วันนี้เป็นวันเลือกตั้งครับ ผมไปใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้าเลย เพราะว่าไปกับที่บ้าน ซึ่งแม่ผมเค้าต้องมาลงคะแนนที่กรุงเทพฯเพราะชื่ออยู่ที่นี่(แต่จริงๆอยู่ชัยนาท) ส่วนพ่อต้องกลับไปลงที่ชัยนาท ก็เลยต้องรีบให้แม่มาลงคะแนน แล้วรีบขับกลับชัยนาทไปลงคะแนนอีกที
คราวนี้ผมโชคดีที่หน่วยเลือกตั้งมาตั้งใกล้ๆบ้าน ขี่จักรยานมาได้เลย ที่ที่ผมลงคะแนน มีตั้งสามหน่วยเลือกตั้งแน่ะ ทีแรกก็เอ๋อๆ นึกว่าจะมีแค่อันเดียว กะจะทำเก๋า ไม่ต้องดูรายชื่อ เพราะจำมาแล้วจากจดหมายที่เค้าส่งมาที่บ้าน ว่าลำดับที่ของผมอยู่ที่ ๒๒๒ (เลขสวยเชียว) แต่สุดท้ายก็ต้องเปิดดูว่าใช่แน่ไหม
คนมาลงคะแนนกันเพียบเลยครับ น่าชื่นใจที่ทุกคนให้ความสนใจเรื่องของการเมืองกันมากขึ้น (คงรู้สึกแล้วว่าถ้าไม่มาลงชีวิตอาจจะแย่ได้) ผมลงคะแนนเสร็จก็กลับเข้าบ้าน พ่อกับแม่ก็ขับกลับชัยนาท
วันนี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปเดินตลาดน้ำตลิ่งชันซะหน่อย เพราะว่านั่งรถเมล์สาย ๗๙ ผ่านบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้แวะลงไปเดินซักที
ผมไปคนเดียวเลย เพราะว่ายายไม่ไป ยายบอกร้อน ถ้าเอารถไปก็จะไปด้วย แต่ผมตั้งใจแล้วว่าจะไปรถเมล์ ยายเลยไม่ไป (ยายคิดถูกแล้ว)
วันนี้เป็นวันเลือกตั้ง รถเมล์ลดครึ่งราคา! ว๊าว ดีจริงๆแฮะ ปกติผมต้องเสีย ๑๘ บาท วันนี้จ่ายแค่ ๙ บาืทเอง รถไม่ติดเท่าไหร่ ไม่นานก็มาถึงตลาดน้ำตลิ่งชัน
แต่เอ๊ะ.. ทำไมมันเงียบเหงาชอบกล.. เดินไปจนถึงแพริมน้ำเลย ถึงได้รู้ว่าเค้าหยุดสองอาทิตย์เนื่องจากว่าเป็นวันเลือกตั้ง เพราะว่าหน่วยเลือกตั้งเค้ามาตั้งอยู่แถวนั้น คงกลัวว่าจะพลุกพล่าน แป่ว.. เสียเที่ยวๆๆ แต่ยังไม่อยากกลับบ้านอะ ก็เลยเปลี่ยนแผนไปสยามฯละกันนะ เพราะว่าจะไปดูหนังสือด้วย
ก็เลยนั่ง ๗๙ ไปลงสยามฯ เสียไปอีก ๙ บาท มาถึงก็เดินไปที่ศูนย์หนังสือเลย วันนี้สยามฯคนน้อยๆยังไงไม่รู้ครับ ผมว่าวันอาทิตย์คนน่าจะเยอะ(จะดูเด็กซะหน่อย อิอิ)
เลือกซื้อหนังสือได้แล้วดูเวลาก็เพิ่งจะเที่ยง เลยคิดว่า ไหนๆมาแล้ว ดูหนังซะหน่อยเป็นไร ก็เลยเดินไปที่โรงหนังสยามก่อน แต่ไม่เจอหนังน่าดู ก็เลยไปที่ลิโด้ ที่รู้ว่า น่าจะมีหนังแปลกๆนอกกระแสมาให้ได้เลือกดู ก็เจออยู่สองเรื่อง เรื่อง Feast of love กับ Lust Caution
หนังชีวิตรักทั้งคู่ แต่น่าจะคนละแนว ทีแรกว่าจะดู Lust Caution เพราะดูมันจะไม่ตลาดเท่า Feast of love แต่พอถามคนขายตั๋ว เค้าก็แนะนำให้ดู Feast of love ซึ่งดูโปสเตอร์แล้วก็น่าดูทีเดียว รู้สึกว่าหนังมันน่าจะดูสบายกว่าอีกเรื่อง
พอดี๊ เจอคนนึงเดินผ่านมา เอ๊ะ หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในเว็บ นึกได้ว่าพี่เค้าชื่อ นันทขว้าง สิรสุนทร จำได้ว่าเคยอ่านที่พี่เค้าวิจารณ์หนัง เลยเข้าไปถามพี่เค้าว่าเรื่องอะไรน่าดู เค้าก็ว่า Feast of love นี่แหละ เพราะเค้าก็จะมาดูเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจจองเลย
พี่เค้าเป็นคนอัทธาศัยดีมากอะ ยังมาถามด้วยว่าไปเลือกตั้งมาหรือยัง :) แล้วก็ชี้ให้ดูหนังที่น่าดู ที่กำลังจะเข้าอาทิตย์หน้า
วันนี้ก็เลยได้ดูหนังในโรง ในรอบ ๘ เดือน เห็นจะได้ ชอบบรรยากาศของโรงที่ลิโด้จริงๆ มันคลาสสิคดีอะ :) บัตรแค่ ๑๐๐ บาทเอง
สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนแก่คนนึง(Morgan Freeman) ที่เค้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตรักของคนต่างๆรอบๆตัว มีเรื่องราวๆหลายๆแบบ หนังดูสนุกดี มีหลายรสชาติ ออกจะเนือยๆ แต่ไม่ทำให้ง่วงนะ แต่ถ้าคนชอบแนวบู๊ๆคงไม่ชอบเรื่องนี้แน่ๆ
ที่แปลกใจอยู่อย่างนึงก็คือว่า เรื่องนี้ไม่มีการเซ็นเซอร์เลยครับ(ถ้ามีก็น้อยมากล่ะ) เพราะว่ามีหลายฉากที่นักแสดงทั้งหญิงและชายเปลือยกายกัน (ก็หนังฝรั่งเกี่ยวกับความรักก็ต้องมีเรื่องเซ็กซ์แน่นอนนี่นะ) แต่เรื่องนี้ไม่ยักกะมีหมอกอะไรมาบดบัง เห็นทั้งบนทั้งล่าง(ของผู้ชายไม่เห็นข้างล่างนะ) ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะถ้าตัดไปเรื่องคงจะดูไม่รู้เรื่องแน่ เพราะตอนเปลือยๆนี่มีการพูดคุยกันอยู่เยอะทีเดียว
ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ผมว่าเป็นเรื่องของความรักที่ห้ามกันไม่ได้ อย่าไปฝืนมันเลย จงทำตามหัวใจปรารถนา แต่จงเผื่อใจกับการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และอย่าไปจมกับความทุกข์ ความรักเกิดขึ้นได้ใหม่เสมอ
สรุปว่าหนังเรื่องนี้ ผมให้ B- ครับ ไม่ถึงกับดีสุดๆ แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง(เพราะไม่ได้หวังอะไร :P) ถ้าคนชอบดูหนังรัก ชีวิตๆ ผมว่าเรื่องนี้น่าจะชอบนะครับ
ล่าสุดก่อนมาดูเรื่องนี้ ผมได้โหลดเรื่อง I Am Legend มาดูครับ ผมค่อนข้างผิดหวัง เพราะเห็นโฆษณาเยอะ เลยพลอยตั้งความหวังเอาไว้สูง หลายคนอาจจะชอบ แต่ผมรู้สึกมันก็คล้ายๆหนังสายผีดิบทั้งหลายนะ บรรดา CG ทั้งหลาย ผมดูแล้วมันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่อะ ยิ่งทำให้ความรู้สึกร่วมไปกับหนังมันลดลงไปเยอะเลย แต่อาจจะเป็นที่ดูจอเล็กด้วยมั๊งครับ ไปดูโรงน่าจะดีกว่านี้อีกเยอะ
25501223
25501221
ผม(ยัง)ไม่เหมาะกับ Mac OS
ไม่ได้เขียนซะนานเลย ปีหน้าคิดว่าจะพยายามเข้ามาเขียนให้บ่อยขึ้นครับ (แต่ไม่ควรเชื่อครับ อิอิ)
