มีคุณป้าคนนึงแกไปเดินหาซื้อที่วางจานอันใหม่ ก็ไปเจอกับที่วางจานที่เขียนบอกว่าออกแบบมาอย่างดี อย่างงั้นอย่างงี้ คุณป้าไม่รอช้าคว้ากลับมาบ้าน(จ่ายตังแล้วน่ะ) คุณป้ารีบจัดแจงประกอบมันขึ้นมา มันมีสองส่วนคือส่วนฐานรองกับตัวกระบะที่มีร่องสำหรับวางจานและช้อนส้อม ที่ออกแแบบไว้อย่างดีจริงๆ แต่เจ้าตัวฐานรองนี่สิคุณป้าหมุนยังไง ขยับยังไงก็ไม่ลงตัว
คุณป้าก็เลยทนใช้ไปเป็นปี ใช้ไปก็บ่นไป ว่าออกแบบมายังไงทำไมมันไม่ลงตัวเองซะเล้ย ตัวบนก็ออกแบบดีนะ แต่ทำไมข้างล่างมันไม่เข้ากันเลยเนี่ย
จนมาวันนึงคุณป้าเห็นมันสกปรก เลยเอามันมาล้างทำความสะอาด พอล้างเช็ดเรียบร้อย เตรียมจะวางตัวฐานลงไป คุณป้าก็เหลือบไปเห็นตัวหนังสือ เขียนเอาไว้ว่า "This side down"
คุณป้าหัวเราะเสียงดังลั่น
แล้วก็พูดออกมาว่า
" โธ่เอ๊ย แค่นี้ยังเขียนกลับด้านเล้ย "
แล้วแกก็ทนใช้ผลิตภัณฑ์ยอดแย่ของแกต่อไป
จบ....
25490129
25490128
รอยเปื้อนที่ลบออกยาก
พวกรอยเปื้อนต่างๆ จากการที่เราทำอาหารในครัว แล้วมีน้ำมันกระเด็นบ้าง ซอสหยดบ้าง ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ คิดซะว่า เอาไว้ให้มันเปื้อนเยอะๆก่อนค่อยเช็ดทีเดียวนั้น เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะรอยเปื้อนต่างๆเหล่านี้ถ้าสะสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะต้องเสียเวลาและพลังอย่างมากในการที่จะทำความสะอาดมันได้ แต่ถ้าเราเห็นว่ามันเปื้อนปุ๊บแล้วรีบทำความสะอาดเสียตอนนั้น รอยเปื้อนเหล่านั้นเราแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเท่าไหร่เราก็สามารถที่จะทำให้มันหายไปได้
เปรียบเสมือนกับความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆในชีวิตเรา ถ้าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย เรารู้เราเห็นแต่เราไม่ยอมแก้ไข เมื่อนานวันเข้ามันก็จะค่อยๆกลายเป็นความผิดพลาดที่เราทำจนเคยชินจนแก้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ดังคำสุภาษิตโบราณ "ดินพอกหางหมู" ไงหล่ะ แต่นั่นเค้าเปรียบเทียบถึงการงานต่างๆที่เราไม่ยอมทำปล่อยทิ้งเอาไว้จนพอถึงเวลาที่จะต้องส่งก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว
(อ่านแล้วอาจจะรู้สึกแปลกๆกับภาษาที่ผมใช้นะครับ เพราะทีแรกตั้งใจว่าจะเขียนเก็บไว้สอนลูกผม)
เปรียบเสมือนกับความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆในชีวิตเรา ถ้าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย เรารู้เราเห็นแต่เราไม่ยอมแก้ไข เมื่อนานวันเข้ามันก็จะค่อยๆกลายเป็นความผิดพลาดที่เราทำจนเคยชินจนแก้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ดังคำสุภาษิตโบราณ "ดินพอกหางหมู" ไงหล่ะ แต่นั่นเค้าเปรียบเทียบถึงการงานต่างๆที่เราไม่ยอมทำปล่อยทิ้งเอาไว้จนพอถึงเวลาที่จะต้องส่งก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว
(อ่านแล้วอาจจะรู้สึกแปลกๆกับภาษาที่ผมใช้นะครับ เพราะทีแรกตั้งใจว่าจะเขียนเก็บไว้สอนลูกผม)
25490127
Trading Spouses (1)
วันนี้ได้ดูรายการที่น่าสนใจเข้า คล้ายๆรายการ Nanny ที่เคยดูเลย ทางช่อง FOX 28 เหมือนเดิม
รายการวันนี้เป็นการเอาสองครอบครัว มาแลกเปลี่ยนตัวคุณแม่กัน
สองครอบครัวนี้แตกต่างกันมากทีเดียว ครอบครัวแรกเป็นแบบสบายๆ ครอบครัวนี้มีลูกสามคน ตัวคนพ่อจะไม่ค่อยเรียนรู้อะไรเท่าไหร่ ชีวิตที่บ้านและเวลาว่างจะหมดไปกับการผ่อนคลาย เช่นดูทีวี ตีกอล์ฟกับลูกชายคนโต
ลูกอีกสองคนค่อนข้างเด็กจึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่พ่อและพี่ชายทำร่วมกัน
อีกครอบครัวมีลูกสาวคนเดียวอายุ 15 แต่แก่เกินวัย(หน้าก็แก่ อิอิ) คือกิจกรรมที่เด็กคนนี้ทำจะหมดไปกับการอ่านหนังสือ ทำงานศิลปะต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่เค้ามักจะทำร่วมกับลูกสาว
แม่ของเค้าเป็น profesional speaker เลยหล่ะ เขียนหนังสือหลายสิบเล่มแล้ว
ลูกสาวก็เพิ่งจะเขียนออกมาเหมือนกัน
ตัวคุณพ่อก็สนับสนุน เวลาว่างๆก็พาไปดูงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ เวลาของครอบครัวนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่ามากๆ
เมื่อสองครอบครัวต้องมาแลกตัวคุณแม่กัน ก็เลยเกิดความผิดปกติขึ้นกับสองครอบครัวทันที
คุณแม่ของบ้านแรก(ที่ไม่ค่อยทำอะไรเท่าไหร่)เมื่อมาอยู่กับลูกสาวคนขยัน แล้วต้องมาทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นมาตัดกระดาษแปะๆทำเป็นภาพ เป็นงานศิลปะ หรือทำสมุดภาพต่างๆ แล้วลูกสาวก็พูดๆๆๆๆ ทั้งวันเลย คือแก่เกินวัยไปจริงๆ
ส่วนอีกครอบครัว ที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรเท่าไหร่พอได้คุณแม่นักพูดมาอยู่ด้วย อะไรๆที่สงบๆสบายๆก็เปลี่ยนไปเพราะคุณแม่พยายามที่จะหากิจกรรมต่างๆมาให้คุณลูกทำ
ตัวคุณพ่อก็รับไม่ได้กับคุณแม่คนนี้เลยหนีออกไปตีกอล์ฟกับลูกชายคนโต โดยไม่ชวนคนอื่นไปด้วย
วันต่อมาคุณแม่เลยชวนทุกคนไปตีกอล์ฟร่วมกัน ลูกชายคนเล็กดีใจมาก เพราะเค้าไม่เคยตีกอล์ฟเลย?!
