหลวงปู่พุทธะอิสระ ท่านว่ากิเลสเป็นสิ่งดี ถ้าเรารู้จักใช้มัน
เราต้องควบคุมกิเลส ไม่ให้กิเลสมาควบคุมเรา
ท่านว่าถ้าเราอยากจะตัดกิเลสเราก็ต้องฆ่าตัวตายซะ เพราะว่า การอยากมีชีวิตอยู่ก็เป็นกิเลส
นี่ก็เป็นคำตอบที่ดีที่ผมเคยสงสัยว่า ถ้าเราไม่มีความอยากแล้ว วิทยาการต่างๆในโลกนี้จะพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร เราก็คงจะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือและการแสวงหาความรู้ต่างอย่างทุกวันนี้
แต่กิเลสจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเราปล่อยให้มันมาครอบงำเรา เราถึงจะต้องฝึกสติของเราให้ดี ให้เกิดปัญญา ไม่ไปหลงกับกิเลส
ท่านยังบอกอีกว่ามนุษย์เราในยุคนี้มาถึงยุคของความโลภ มันเป็นความร้อนที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นมา ต่างจากในยุคก่อนที่เป็นยุคของโทษะ คือความโกรธ แบบนั้นยังน่ากลัวน้อยกว่า เพราะมันร้อนภายนอก เราสังเกตได้ง่าย แต่ความร้อนภายในนี่เรามองไม่เห็น มันเป็นไฟเย็นที่ค่อยๆเผาใจเรา
ท่านเปรียบเหมือนน้ำแข็ง ที่เราชอบเพราะมันเย็น ถ้าเราเอามันมาถือไว้ก็เย็น แต่ถ้าเราถือมันไว้นานๆเข้า มันก็จะทำให้เราเกิดทุกข์ ความเย็นแบบนี้มันไม่ได้ทำให้เราสุขอย่างแท้จริง
25490306
เด็กกับธรรมะ
ถ้าเราสอนเด็กให้มองเห็นความเป็นจริงของชีวิต ตั้งแต่เค้าเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆได้ จะเป็นอย่างไร?
ถ้าเด็กรู้ว่าเกิดมาแล้ววันนึงก็ต้องตาย แถมตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้
ของเล่นต่างๆล้วนแล้วแต่ก่อทุกข์ให้เราทั้งนั้น
ชีวิตของเด็กคนนั้นจะเป็นยังไง เด็กคนนั้นจะยังอยากได้ของเล่นเหมือนที่คนอื่นเค้ามีกันหรือเปล่า?
เด็กคนนั้นจะตั้งใจเรียนมากขึ้นไหม?
เด็กคนนั้นจะมีความสุขที่แท้จริงได้เร็วขึ้นไหม?
หรือจะบวชเป็นพระไปเลย?
ว่าแต่..ธรรมะนี่เด็กจะรับรู้และเข้าใจได้จริงๆเมื่ออายุเท่าไหร่กันนะ?
ถ้าเด็กรู้ว่าเกิดมาแล้ววันนึงก็ต้องตาย แถมตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้
ของเล่นต่างๆล้วนแล้วแต่ก่อทุกข์ให้เราทั้งนั้น
ชีวิตของเด็กคนนั้นจะเป็นยังไง เด็กคนนั้นจะยังอยากได้ของเล่นเหมือนที่คนอื่นเค้ามีกันหรือเปล่า?
เด็กคนนั้นจะตั้งใจเรียนมากขึ้นไหม?
เด็กคนนั้นจะมีความสุขที่แท้จริงได้เร็วขึ้นไหม?
หรือจะบวชเป็นพระไปเลย?
ว่าแต่..ธรรมะนี่เด็กจะรับรู้และเข้าใจได้จริงๆเมื่ออายุเท่าไหร่กันนะ?
ความลับ
ผมไม่ได้จะมาบอกความลับอะไรนะครับ
แต่กำลังสงสัยต่อเนื่องมาจากที่เคยเขียนเกี่ยวกับว่า ถ้าคนเราไม่มีความลับ
ผมสงสัยว่าทำไมคนเราถึงต้องมีความลับ?
ความลับเกิดขึ้นจากการที่เรามีสิ่งที่เราไม่อยากให้คนอื่นรับรู้?
แล้วทำไมเราถึงไม่อยากให้คนอื่นรับรู้หล่ะ?
เพราะมันสำคัญกับเรา?
ถ้าคนอื่นรู้จะทำให้เราเสียหาย?
เป็นเพราะเรายังเห็นว่าตัวเราและสิ่งต่างๆเป็นของเรา?
เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นของเรา เราเลยไม่อยากสูญเสียมันไป เราเลยต้องปกปิด?