เพิ่งจะได้มีโอกาสใช้ Mac กับเค้ามาราวๆหนึ่งเดือนได้ครับ ผมเลือกซื้อ Mac mini รุ่นต่ำที่สุด (Mac มือหนึ่งที่ถูกที่สุดในตลาด เพราะงบจำกัด) เพราะว่า โดยส่วนตัวเลย ชอบรูปร่างของมันครับ ใจจริงผมไม่เจาะจงว่าจะต้องใช้ Mac mini แต่ว่าอยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัวเล็กๆน่ารักๆ เคยใช้ Desktop PC มาหลายเครื่อง ก็ใหญ่ๆหนักๆกันทั้งนั้น แต่สมัยก่อนผมว่าเหมาะที่จะใช้แบบนั้น เพราะว่าผมมักจะชอบซื้อนั่นซื้อนี่มาใส่เพิ่มในเครื่องเสมอ แต่พอมาช่วงหลังนี่ ผมไม่ค่อยจะบ้าซื้อเท่าไหร่แล้ว แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก็เพียบพร้อมมากมายอยู่แล้วด้วย จริงๆถ้ามี Desktop PC ที่ตัวเล็กๆอย่าง Mac mini ผมก็อาจจะเลือกใช้นะ แต่ผมยังหาไม่เจอเลย
แต่ว่าพอวันที่สองที่ผมซื้อ Mac mini มาใช้ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึง Windows XP ที่คุ้นเคยเอามากๆเลยครับ เพราะว่าตลอดเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์มา ผมก็ใช้มาแต่ Windows นี่แหละ เรียกว่ามันคุ้นเคยกันมานาน แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆนาๆ แต่ผมก็แก้ไขมันได้ และก็ใช้มันทำอะไรหลายๆอย่าง
ผมเลยตัดสินใจไปซื้อ Windows XP Home มาลงผ่าน Boot Camp ครับ (สาเหตุนึงที่ผมตัดสินใจมาลองใช้ Mac ก็เพราะว่ามันลงได้ทั้ง Mac OS X และ Windows นี่แหละ) ผมซื้อ Windows XP Home แบบของแท้เลยครับงานนี้ ตั้งใจว่าจะพยายามใช้ซอฟแวร์แท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว (จริงๆก็เริ่มรู้สึกด้วยว่าช่วงหลังมานี่ Microsoft เริ่มป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ดีขึ้นเรื่อย เลยกลัวว่าใช้ๆไปแล้วเดี้ยงเวลาสำคัญๆจะแย่เอา)
แต่กว่าจะลงสำเร็จก็เหนื่อยเหมือนกัน ไม่รู้เจ้า Mac mini ของผมมันเป็นอะไร ต้องโทรไปถามที่ร้านที่ซื้อ ให้เค้าช่วยบอกวิธีลงให้ ซึ่งก็สำเร็จด้วยดี
เท่าที่ผมใช้ Mac มา 1 เดือนกว่าๆนี่ ผมรู้สึกว่า Windows XP ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับผมมากกว่า Mac OS X
ท่านใดเข้ามาอ่านแล้วมีหนทางแก้ไขในปัญหาของผมก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้ลองไปใช้ Mac OS X กับเค้าบ้าง
แต่ตอนนี้ชักอยากลองใช้ Ubuntu ซะแล้วครับ :D
เพิ่งจะได้มีโอกาสใช้ Mac กับเค้ามาราวๆหนึ่งเดือนได้ครับ ผมเลือกซื้อ Mac mini รุ่นต่ำที่สุด (Mac มือหนึ่งที่ถูกที่สุดในตลาด เพราะงบจำกัด) เพราะว่า โดยส่วนตัวเลย ชอบรูปร่างของมันครับ ใจจริงผมไม่เจาะจงว่าจะต้องใช้ Mac mini แต่ว่าอยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัวเล็กๆน่ารักๆ เคยใช้ Desktop PC มาหลายเครื่อง ก็ใหญ่ๆหนักๆกันทั้งนั้น แต่สมัยก่อนผมว่าเหมาะที่จะใช้แบบนั้น เพราะว่าผมมักจะชอบซื้อนั่นซื้อนี่มาใส่เพิ่มในเครื่องเสมอ แต่พอมาช่วงหลังนี่ ผมไม่ค่อยจะบ้าซื้อเท่าไหร่แล้ว แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก็เพียบพร้อมมากมายอยู่แล้วด้วย จริงๆถ้ามี Desktop PC ที่ตัวเล็กๆอย่าง Mac mini ผมก็อาจจะเลือกใช้นะ แต่ผมยังหาไม่เจอเลย
แต่ว่าพอวันที่สองที่ผมซื้อ Mac mini มาใช้ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึง Windows XP ที่คุ้นเคยเอามากๆเลยครับ เพราะว่าตลอดเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์มา ผมก็ใช้มาแต่ Windows นี่แหละ เรียกว่ามันคุ้นเคยกันมานาน แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆนาๆ แต่ผมก็แก้ไขมันได้ และก็ใช้มันทำอะไรหลายๆอย่าง
ผมเลยตัดสินใจไปซื้อ Windows XP Home มาลงผ่าน Boot Camp ครับ (สาเหตุนึงที่ผมตัดสินใจมาลองใช้ Mac ก็เพราะว่ามันลงได้ทั้ง Mac OS X และ Windows นี่แหละ) ผมซื้อ Windows XP Home แบบของแท้เลยครับงานนี้ ตั้งใจว่าจะพยายามใช้ซอฟแวร์แท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว (จริงๆก็เริ่มรู้สึกด้วยว่าช่วงหลังมานี่ Microsoft เริ่มป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ดีขึ้นเรื่อย เลยกลัวว่าใช้ๆไปแล้วเดี้ยงเวลาสำคัญๆจะแย่เอา)
แต่กว่าจะลงสำเร็จก็เหนื่อยเหมือนกัน ไม่รู้เจ้า Mac mini ของผมมันเป็นอะไร ต้องโทรไปถามที่ร้านที่ซื้อ ให้เค้าช่วยบอกวิธีลงให้ ซึ่งก็สำเร็จด้วยดี
เท่าที่ผมใช้ Mac มา 1 เดือนกว่าๆนี่ ผมรู้สึกว่า Windows XP ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับผมมากกว่า Mac OS X
- เรื่องของความสวยงามต่างๆ ไม่ใช่ประเด็นที่ผมเลือกใช้ OS (เพราะขนาดใช้ XP ผมก็เซ็ตเป็นแบบหน้าตา windows 2000)
- เรื่องของความเสถียรของ OS ที่ผมใช้มา Windows ก็ไม่ได้แย่นะ (ตั้งแต่หันมาใช้ firefox ผมว่า XP เสถียรขึ้นเยอะ)
- ลูกเล่นต่างๆของ Mac OS X ผมว่าไม่จำเป็นสำหรับผม (แต่ก็ชอบ Expose นะครับ)
- Font ที่ดู smooth ผมกลับไม่ค่อยชอบ ผมว่าแบบ Windows เหมาะแล้วนะ
- ผมยังไม่คุ้นเอามากๆกับการที่ Menu bar ของโปรแกรมมันแยกออกจากตัวหน้าต่างโปรแกรม และรู้สึกว่ามันใช้ยาก
- โปรแกรมหลายตัวที่ผมใช้อยู่เป็นประจำบน windows ก็ยังหาตัวที่มาทดแทนไม่ได้
- Mac OS X เปลี่ยนรูปแบบ Mouse pointer ไม่ได้(ด้วยตัว OS เอง) ผมชอบให้มันใหญ่ๆ ผมลองขยายขนาดดูแล้วบน Mac OS X แต่ว่ามันเบลออะ
- Clie NR70V ของผมใช้กับ Mac OS X ไม่ได้ (รู้สึกว่าจะต้องใช้ Missing Sync)
- ผมชอบอ่าน e-book ที่เป็นไฟล์ .chm หรือ help file ของ Windows ซึ่ง Mac OS X ไม่รู้จัก
- โปรแกรมดูภาพแบบ ACDsee ไม่มี ตอนนี้ใช้ Xee2 อยู่ แต่มันก็ยังไม่ค่อยถูกใจนัก
- รูปแบบการจัดเก็บไฟล์สไตล์ UNIX ซึ่งผมยังงงๆอยู่มากทีเดียว