พอได้ไปตีกอล์ฟกับพ่อและพี่ชาย มันไม่ง่ายเลยที่จะตีให้ดี แต่มันเป็นวันแรกในชีวิตของเด็กคนนึงที่จะมาลองตีกอล์ฟเค้าจึงตีได้ไม่ดีเอาซะเลย
แต่ตัวคุณพ่อก็ไม่เห็นจะสอนอะไรเท่าไหร่ คงจะเบื่อๆคุณแม่คนใหม่นี่ด้วยแหละมั๊ง
กลับมาที่อีกครอบครัว คุณแม่เริ่มจับจุดได้ว่าลูกสาวที่เก่งเกินวัย ขาดชีวิตที่สมวัยของเธอไป ลูกสาวคนนี้ไม่มีเพื่อนที่จะไปเที่ยว ไปสังสรรค์ตามประสาวัยรุ่น เพราะวันๆเธอมักใช้เวลาว่างไปกับการทำกิจกรรมต่างๆที่เธอเห็นว่ามีประโยชน์
รายการนี้ยังไม่จบ ต้องดูต่ออาทิตย์หน้า
แต่พอจะจับจุดที่น่าสนใจของเรื่องราวได้ ซึ่งเหมือนดังคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่อง มัชชิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง
สองครอบครัวนี้เปรียบเหมือนความตึง และความหย่อน ขาดความพอดี
การได้ลองปรับเปลี่ยนชีวิตครั้งนี้น่าจะให้ข้อคิดและประสบการณ์ที่น่าจะมีประโยชน์อย่างมากกับชีวิตข้างหน้า
(ต้องขอโทษด้วยที่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เขียนลงบ่อยๆนะครับ ยังเขียนอยู่แต่ย้ายไปจดไว้บน PDA แทน แล้วจะค่อยๆเอามาลงเรื่อยๆครับ )
รายการวันนี้เป็นการเอาสองครอบครัว มาแลกเปลี่ยนตัวคุณแม่กัน
สองครอบครัวนี้แตกต่างกันมากทีเดียว ครอบครัวแรกเป็นแบบสบายๆ ครอบครัวนี้มีลูกสามคน ตัวคนพ่อจะไม่ค่อยเรียนรู้อะไรเท่าไหร่ ชีวิตที่บ้านและเวลาว่างจะหมดไปกับการผ่อนคลาย เช่นดูทีวี ตีกอล์ฟกับลูกชายคนโต
ลูกอีกสองคนค่อนข้างเด็กจึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่พ่อและพี่ชายทำร่วมกัน
อีกครอบครัวมีลูกสาวคนเดียวอายุ 15 แต่แก่เกินวัย(หน้าก็แก่ อิอิ) คือกิจกรรมที่เด็กคนนี้ทำจะหมดไปกับการอ่านหนังสือ ทำงานศิลปะต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่เค้ามักจะทำร่วมกับลูกสาว
แม่ของเค้าเป็น profesional speaker เลยหล่ะ เขียนหนังสือหลายสิบเล่มแล้ว
ลูกสาวก็เพิ่งจะเขียนออกมาเหมือนกัน
ตัวคุณพ่อก็สนับสนุน เวลาว่างๆก็พาไปดูงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ เวลาของครอบครัวนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่ามากๆ
เมื่อสองครอบครัวต้องมาแลกตัวคุณแม่กัน ก็เลยเกิดความผิดปกติขึ้นกับสองครอบครัวทันที
คุณแม่ของบ้านแรก(ที่ไม่ค่อยทำอะไรเท่าไหร่)เมื่อมาอยู่กับลูกสาวคนขยัน แล้วต้องมาทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นมาตัดกระดาษแปะๆทำเป็นภาพ เป็นงานศิลปะ หรือทำสมุดภาพต่างๆ แล้วลูกสาวก็พูดๆๆๆๆ ทั้งวันเลย คือแก่เกินวัยไปจริงๆ
ส่วนอีกครอบครัว ที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรเท่าไหร่พอได้คุณแม่นักพูดมาอยู่ด้วย อะไรๆที่สงบๆสบายๆก็เปลี่ยนไปเพราะคุณแม่พยายามที่จะหากิจกรรมต่างๆมาให้คุณลูกทำ
ตัวคุณพ่อก็รับไม่ได้กับคุณแม่คนนี้เลยหนีออกไปตีกอล์ฟกับลูกชายคนโต โดยไม่ชวนคนอื่นไปด้วย
วันต่อมาคุณแม่เลยชวนทุกคนไปตีกอล์ฟร่วมกัน ลูกชายคนเล็กดีใจมาก เพราะเค้าไม่เคยตีกอล์ฟเลย?!