แล้วถ้าเรารู้ว่าร่างกายและสิ่งของเงินทองต่างๆ ล้วนไม่ใช่ของๆเรา เราจะยังต้องการมีความลับเพื่อปกปิดมันไว้หรือเปล่า?
เมื่อเรารู้ว่าเงินทองของต่างๆนอกกายเรา เมื่อเราตายไปเราก็เอามันไปไม่ได้ เราจะยังต้องแอบต้องเก็บต้องซ่อนไม่ให้คนอื่นมาขโมยอีกหรือเปล่า?
เมื่อเรารู้ว่าร่างกายของเราตายไปแล้วเราก็เอาไปไม่ได้ เราจะยังต้องมาปิดบังซ่อนเร้นกันอีกหรือไม่?
เมื่อเรารู้ว่าชีวิตเรามันไม่ได้ยืดยาวอะไรเลย ไม่นานก็ตาย เราจะยังอยากจะมีความลับอะไรต้องปกปิดอีกหรือ?
แต่กำลังสงสัยต่อเนื่องมาจากที่เคยเขียนเกี่ยวกับว่า ถ้าคนเราไม่มีความลับ
ผมสงสัยว่าทำไมคนเราถึงต้องมีความลับ?
ความลับเกิดขึ้นจากการที่เรามีสิ่งที่เราไม่อยากให้คนอื่นรับรู้?
แล้วทำไมเราถึงไม่อยากให้คนอื่นรับรู้หล่ะ?
เพราะมันสำคัญกับเรา?
ถ้าคนอื่นรู้จะทำให้เราเสียหาย?
เป็นเพราะเรายังเห็นว่าตัวเราและสิ่งต่างๆเป็นของเรา?
เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นของเรา เราเลยไม่อยากสูญเสียมันไป เราเลยต้องปกปิด?
แล้วถ้าเรารู้ว่าร่างกายและสิ่งของเงินทองต่างๆ ล้วนไม่ใช่ของๆเรา เราจะยังต้องการมีความลับเพื่อปกปิดมันไว้หรือเปล่า?
เมื่อเรารู้ว่าเงินทองของต่างๆนอกกายเรา เมื่อเราตายไปเราก็เอามันไปไม่ได้ เราจะยังต้องแอบต้องเก็บต้องซ่อนไม่ให้คนอื่นมาขโมยอีกหรือเปล่า?
เมื่อเรารู้ว่าร่างกายของเราตายไปแล้วเราก็เอาไปไม่ได้ เราจะยังต้องมาปิดบังซ่อนเร้นกันอีกหรือไม่?
เมื่อเรารู้ว่าชีวิตเรามันไม่ได้ยืดยาวอะไรเลย ไม่นานก็ตาย เราจะยังอยากจะมีความลับอะไรต้องปกปิดอีกหรือ?
25490304
ของราคาถูกกับของราคาแพง
เมื่อก่อนผมคิดว่าทำไมกรอบแว่นตามร้านแว่นตามันถึงต้องขายแพงขนาดนั้นเนี่ย (จริงๆอาจจะตั้งไว้ให้ต่อหล่ะมั๊ง) ผมก็เลยชอบไปซื้อกรอบแว่นตาราคาถูกๆอันละร้อยกว่าๆมาทำเลนส์ใส่เอาที่ร้านแว่นตา แรกๆที่ใช้มันก็จะไม่เห็นความแตกต่าง เพราะกรอบราคาถูกเค้าก็คงไปเอากรอบราคาแพงมาทำเลียนแบบ โดยอาจจะเอามาทำแม่พิมพ์ตามแบบเลยก็ได้
แต่หลังจากที่กรอบแว่นราคาถูกของผม ถูกใช้ไปนานๆเข้า อะไรต่างๆก็เริ่มจะผิดเพี้ยน ที่สังเกตุเห็นได้เลยคือพลาสติกตรงกลางมันมีการโค้งงอลงมา ทำให้แว่นผิดรูปไปหน่อยนึง คงเป็นสาเหตุมาจากการที่ผู้ผลิตเลือกใช้วัสดุราคาถูกมาทำ เพื่อลดต้นทุน และอาจจะมีผลมาจากการใช้งานของผมที่ไม่ค่อยถนอมมันเท่าที่ควร
ผิดกับแว่นอีกอันของผม เป็นอันเก่า ซึ่งตอนนั้นไปซื้อกรอบที่ร้านแว่นเลย ราคาแพงมาก ๓๐ เท่าของกรอบราคาถูก!