- Flash บน Mac OS X ทำงานได้ช้ากว่าบน Windows XP จริงๆด้วย
ท่านใดเข้ามาอ่านแล้วมีหนทางแก้ไขในปัญหาของผมก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้ลองไปใช้ Mac OS X กับเค้าบ้าง
แต่ตอนนี้ชักอยากลองใช้ Ubuntu ซะแล้วครับ :D
25500926
ความสุขกับความพอเพียง
ระดับความสุขของแต่ละคนคงไม่เท่ากัน ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับความพอเพียงมากๆ
คือถ้าความต้องการของเราน้อยมาก การได้อะไรมาซักอย่างมันก็มีความสุขมากแล้ว
แต่ถ้าผมเป็นคนที่ไม่เคยพอ การได้สิ่งของเล็กๆอาจจะไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย
ถ้าความสุขเกิดง่ายในเวลาที่เราไม่ต้องการอะไร พอเพียง แบบนี้ชีวิตคงมีความสุขเอามากๆ เห็นอะไรก็สุข ได้ยินอะไรก็สุข
เมื่อวานฟังหนูดีเค้าพูดแล้วชอบอันนึง ที่เค้าบอกว่าตัวเค้าจะมี limit เอาไว้เลย ว่าปีนึงจะทำเงินได้แค่ไหน ไม่เอามากกว่านั้น เพราะจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องมาเหนื่อยทำงานจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
เค้ายังพูดถึงกล่องความสุขใบโต ที่เมื่อก่อนใส่ของยังไงก็ไม่เต็ม แต่พอเค้ารู้วิธีง่ายที่จะทำให้กล่องเต็ม คือลดขนาดกล่องลง แป๊บเดียวมันก็เต็มแล้ว นึกไปถึงเรื่องแก้วใส่น้ำที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เคยพูดเอาไว้เลย
น่าคิดเหมือนกันแฮะ แบบว่าพอเพียงจริงๆ
คือถ้าความต้องการของเราน้อยมาก การได้อะไรมาซักอย่างมันก็มีความสุขมากแล้ว
แต่ถ้าผมเป็นคนที่ไม่เคยพอ การได้สิ่งของเล็กๆอาจจะไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย
ถ้าความสุขเกิดง่ายในเวลาที่เราไม่ต้องการอะไร พอเพียง แบบนี้ชีวิตคงมีความสุขเอามากๆ เห็นอะไรก็สุข ได้ยินอะไรก็สุข
เมื่อวานฟังหนูดีเค้าพูดแล้วชอบอันนึง ที่เค้าบอกว่าตัวเค้าจะมี limit เอาไว้เลย ว่าปีนึงจะทำเงินได้แค่ไหน ไม่เอามากกว่านั้น เพราะจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องมาเหนื่อยทำงานจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
เค้ายังพูดถึงกล่องความสุขใบโต ที่เมื่อก่อนใส่ของยังไงก็ไม่เต็ม แต่พอเค้ารู้วิธีง่ายที่จะทำให้กล่องเต็ม คือลดขนาดกล่องลง แป๊บเดียวมันก็เต็มแล้ว นึกไปถึงเรื่องแก้วใส่น้ำที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เคยพูดเอาไว้เลย
น่าคิดเหมือนกันแฮะ แบบว่าพอเพียงจริงๆ
25500923
...รู้ทันบริโภคนิยม... ( พระไพศาล วิสาโล )
(ไปอ่านเจอมาแล้วโดนใจ ขอ copy มาไว้ที่นี่ด้วยครับ)
มองจากมุมของศาสนา
ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้
แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม
และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู
ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม
ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า
สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์
(อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่า
สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก
ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง
ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา
มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย
ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา)
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ
เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้
ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน
ที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ
บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่า
การมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น
เช่น รถยนต์จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเดินทาง
โทรศัพท์มือถือจะทำให้เราเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
สามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเสรี
เครื่องสำอางและสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ
จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเปลี่ยนตัวตน
หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ตามใจปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้นความหลากหลายของสินค้า
ทำให้เรามีเสรีภาพในการเลือกและบริโภคอย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด
ในยุคที่เชิดชูปัจเจกภาพ บริโภคนิยม
สามารถทำให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่เหมือนใครก็ได้
ที่สำคัญก็คือ บริโภคนิยมทำให้เราเชื่อว่า
ความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ความทุกข์และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
สามารถแก้ได้ด้วยวัตถุสิ่งเสพ
ขอเพียงแต่มีปัญญาหามาบริโภคให้ได้เท่านั้น
แต่สิ่งที่บริโภคนิยมไม่ได้บอกเรา ก็คือ
การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
ในขณะที่เราไล่ล่าหาความสุขที่อยู่ข้างหน้านั้น
เราได้ละทิ้งความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ไม่ต่างจากหมาคาบเนื้อกลางสะพานในนิทานอีสป ที่ทิ้งเนื้อลงน้ำ
เพียงเพราะอยากได้เนื้อชิ้นใหญ่ในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงเป็นแค่เงา
ยิ่งไล่ล่าหาความสุข ชีวิตกลับเครียดมากขึ้น และสุขภาพย่ำแย่
แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ชีวิตกลับเร่งรีบวุ่นวาย จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้คนก็แย่ลง
ผลก็คือ แม้จะมีบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่น
แม้จะมีรถหลายคัน แต่ไม่เคยมีเวลาข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้าน
และแม้จะโทรศัพท์หรือออนไลน์ข้ามโลก
แต่กลับห่างเหินกับคนในบ้าน
ขณะที่ในบ้านเราติดแอร์เย็นสบาย
แต่นอกบ้านกลับร้อนอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะ
และไม่ปลอดภัยที่จะเดินกลางคืน
ร้ายกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราได้มาด้วยราคาที่แพงนั้น
ก็หาใช่ของจริงที่ต้องการไม่
เสรีภาพที่บริโภคนิยมสัญญาว่าจะให้นั้น
แท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสรีภาพ
ที่จะเลือกซื้อรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนเท่านั้นเอง
ขณะที่เรากลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้
จะไปไหนก็ไม่ได้หากขาดรถ
และกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก
หากลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน
จิตใจไร้อิสระ เพราะถูกล่ามไว้กับวัตถุสิ่งเสพ
บริโภคนิยมให้ได้แต่ความสะดวกสบาย
แต่ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะใจไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงไม่เคยเต็มอิ่มเสียที
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
เทคโนโลยีนานาชนิดจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น
แต่แล้วชีวิตเรากลับวุ่น จนแม้แต่จะนอนก็ไม่มีเวลา
อีกทั้งชีวิตก็เร่งรีบกว่าเดิม จนแม้แต่จะกินก็ต้องเคี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ก็ไม่จิรังยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพราะเราเบื่อตัวตนเหล่านี้
และถูกกระตุ้นให้อยากได้ตัวตนใหม่ ๆ อยู่เสมอเท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวตนเหล่านี้เป็นเพียงมายา
มันเป็นได้แค่ภาพลักษณ์ ซึ่ง 'ตกรุ่น' ไปในเวลาไม่นาน
ปัญญาพาเท่าทัน
บริโภคนิยมทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ
และตกอยู่ในความหลงมากขึ้น
การเป็นไทจากบริโภคนิยม
จะต้องเริ่มต้นจากการมีปัญญา
แลเห็นโทษและข้อจำกัดของมัน กล่าวคือเห็นว่า
๑) ในการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งเสพ เพื่อบริโภคนั้น
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เรายังต้องเสียเวลา พลังงาน และความสุขทางใจ
และอาจต้องแลกกับสุขภาพ
และความสัมพันธ์อันราบรื่นกับผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ใช่แต่เท่านั้นเมื่อได้มาแล้ว
ก็ต้องเป็นภาระในการดูแลรักษา คอยห่วงกังวล
แต่ไม่ว่าจะดูแลรักษาหรือห่วงกังวลเพียงใด
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ต้องเสื่อมเสีย สูญหาย
หรือพลัดพรากไปจากเรา
มองให้กว้างออกไป วัตถุสิ่งเสพเหล่านี้
ไม่ได้สร้างภาระให้เราคนเดียวเท่านั้น
หากยังสร้างภาระให้แก่สังคม
ยิ่งเราเสพมากเท่าไร ก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างน้อยก็ในรูปของขยะและมลพิษ
๒)วัตถุสิ่งเสพ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้อย่างแท้จริง
มันให้อย่างมากแค่ความสะดวกสบายทางประสาททั้งห้า
จริงอยู่ตอนที่เสพหรือได้มาใหม่ ๆ ก็มีความสุข
แต่ความสุขนั้น ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่นานความสุข ก็จะกลายเป็นความทุกข์
อาหารไม่ว่าอร่อยเพียงใด
แต่ถ้ากินทุกมื้อไปทั้งเดือน ก็ทำให้เอียนได้
เพลงไม่ว่าจะไพเราะเพียงใด
หากฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ
แม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความสุขใจเมื่อสวมใส่
หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เจ้าของภูมิอกภูมิใจที่ได้โชว์
แต่ไม่นานก็กลายเป็นของล้าสมัยที่ไม่มีใครอยากใช้
การเห็นโทษและข้อจำกัดของวัตถุสิ่งเสพ
จะช่วยให้เรารู้เท่าทันการโฆษณา
(ซึ่งล้วนแต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ของสินค้า)
และทำให้เราไม่หลงคล้อยตามบริโภคนิยมไปง่าย ๆ
แต่การเห็นเพียงเท่านั้น ยังไม่พอ
เราจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมได้
ก็เพราะมีปัญญาแลเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วย
กล่าวคือ เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ
วัตถุเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ
แม้วัตถุหรือความสบายทางกาย จะช่วยให้เรามีความสุข
แต่ก็เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยจากนั้นไปต้องอาศัยการรักษาใจอย่างถูกต้อง
หากรักษาใจไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเศรษฐีพันล้าน
หรือได้โชคหลายสิบล้านจากล็อตเตอรี่ ก็ยังฆ่าตัวตายได้
ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อย มีเงินไม่มากแต่ก็มีความสุข
บางคน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคร้าย
ก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'โชคดีที่เป็นมะเร็ง'
หรือแม้เป็นโรคหัวใจจนเกือบตาย
แต่ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจ
วัตถุสิ่งเสพเป็นได้อย่างมากแค่อุปกรณ์เสริมไปสู่ความสุข
แต่หาใช่ตัวความสุขไม่ 'ความสุขที่คุณดื่มได้' ในชีวิตจริงหามีไม่