พอได้ไปตีกอล์ฟกับพ่อและพี่ชาย มันไม่ง่ายเลยที่จะตีให้ดี แต่มันเป็นวันแรกในชีวิตของเด็กคนนึงที่จะมาลองตีกอล์ฟเค้าจึงตีได้ไม่ดีเอาซะเลย
แต่ตัวคุณพ่อก็ไม่เห็นจะสอนอะไรเท่าไหร่ คงจะเบื่อๆคุณแม่คนใหม่นี่ด้วยแหละมั๊ง
กลับมาที่อีกครอบครัว คุณแม่เริ่มจับจุดได้ว่าลูกสาวที่เก่งเกินวัย ขาดชีวิตที่สมวัยของเธอไป ลูกสาวคนนี้ไม่มีเพื่อนที่จะไปเที่ยว ไปสังสรรค์ตามประสาวัยรุ่น เพราะวันๆเธอมักใช้เวลาว่างไปกับการทำกิจกรรมต่างๆที่เธอเห็นว่ามีประโยชน์
รายการนี้ยังไม่จบ ต้องดูต่ออาทิตย์หน้า
แต่พอจะจับจุดที่น่าสนใจของเรื่องราวได้ ซึ่งเหมือนดังคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่อง มัชชิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง
สองครอบครัวนี้เปรียบเหมือนความตึง และความหย่อน ขาดความพอดี
การได้ลองปรับเปลี่ยนชีวิตครั้งนี้น่าจะให้ข้อคิดและประสบการณ์ที่น่าจะมีประโยชน์อย่างมากกับชีวิตข้างหน้า
(ต้องขอโทษด้วยที่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เขียนลงบ่อยๆนะครับ ยังเขียนอยู่แต่ย้ายไปจดไว้บน PDA แทน แล้วจะค่อยๆเอามาลงเรื่อยๆครับ )
25490103
ติดอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน
ฮามากครับท่าน ตอนนี่ผมกำลังอยู่ในห้องสมุด Jen Library ในตอนทึ่มันปิดทำการแล้ว
คือผมนึกว่าวันนี้ห้องสมุดจะปิดตอนตึหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาปิดตอนเปิดเทอม แต่ไหงวันนี้มันปิดตอนทุ่มนึงล่ะเนี่ย
ผมมัวแต่ดูเว็บแบบเพลิดเพลินในห้องอ่านหนังสือที่เค้ามีให้ ซึ่งมันจะส่วนตัวมากๆเลย
แต่โดยปกติแล้วพอห้องสมุดใกล้ปิด ยามจะมาเคาะบอกว่าจะปิดแล้วนะ แต่วันนี้ผมไม่ได้ยินเลยแฮะ
ตอนนึ้ก็เลยคิดว่าจะเอายังไงดีนะ จะอยู่นึ่ไปจนเช้าเลยดีไหม หรือจะโทรเรียก Security ให้มาเปิดประตูให้ดี ?
แต่อยู่ในนี้ก็ไม่มีอะไรกินอะ พกแคร็กเกอร์มาหน่อยเดียวเอง
แต่อีกใจนึงก็อยากอยู่ในนี้นะ เพราะมันเป็นอะไรที่หาไม่ได้ง่ายนัก
อ้อ หลังจากไปเช็คดูปฎิทินของโรงเรียนในเว็บแล้ว ก็เลยรู้ว่าโรงเรียนเปิดเทอมวันพรุ่งนี้ต่างหาก....
เปิดวันพุธครับท่าน....