แต่มันก็ไม่เคยสร้างปัญหาใดๆเลย ซึ่งการใช้งานของผมก็ใช้เหมือนๆกันกับแว่นทุกๆอัน ไม่ได้ถนอมตามราคาของมัน
(แต่ตอนนี้มันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แงๆๆ)
ผมเลยมาคิดว่าของบางอย่างเราก็น่าจะเลือกเอาของที่ดีมียี่ห้อแม้มันจะราคาแพงกว่าของไม่มียี่ห้อแบบเทียบกันไม่ได้
ยิ่งถ้าของเหล่านั้นเป็นของที่เราต้องใช้อยู่เป็นประจำแล้ว ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อมากๆเลยทีเดียว
แต่หลังจากที่กรอบแว่นราคาถูกของผม ถูกใช้ไปนานๆเข้า อะไรต่างๆก็เริ่มจะผิดเพี้ยน ที่สังเกตุเห็นได้เลยคือพลาสติกตรงกลางมันมีการโค้งงอลงมา ทำให้แว่นผิดรูปไปหน่อยนึง คงเป็นสาเหตุมาจากการที่ผู้ผลิตเลือกใช้วัสดุราคาถูกมาทำ เพื่อลดต้นทุน และอาจจะมีผลมาจากการใช้งานของผมที่ไม่ค่อยถนอมมันเท่าที่ควร
ผิดกับแว่นอีกอันของผม เป็นอันเก่า ซึ่งตอนนั้นไปซื้อกรอบที่ร้านแว่นเลย ราคาแพงมาก ๓๐ เท่าของกรอบราคาถูก!
แต่มันก็ไม่เคยสร้างปัญหาใดๆเลย ซึ่งการใช้งานของผมก็ใช้เหมือนๆกันกับแว่นทุกๆอัน ไม่ได้ถนอมตามราคาของมัน
(แต่ตอนนี้มันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แงๆๆ)
ผมเลยมาคิดว่าของบางอย่างเราก็น่าจะเลือกเอาของที่ดีมียี่ห้อแม้มันจะราคาแพงกว่าของไม่มียี่ห้อแบบเทียบกันไม่ได้
ยิ่งถ้าของเหล่านั้นเป็นของที่เราต้องใช้อยู่เป็นประจำแล้ว ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อมากๆเลยทีเดียว
25490302
ชอบ กับ รัก
ผมเห็นหลายๆคนรวมทั้งตัวผมเอง ที่ชอบดูนั่นดูนี่ เห็นมันสวยงาม คิดว่าตัวเองหลงรักมัน แล้วเกิดอยากที่จะทำแบบนั้นบ้าง เพราะคิดว่าถ้าได้ทำแล้วเราจะมีความสุข แต่เมื่อได้ลองทำแล้วก็ไม่ได้ชอบหรือรักมันอย่างที่คิด
ผมเห็นหลายคนอยากที่จะทำงานบริษัทดังๆใหญ่ๆ มีชื่อเสียง เพราะบอกว่าชอบงานแบบนั้น อยากเข้าไปทำ แต่ผมก็มาคิดว่า ถ้าได้เข้าไปทำแล้วจะชอบทำจริงๆหรือ หรือเราแค่ชอบที่จะดูผลงานมากกว่าเข้าไปรู้เข้าไปทำมันขึ้นมา
เพราะผมเชื่อว่ากว่าที่งานดีดีจะอกมาสู่สายตาเรานั้นมันผ่านขั้นตอนที่สลับซับซ้อนมากมาย ทั้งอุปสรรค ทั้งปัญหาต่างๆอีกนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าต้องทำแข่งกับเวลาด้วยแล้วมันคงไม่สนุกอย่างผลลัพท์ที่ออกมา
ผมเองชอบรถสปอร์ตสวยๆหุ่นล้ำยุคราคาเกินเอื้อม เลยคิดว่าตัวเองคงอยากที่จะเป็นนักออกแบบรถแบบนั้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ ได้เข้าไปเรียน Product Design แล้วมีวิชาที่ได้ออกแบบรถ ผมก็กลับไม่ได้สนุกกับมันอย่างที่คิด มันมีกระบวนการอะไรหลายๆอย่างที่ไม่สนุกสำหรับผม เช่นเรื่องของกายวิภาคต่างๆของมนุษย์ที่ต้องเหมาะสมกับรถ
มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และน่าเบื่อสำหรับผม แต่จำเป็นมากกับการออกแบบ
ผมเลยมาถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า แล้วเราชอบหรือรักอะไรกันแน่นะ
แต่ก่อนผมชอบรถสวยๆพวกนี้มาก ก็เลยคิดว่าถ้ามีรถพวกนี้ในครอบครองก็คงจะมีความสุข เลยบ้าสะสมพวกรถจำลอง มีรุ่นไหนสวยรุ่นไหนดี รุ่นไหนแปลกเป็นต้องหามาครอบครอง จนเยอะแยะไม่มีที่จะเก็บ แต่มันก็ไม่เคยที่จะจบ แล้วกลับยังสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่นเรื่องที่เก็บ ต้องเอามาปัดเอามาถู กลัวมันจะพังบ้าง กลัวใครจะมาเอาไปบ้าง ไม่เห็นจะใช่สิ่งที่ผมชอบเลย
หรือว่าผมแค่ชอบมันเท่านั้น? ไม่ได้รัก
แล้วผมรักอะไร?