๓) การเปลี่ยนแปลงตัวตนหรือเป็นคนใหม่นั้น
สำเร็จได้ก็ด้วยการกระทำ มิใช่เกิดจากการบริโภค
การบริโภคนั้น ทำได้อย่างมากเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์
และไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใหม่ไปได้
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำให้เราเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ
และเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับวัตถุ
ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเลย
จนกว่าจะมีวัตถุสิ่งเสพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม อยู่ใกล้ตัว
อันทีจริงคุณค่าในตัวเองเกิดขึ้นได้
ก็จากการทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น
หากยังผลย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทั้งกายและใจ
ให้มีคุณภาพใหม่ และทำให้เราค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเรา
ความเป็นคนใหม่หรือสำนึกในตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุนี้
คัดลอกจาก...
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]
รู้ทันบริโภคนิยม [ มติชน 15-10-49 ]
ที่มา : http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textb&wb_id=137
ลูกโป่ง [DT02577] [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 14:21 น. ]
มองจากมุมของศาสนา
ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้
แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม
และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู
ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม
ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า
สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์
(อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่า
สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก
ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง
ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา
มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย
ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา)
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ
เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้
ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน
ที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ
บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่า
การมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น
เช่น รถยนต์จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเดินทาง
โทรศัพท์มือถือจะทำให้เราเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
สามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเสรี
เครื่องสำอางและสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ
จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเปลี่ยนตัวตน
หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ตามใจปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้นความหลากหลายของสินค้า
ทำให้เรามีเสรีภาพในการเลือกและบริโภคอย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด
ในยุคที่เชิดชูปัจเจกภาพ บริโภคนิยม
สามารถทำให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่เหมือนใครก็ได้
ที่สำคัญก็คือ บริโภคนิยมทำให้เราเชื่อว่า
ความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ความทุกข์และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
สามารถแก้ได้ด้วยวัตถุสิ่งเสพ
ขอเพียงแต่มีปัญญาหามาบริโภคให้ได้เท่านั้น
แต่สิ่งที่บริโภคนิยมไม่ได้บอกเรา ก็คือ
การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
ในขณะที่เราไล่ล่าหาความสุขที่อยู่ข้างหน้านั้น
เราได้ละทิ้งความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ไม่ต่างจากหมาคาบเนื้อกลางสะพานในนิทานอีสป ที่ทิ้งเนื้อลงน้ำ
เพียงเพราะอยากได้เนื้อชิ้นใหญ่ในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงเป็นแค่เงา
ยิ่งไล่ล่าหาความสุข ชีวิตกลับเครียดมากขึ้น และสุขภาพย่ำแย่
แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ชีวิตกลับเร่งรีบวุ่นวาย จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้คนก็แย่ลง
ผลก็คือ แม้จะมีบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่น
แม้จะมีรถหลายคัน แต่ไม่เคยมีเวลาข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้าน
และแม้จะโทรศัพท์หรือออนไลน์ข้ามโลก
แต่กลับห่างเหินกับคนในบ้าน
ขณะที่ในบ้านเราติดแอร์เย็นสบาย
แต่นอกบ้านกลับร้อนอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะ
และไม่ปลอดภัยที่จะเดินกลางคืน
ร้ายกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราได้มาด้วยราคาที่แพงนั้น
ก็หาใช่ของจริงที่ต้องการไม่
เสรีภาพที่บริโภคนิยมสัญญาว่าจะให้นั้น
แท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสรีภาพ
ที่จะเลือกซื้อรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนเท่านั้นเอง
ขณะที่เรากลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้
จะไปไหนก็ไม่ได้หากขาดรถ
และกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก
หากลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน
จิตใจไร้อิสระ เพราะถูกล่ามไว้กับวัตถุสิ่งเสพ
บริโภคนิยมให้ได้แต่ความสะดวกสบาย
แต่ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะใจไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงไม่เคยเต็มอิ่มเสียที
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
เทคโนโลยีนานาชนิดจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น
แต่แล้วชีวิตเรากลับวุ่น จนแม้แต่จะนอนก็ไม่มีเวลา
อีกทั้งชีวิตก็เร่งรีบกว่าเดิม จนแม้แต่จะกินก็ต้องเคี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ก็ไม่จิรังยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพราะเราเบื่อตัวตนเหล่านี้
และถูกกระตุ้นให้อยากได้ตัวตนใหม่ ๆ อยู่เสมอเท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวตนเหล่านี้เป็นเพียงมายา
มันเป็นได้แค่ภาพลักษณ์ ซึ่ง 'ตกรุ่น' ไปในเวลาไม่นาน
ปัญญาพาเท่าทัน
บริโภคนิยมทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ
และตกอยู่ในความหลงมากขึ้น
การเป็นไทจากบริโภคนิยม
จะต้องเริ่มต้นจากการมีปัญญา
แลเห็นโทษและข้อจำกัดของมัน กล่าวคือเห็นว่า
๑) ในการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งเสพ เพื่อบริโภคนั้น
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เรายังต้องเสียเวลา พลังงาน และความสุขทางใจ
และอาจต้องแลกกับสุขภาพ
และความสัมพันธ์อันราบรื่นกับผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ใช่แต่เท่านั้นเมื่อได้มาแล้ว
ก็ต้องเป็นภาระในการดูแลรักษา คอยห่วงกังวล
แต่ไม่ว่าจะดูแลรักษาหรือห่วงกังวลเพียงใด
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ต้องเสื่อมเสีย สูญหาย
หรือพลัดพรากไปจากเรา
มองให้กว้างออกไป วัตถุสิ่งเสพเหล่านี้
ไม่ได้สร้างภาระให้เราคนเดียวเท่านั้น
หากยังสร้างภาระให้แก่สังคม
ยิ่งเราเสพมากเท่าไร ก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างน้อยก็ในรูปของขยะและมลพิษ
๒)วัตถุสิ่งเสพ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้อย่างแท้จริง
มันให้อย่างมากแค่ความสะดวกสบายทางประสาททั้งห้า
จริงอยู่ตอนที่เสพหรือได้มาใหม่ ๆ ก็มีความสุข
แต่ความสุขนั้น ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่นานความสุข ก็จะกลายเป็นความทุกข์
อาหารไม่ว่าอร่อยเพียงใด
แต่ถ้ากินทุกมื้อไปทั้งเดือน ก็ทำให้เอียนได้
เพลงไม่ว่าจะไพเราะเพียงใด
หากฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ
แม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความสุขใจเมื่อสวมใส่
หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เจ้าของภูมิอกภูมิใจที่ได้โชว์
แต่ไม่นานก็กลายเป็นของล้าสมัยที่ไม่มีใครอยากใช้
การเห็นโทษและข้อจำกัดของวัตถุสิ่งเสพ
จะช่วยให้เรารู้เท่าทันการโฆษณา
(ซึ่งล้วนแต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ของสินค้า)
และทำให้เราไม่หลงคล้อยตามบริโภคนิยมไปง่าย ๆ
แต่การเห็นเพียงเท่านั้น ยังไม่พอ
เราจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมได้
ก็เพราะมีปัญญาแลเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วย
กล่าวคือ เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ
วัตถุเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ
แม้วัตถุหรือความสบายทางกาย จะช่วยให้เรามีความสุข
แต่ก็เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยจากนั้นไปต้องอาศัยการรักษาใจอย่างถูกต้อง
หากรักษาใจไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเศรษฐีพันล้าน
หรือได้โชคหลายสิบล้านจากล็อตเตอรี่ ก็ยังฆ่าตัวตายได้
ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อย มีเงินไม่มากแต่ก็มีความสุข
บางคน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคร้าย
ก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'โชคดีที่เป็นมะเร็ง'
หรือแม้เป็นโรคหัวใจจนเกือบตาย
แต่ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจ
วัตถุสิ่งเสพเป็นได้อย่างมากแค่อุปกรณ์เสริมไปสู่ความสุข
แต่หาใช่ตัวความสุขไม่ 'ความสุขที่คุณดื่มได้' ในชีวิตจริงหามีไม่
๓) การเปลี่ยนแปลงตัวตนหรือเป็นคนใหม่นั้น
สำเร็จได้ก็ด้วยการกระทำ มิใช่เกิดจากการบริโภค
การบริโภคนั้น ทำได้อย่างมากเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์
และไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใหม่ไปได้
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำให้เราเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ
และเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับวัตถุ
ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเลย
จนกว่าจะมีวัตถุสิ่งเสพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม อยู่ใกล้ตัว
อันทีจริงคุณค่าในตัวเองเกิดขึ้นได้
ก็จากการทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น
หากยังผลย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทั้งกายและใจ
ให้มีคุณภาพใหม่ และทำให้เราค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเรา
ความเป็นคนใหม่หรือสำนึกในตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุนี้
คัดลอกจาก...