เสียดายวันนี้ไม่ได้เอากล้องอะไรมาด้วยเลย ไม่งั้นจะได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
ลองมาคิดดูแล้ว ขอลองอยู่ในนี้ซักคืนนึงท่าจะดี แม้จะหิวไปหน่อย แต่ก็น่าจะโอเค เพราะมีเน็ตให้เล่น เปิดแอร์ตลอดด้วยสิ
+++++++++++++++
Update เมื่อเวลา 11:06PM
ตอนนี้ยังไม่ได้กลับบ้านครับ แต่มาพิมพ์ด้วย Laptop ของตัวเองแทน ตอนแรกพิมพ์จากเครื่อง Mac ของห้องสมุด
ตอนนี้อาหารก็หมดลงแล้วครับ ยังดีที่ยังพอมีอะไรตกถึงท้องบ้าง.. (เว่อร์ซะ) จริงๆ ร้าน Quiznos ก็อยู่ตรงข้ามนี่เอง แต่ออกไปซื้อไม่ได้ ว้า...
ตะกี้โทรไปหายายมาด้วย ผ่าน Skype แต่ว่าผมลืมเอาเจ้า USB phone มาด้วย ใช้ Microphone จากเครื่องมันคุยได้แป๊บๆมันก็ตัด
นี่ยังไม่รู้จะนอนตรงไหนดี เดินสำรวจดูแล้วก็พอจะมีเก้าอี้ให้ได้เอนกายพักผ่อนอยู่เยอะพอสมควร
ไปสังเกตเห็นว่าเค้าจัดพื้นที่เอาไว้สำหรับบรรยายอะไรซักอย่าง คิดว่าคงเป็นการปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่ของควอเตอร์นี้
วันนี้เป็นวันปิดเทอมวันสุดท้ายด้วย อาจจะทำให้หลายๆคนอยากกลับบ้านเร็วเลยลืมผมไว้ซะงั้น..
คิดว่าคงจะไปหลับตอนเที่ยงคืน จะได้ตื่นเช้ามารอเค้าเปิดประตู
แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะแอบให้ประตูเปิดเรียบร้อยแล้วค่อยๆแอบออกไป หรือว่าไปรอเค้าเปิดเข้ามาเลยดีน้า...
+++++++++++++++
อัพเดทกันอีกแล้วคร้าบ
หลังจากที่กลับบ้านไปนอน(ใครเพิ่งหลงมาอ่าน ก่อนอ่านตรงนี้ไปอ่านคอมเม้นต์ข้างล่างก่อนนะครับ)
และแล้ววันที่ ๑๘ มกราคมก็มีจดหมายเรียกตัวผมไปที่ห้องพิจารณาคดีของโรงเรียนในวันที่ ๒๓ !!!!