ผมเองก็ยังให้คำตอบกับคำถามนี้ไม่ได้ มีอะไรบ้างไหมนะ ที่เราสามารถทำมันรักมันได้แบบไม่มีข้อแม้ แม้ว่าจะยากลำบากหรือมีอุปสรรคมากแค่ไหนก็ไม่ทำให้ความรักลดลงไป
อย่างคนที่เค้ามาออกรายการแฟนพันธุ์แท้ ผมดูทีไรก็อดทึ่งไม่ได้ กับความรู้ที่เค้ามีในสิ่งที่พวกเขารักเค้าชอบ
แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะรักมันไปจนตายเลยหรือเปล่า?
แล้วท่านทั้งหลายที่ได้บังเอิญหรือตั้งใจมาอ่านหล่ะครับ รักชอบอะไรกันบ้าง?
รักคนอ่านจังเลยครับ... กริ้ว..
ผมเห็นหลายคนอยากที่จะทำงานบริษัทดังๆใหญ่ๆ มีชื่อเสียง เพราะบอกว่าชอบงานแบบนั้น อยากเข้าไปทำ แต่ผมก็มาคิดว่า ถ้าได้เข้าไปทำแล้วจะชอบทำจริงๆหรือ หรือเราแค่ชอบที่จะดูผลงานมากกว่าเข้าไปรู้เข้าไปทำมันขึ้นมา
เพราะผมเชื่อว่ากว่าที่งานดีดีจะอกมาสู่สายตาเรานั้นมันผ่านขั้นตอนที่สลับซับซ้อนมากมาย ทั้งอุปสรรค ทั้งปัญหาต่างๆอีกนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าต้องทำแข่งกับเวลาด้วยแล้วมันคงไม่สนุกอย่างผลลัพท์ที่ออกมา
ผมเองชอบรถสปอร์ตสวยๆหุ่นล้ำยุคราคาเกินเอื้อม เลยคิดว่าตัวเองคงอยากที่จะเป็นนักออกแบบรถแบบนั้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ ได้เข้าไปเรียน Product Design แล้วมีวิชาที่ได้ออกแบบรถ ผมก็กลับไม่ได้สนุกกับมันอย่างที่คิด มันมีกระบวนการอะไรหลายๆอย่างที่ไม่สนุกสำหรับผม เช่นเรื่องของกายวิภาคต่างๆของมนุษย์ที่ต้องเหมาะสมกับรถ
มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และน่าเบื่อสำหรับผม แต่จำเป็นมากกับการออกแบบ
ผมเลยมาถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า แล้วเราชอบหรือรักอะไรกันแน่นะ
แต่ก่อนผมชอบรถสวยๆพวกนี้มาก ก็เลยคิดว่าถ้ามีรถพวกนี้ในครอบครองก็คงจะมีความสุข เลยบ้าสะสมพวกรถจำลอง มีรุ่นไหนสวยรุ่นไหนดี รุ่นไหนแปลกเป็นต้องหามาครอบครอง จนเยอะแยะไม่มีที่จะเก็บ แต่มันก็ไม่เคยที่จะจบ แล้วกลับยังสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่นเรื่องที่เก็บ ต้องเอามาปัดเอามาถู กลัวมันจะพังบ้าง กลัวใครจะมาเอาไปบ้าง ไม่เห็นจะใช่สิ่งที่ผมชอบเลย
หรือว่าผมแค่ชอบมันเท่านั้น? ไม่ได้รัก
แล้วผมรักอะไร?
ผมเองก็ยังให้คำตอบกับคำถามนี้ไม่ได้ มีอะไรบ้างไหมนะ ที่เราสามารถทำมันรักมันได้แบบไม่มีข้อแม้ แม้ว่าจะยากลำบากหรือมีอุปสรรคมากแค่ไหนก็ไม่ทำให้ความรักลดลงไป
อย่างคนที่เค้ามาออกรายการแฟนพันธุ์แท้ ผมดูทีไรก็อดทึ่งไม่ได้ กับความรู้ที่เค้ามีในสิ่งที่พวกเขารักเค้าชอบ
แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะรักมันไปจนตายเลยหรือเปล่า?
แล้วท่านทั้งหลายที่ได้บังเอิญหรือตั้งใจมาอ่านหล่ะครับ รักชอบอะไรกันบ้าง?
รักคนอ่านจังเลยครับ... กริ้ว..
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