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]
รู้ทันบริโภคนิยม [ มติชน 15-10-49 ]
ที่มา : http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textb&wb_id=137
ลูกโป่ง [DT02577] [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 14:21 น. ]
25500731
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ
" สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ " (เป็นหนังสือ เขียนโดย น.พ. เทอดศักดิ์ เดชคง)
เคยได้ยินคำพูดนี้มาพักนึงแล้ว ตอนนี้เริ่มจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะครับ
เมื่อก่อนผมเคยแอบชอบกับผู้หญิงคนนึง ซึ่งเค้าก็ชอบผมเหมือนกัน แต่หลายๆอย่างก็ทำให้มันต้องจบลง
ตอนนั้นผมก็โคตรเศร้าเลยนะ มันเป็นการอกหักแบบว่าสุดๆจริงๆสำหรับผม เพราะไม่ได้ถูกบอกเลิก แต่โดนบอกให้เลิกกันซะ
แล้วเรื่องราวชีวิตผมและเค้าก็ผ่านมานานหลายปี จนวันนี้เค้ามีครอบครัวอบอุ่น มีธุรกิจการงานที่เจริญรุ่งเรือง มีสามีและลูกๆที่น่ารัก ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่ถูกต้องแล้วน่ะ ถ้าให้ผมเลือกตอนนี้ ผมก็คงจะเลือกให้มันเป็นอย่างที่มันผ่านมาแล้ว
เพราะชีวิตผมตอนนี้ก็ไม่อยากจะไปมีชีวิตคู่อย่างแต่ก่อน ซึ่งถ้าผมได้คบกันกับเค้าจริงๆ แล้วมันมาถึงจุดหักเหตรงนี้ของชีวิตผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทำยังไง ก็คงต้องใช้ชีวิตไปแบบเดิมๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น
ผมว่าเส้นทางของชีวิตที่เราเลือกเดิน มันมีอะไรที่น่าสนใจทั้งนั้น แม้วันนี้เราจะไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีงานทำ แต่ผมว่าจุดๆนี้ในชีวิต จะพาไปสู่จุดอีกจุดนึงในชีวิตได้ ที่อาจจะดีกว่าที่เรามีงานทำมีเงินเยอะๆในวันนี้ซะอีก
การบันทึกเส้นทางเดินของชีวิตเอาไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าจะได้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เราตัดสินใจในวันนั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก ชีวิตมีขึ้นมีลง อย่าขาดสติก็พอ
เคยได้ยินคำพูดนี้มาพักนึงแล้ว ตอนนี้เริ่มจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะครับ
เมื่อก่อนผมเคยแอบชอบกับผู้หญิงคนนึง ซึ่งเค้าก็ชอบผมเหมือนกัน แต่หลายๆอย่างก็ทำให้มันต้องจบลง
ตอนนั้นผมก็โคตรเศร้าเลยนะ มันเป็นการอกหักแบบว่าสุดๆจริงๆสำหรับผม เพราะไม่ได้ถูกบอกเลิก แต่โดนบอกให้เลิกกันซะ
แล้วเรื่องราวชีวิตผมและเค้าก็ผ่านมานานหลายปี จนวันนี้เค้ามีครอบครัวอบอุ่น มีธุรกิจการงานที่เจริญรุ่งเรือง มีสามีและลูกๆที่น่ารัก ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่ถูกต้องแล้วน่ะ ถ้าให้ผมเลือกตอนนี้ ผมก็คงจะเลือกให้มันเป็นอย่างที่มันผ่านมาแล้ว
เพราะชีวิตผมตอนนี้ก็ไม่อยากจะไปมีชีวิตคู่อย่างแต่ก่อน ซึ่งถ้าผมได้คบกันกับเค้าจริงๆ แล้วมันมาถึงจุดหักเหตรงนี้ของชีวิตผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทำยังไง ก็คงต้องใช้ชีวิตไปแบบเดิมๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น
ผมว่าเส้นทางของชีวิตที่เราเลือกเดิน มันมีอะไรที่น่าสนใจทั้งนั้น แม้วันนี้เราจะไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีงานทำ แต่ผมว่าจุดๆนี้ในชีวิต จะพาไปสู่จุดอีกจุดนึงในชีวิตได้ ที่อาจจะดีกว่าที่เรามีงานทำมีเงินเยอะๆในวันนี้ซะอีก
การบันทึกเส้นทางเดินของชีวิตเอาไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าจะได้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เราตัดสินใจในวันนั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก ชีวิตมีขึ้นมีลง อย่าขาดสติก็พอ
25500728
ปัญหาจาก Hardware
คราวก่อนนู้น ผมเคยเจอปัญหากับเรื่องของเม้าส์ที่ขยับแล้ว pointer มันชอบกระโดดไปอยู่มุมของจอ
ตอนนั้นก็สงสัยว่าจะเป็นที่ driver มันคงจะห่วย หรือไม่ก็เป็นที่ตัวเม้าส์เองมันเจ๊งๆ แต่สุดท้ายกลับเป็นที่แผ่นรองเม้าส์
และมีอยู่อีกทีนึง ที่ผมใช้ๆงานอยู่ แล้วอยู่ดีดีก็ลาก pointer ไม่ไป มันไม่ยอมขยับตาม เหมือนถูกอะไรดึงเอาไว้ ตอนนั้นก็นึกว่าจะโดน Virus หรือ Spyware เล่นงานเข้าแล้ว แต่สุดท้ายเป็นที่แบตเตอรี่ของเม้าส์มันจะหมด
และล่าสุดปัญหาที่ผมเจอคือ เวลาที่ผมกด space bar บน keyboard มันจะเด้งหน้าจอ Search Results ขึ้นมาทุกครั้งไป ยิ่งพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเด้งขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำงานอะไรที่พิมพ์ๆไม่ได้เลย ลอง search หาดู เผื่อจะเจอทางแก้ ก็ไปเจอแค่กระทู้เดียวในเน็ตที่เค้ามีอาการเหมือนผมเป๊ะ และไม่มีทางแก้ไขใดๆ
ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง อาการมันแปลกประหลาดมาก ก็คิดว่าอาจจะติด Spyware จากที่ไหนมาหรือเปล่า แต่เอ๊ะ มันก็ไม่น่าจะออกมายุ่มย่ามได้ขนาดนี้นะ เพราะช่วงนี้ผมก็ไม่ได้เข้าเว็บที่เสี่ยงๆหรือว่าใช้ IE ในการชมเว็บ โอกาสติดน่าจะน้อยมากๆ ก็เลยลองใช้ Spybot กับ Ad-aware ช่วยกันหาซิว่าติดอะไรมาบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งคู่ก็หาไม่เจออะไรที่ผิดปกติ
เอาละสิ หรือว่าผมโดนไวรัสอะไรมาโจมตีอีกหรือเปล่า เริ่มเกิดอาการวิตกจริตแล้ว ก็เลยลองใช้ System Restore ย้อนไฟล์ระบบกลับไป แต่ย้อนกลับไปสองรอบ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม โอ๊ะโอ๋ อะไรกันเนี่ย ทำไมมันร้ายกาจได้ขนาดนี้
เอาวะ สงสัยต้องลองลง Windows ทับดูอีกทีซิ ก็ลองลงไป ทั้ง SP2 ก็ลองถอนออกแล้วลงใหม่ ก็ไม่หาย
ยังเหลือทางไหนอีกนะ อ้อ ลอง update Windows ดูดีกว่า ก็ update มันทุกอย่าง แต่ก็ไม่เป็นผล อาการยังเหมือนเดิม
เอ้า ลอง scan virus ดูดีกว่า ก็เลยไปเอา AVG, Avast, ClamWin มาลงแล้วจัดการ scan ก็เจอ virus นะ แต่พอคลีนแล้วก็ไม่หายอยู่ดี ... เฮ้ย.. อะไรกันเนี่ย
สุดท้าย เอ้า ลองเปลี่ยน keyboard ดูละกันวะ เลยไปหยิบเอา keyboard อันใหญ่มาใช้แทนอันปัจจุบันที่เป็นแบบเล็กๆ(ใช้เพราะมันประหยัดเนื้อที่บนโต๊ะดี)
อ้าว... หายเลย...