เพราะว่าบรรณารักษ์ที่เค้าเปิดประตูให้ผมออกไปนั้นเค้าไม่เชื่อว่าผมติดอยู่จริงๆ คิดว่าน่าจะวางแผนเข้ามามากกว่า (เพราะเคยเกินกรณีนี้หลายครั้งแล้ว) เค้าเลยทำหนังสือยื่นไปให้ไปพิจารณาคดีของผมครับ
และแล้ววันนี้ผมก็ได้ไปห้องพิจารณาคดีมาเรียบร้อย ก่อนหน้านี้ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับกันเลยครับ(กังวลเรื่องThesisน่ะครับ)
วันนี้เค้าก็นัดผมไปคุยตอน ๑๐ โมงเช้า ก็ตื่นกันตั้งแต่ ตี ๔ เลยครับ (มาเร็นเดอร์งาน) แล้วก็รีบออกจากบ้านมาตอน ๙ โมงครึ่ง มาถึงก่อนเวลาเยอะเลยทีเดียว ก็นั่งรอเพราะคุณ Greg เค้ามีแขกอยู่(คงโดนคดีอะไรเหมือนกัน)
หลังจากคุยกับคุณ Greg แล้ว เค้าก็บอกว่าทำไมผมถึงต้องถูกเรียกตัวมาที่นี่ แล้วผมก็เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้เค้าฟัง ว่ามันเป็นยังไง ก็เล่าตามความจริงน่ะแหละ ว่านั่งอ่านหนังสือแล้วหันกลับมาก็มืดไปหมดแล้ว แล้วก็เลยคิดว่าจะทนอยู่ไปละกัน ไม่กล้ารบกวนใครๆเค้า
ก็บอกเค้าว่ามันเป็นวันสุดท้ายของการปิดเทอม ทุกคนคงอยากจะกลับบ้านเร็วๆกันหล่ะมั๊ง เลยลืมผมไว้
แล้วเค้าก็ให้ผมเซ็นชื่อว่าผมไม่รับผิดจากข้อกล่าวหาที่เค้ากล่าวหามานะ แล้วเค้าบอกว่าจะส่งผลไปอีกทีตามที่อยู่นี้
แล้วผมก็กลับมานั่งพิมพ์นี่แหละครับ เฮ้อ... เป็นเรื่องเป็นราวไปได้ขนาดนี้เลยแฮะ :p
คือผมนึกว่าวันนี้ห้องสมุดจะปิดตอนตึหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาปิดตอนเปิดเทอม แต่ไหงวันนี้มันปิดตอนทุ่มนึงล่ะเนี่ย
ผมมัวแต่ดูเว็บแบบเพลิดเพลินในห้องอ่านหนังสือที่เค้ามีให้ ซึ่งมันจะส่วนตัวมากๆเลย
แต่โดยปกติแล้วพอห้องสมุดใกล้ปิด ยามจะมาเคาะบอกว่าจะปิดแล้วนะ แต่วันนี้ผมไม่ได้ยินเลยแฮะ
ตอนนึ้ก็เลยคิดว่าจะเอายังไงดีนะ จะอยู่นึ่ไปจนเช้าเลยดีไหม หรือจะโทรเรียก Security ให้มาเปิดประตูให้ดี ?
แต่อยู่ในนี้ก็ไม่มีอะไรกินอะ พกแคร็กเกอร์มาหน่อยเดียวเอง
แต่อีกใจนึงก็อยากอยู่ในนี้นะ เพราะมันเป็นอะไรที่หาไม่ได้ง่ายนัก
อ้อ หลังจากไปเช็คดูปฎิทินของโรงเรียนในเว็บแล้ว ก็เลยรู้ว่าโรงเรียนเปิดเทอมวันพรุ่งนี้ต่างหาก....
เปิดวันพุธครับท่าน....
เสียดายวันนี้ไม่ได้เอากล้องอะไรมาด้วยเลย ไม่งั้นจะได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
ลองมาคิดดูแล้ว ขอลองอยู่ในนี้ซักคืนนึงท่าจะดี แม้จะหิวไปหน่อย แต่ก็น่าจะโอเค เพราะมีเน็ตให้เล่น เปิดแอร์ตลอดด้วยสิ
+++++++++++++++
Update เมื่อเวลา 11:06PM
ตอนนี้ยังไม่ได้กลับบ้านครับ แต่มาพิมพ์ด้วย Laptop ของตัวเองแทน ตอนแรกพิมพ์จากเครื่อง Mac ของห้องสมุด
ตอนนี้อาหารก็หมดลงแล้วครับ ยังดีที่ยังพอมีอะไรตกถึงท้องบ้าง.. (เว่อร์ซะ) จริงๆ ร้าน Quiznos ก็อยู่ตรงข้ามนี่เอง แต่ออกไปซื้อไม่ได้ ว้า...
ตะกี้โทรไปหายายมาด้วย ผ่าน Skype แต่ว่าผมลืมเอาเจ้า USB phone มาด้วย ใช้ Microphone จากเครื่องมันคุยได้แป๊บๆมันก็ตัด
นี่ยังไม่รู้จะนอนตรงไหนดี เดินสำรวจดูแล้วก็พอจะมีเก้าอี้ให้ได้เอนกายพักผ่อนอยู่เยอะพอสมควร
ไปสังเกตเห็นว่าเค้าจัดพื้นที่เอาไว้สำหรับบรรยายอะไรซักอย่าง คิดว่าคงเป็นการปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่ของควอเตอร์นี้
วันนี้เป็นวันปิดเทอมวันสุดท้ายด้วย อาจจะทำให้หลายๆคนอยากกลับบ้านเร็วเลยลืมผมไว้ซะงั้น..
คิดว่าคงจะไปหลับตอนเที่ยงคืน จะได้ตื่นเช้ามารอเค้าเปิดประตู
แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะแอบให้ประตูเปิดเรียบร้อยแล้วค่อยๆแอบออกไป หรือว่าไปรอเค้าเปิดเข้ามาเลยดีน้า...
+++++++++++++++
อัพเดทกันอีกแล้วคร้าบ
หลังจากที่กลับบ้านไปนอน(ใครเพิ่งหลงมาอ่าน ก่อนอ่านตรงนี้ไปอ่านคอมเม้นต์ข้างล่างก่อนนะครับ)
และแล้ววันที่ ๑๘ มกราคมก็มีจดหมายเรียกตัวผมไปที่ห้องพิจารณาคดีของโรงเรียนในวันที่ ๒๓ !!!!
เพราะว่าบรรณารักษ์ที่เค้าเปิดประตูให้ผมออกไปนั้นเค้าไม่เชื่อว่าผมติดอยู่จริงๆ คิดว่าน่าจะวางแผนเข้ามามากกว่า (เพราะเคยเกินกรณีนี้หลายครั้งแล้ว) เค้าเลยทำหนังสือยื่นไปให้ไปพิจารณาคดีของผมครับ
และแล้ววันนี้ผมก็ได้ไปห้องพิจารณาคดีมาเรียบร้อย ก่อนหน้านี้ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับกันเลยครับ(กังวลเรื่องThesisน่ะครับ)
วันนี้เค้าก็นัดผมไปคุยตอน ๑๐ โมงเช้า ก็ตื่นกันตั้งแต่ ตี ๔ เลยครับ (มาเร็นเดอร์งาน) แล้วก็รีบออกจากบ้านมาตอน ๙ โมงครึ่ง มาถึงก่อนเวลาเยอะเลยทีเดียว ก็นั่งรอเพราะคุณ Greg เค้ามีแขกอยู่(คงโดนคดีอะไรเหมือนกัน)
หลังจากคุยกับคุณ Greg แล้ว เค้าก็บอกว่าทำไมผมถึงต้องถูกเรียกตัวมาที่นี่ แล้วผมก็เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้เค้าฟัง ว่ามันเป็นยังไง ก็เล่าตามความจริงน่ะแหละ ว่านั่งอ่านหนังสือแล้วหันกลับมาก็มืดไปหมดแล้ว แล้วก็เลยคิดว่าจะทนอยู่ไปละกัน ไม่กล้ารบกวนใครๆเค้า
ก็บอกเค้าว่ามันเป็นวันสุดท้ายของการปิดเทอม ทุกคนคงอยากจะกลับบ้านเร็วๆกันหล่ะมั๊ง เลยลืมผมไว้
แล้วเค้าก็ให้ผมเซ็นชื่อว่าผมไม่รับผิดจากข้อกล่าวหาที่เค้ากล่าวหามานะ แล้วเค้าบอกว่าจะส่งผลไปอีกทีตามที่อยู่นี้
แล้วผมก็กลับมานั่งพิมพ์นี่แหละครับ เฮ้อ... เป็นเรื่องเป็นราวไปได้ขนาดนี้เลยแฮะ :p
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