งง ไปเลยครับ งมอยู่สองวันกับปัญหาประหลาดๆตัวนี้ ที่แท้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ software เลย เป็นปัญหาที่ hardware อย่างเดียวเลย
ตอนนี้เลยคิดว่า ถ้าจะซื้อของใช้ที่จำเป็นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้บ่อยๆ จะยอมลงทุนซื้อของดีไปเลย คงไม่ได้ซื้อรุ่นที่ดีที่สุดนะ แต่ว่าเอาที่มันน่าเชื่อถือ อาจจะต้องหา review มาอ่านดูก่อนซื้อกันเลย
นี่เม้าส์สองตัวก็เริ่มจะเจ๊งแล้ว ตัวใหม่คงต้องเอาที่มันดีดีไปเลย เพราะเม้าส์นี่ใช้บ่อยจริงๆ
ท่านใดที่แวะผ่านมาอ่าน มีเม้าส์ตัวไหนที่ใช้แล้วถูกใจไหมครับ ตอนนี้ผมเล็งๆ Logitech G5 เอาไว้
ตอนนั้นก็สงสัยว่าจะเป็นที่ driver มันคงจะห่วย หรือไม่ก็เป็นที่ตัวเม้าส์เองมันเจ๊งๆ แต่สุดท้ายกลับเป็นที่แผ่นรองเม้าส์
และมีอยู่อีกทีนึง ที่ผมใช้ๆงานอยู่ แล้วอยู่ดีดีก็ลาก pointer ไม่ไป มันไม่ยอมขยับตาม เหมือนถูกอะไรดึงเอาไว้ ตอนนั้นก็นึกว่าจะโดน Virus หรือ Spyware เล่นงานเข้าแล้ว แต่สุดท้ายเป็นที่แบตเตอรี่ของเม้าส์มันจะหมด
และล่าสุดปัญหาที่ผมเจอคือ เวลาที่ผมกด space bar บน keyboard มันจะเด้งหน้าจอ Search Results ขึ้นมาทุกครั้งไป ยิ่งพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเด้งขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำงานอะไรที่พิมพ์ๆไม่ได้เลย ลอง search หาดู เผื่อจะเจอทางแก้ ก็ไปเจอแค่กระทู้เดียวในเน็ตที่เค้ามีอาการเหมือนผมเป๊ะ และไม่มีทางแก้ไขใดๆ
ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง อาการมันแปลกประหลาดมาก ก็คิดว่าอาจจะติด Spyware จากที่ไหนมาหรือเปล่า แต่เอ๊ะ มันก็ไม่น่าจะออกมายุ่มย่ามได้ขนาดนี้นะ เพราะช่วงนี้ผมก็ไม่ได้เข้าเว็บที่เสี่ยงๆหรือว่าใช้ IE ในการชมเว็บ โอกาสติดน่าจะน้อยมากๆ ก็เลยลองใช้ Spybot กับ Ad-aware ช่วยกันหาซิว่าติดอะไรมาบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งคู่ก็หาไม่เจออะไรที่ผิดปกติ
เอาละสิ หรือว่าผมโดนไวรัสอะไรมาโจมตีอีกหรือเปล่า เริ่มเกิดอาการวิตกจริตแล้ว ก็เลยลองใช้ System Restore ย้อนไฟล์ระบบกลับไป แต่ย้อนกลับไปสองรอบ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม โอ๊ะโอ๋ อะไรกันเนี่ย ทำไมมันร้ายกาจได้ขนาดนี้
เอาวะ สงสัยต้องลองลง Windows ทับดูอีกทีซิ ก็ลองลงไป ทั้ง SP2 ก็ลองถอนออกแล้วลงใหม่ ก็ไม่หาย
ยังเหลือทางไหนอีกนะ อ้อ ลอง update Windows ดูดีกว่า ก็ update มันทุกอย่าง แต่ก็ไม่เป็นผล อาการยังเหมือนเดิม
เอ้า ลอง scan virus ดูดีกว่า ก็เลยไปเอา AVG, Avast, ClamWin มาลงแล้วจัดการ scan ก็เจอ virus นะ แต่พอคลีนแล้วก็ไม่หายอยู่ดี ... เฮ้ย.. อะไรกันเนี่ย
สุดท้าย เอ้า ลองเปลี่ยน keyboard ดูละกันวะ เลยไปหยิบเอา keyboard อันใหญ่มาใช้แทนอันปัจจุบันที่เป็นแบบเล็กๆ(ใช้เพราะมันประหยัดเนื้อที่บนโต๊ะดี)
อ้าว... หายเลย...
งง ไปเลยครับ งมอยู่สองวันกับปัญหาประหลาดๆตัวนี้ ที่แท้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ software เลย เป็นปัญหาที่ hardware อย่างเดียวเลย
ตอนนี้เลยคิดว่า ถ้าจะซื้อของใช้ที่จำเป็นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้บ่อยๆ จะยอมลงทุนซื้อของดีไปเลย คงไม่ได้ซื้อรุ่นที่ดีที่สุดนะ แต่ว่าเอาที่มันน่าเชื่อถือ อาจจะต้องหา review มาอ่านดูก่อนซื้อกันเลย
นี่เม้าส์สองตัวก็เริ่มจะเจ๊งแล้ว ตัวใหม่คงต้องเอาที่มันดีดีไปเลย เพราะเม้าส์นี่ใช้บ่อยจริงๆ
ท่านใดที่แวะผ่านมาอ่าน มีเม้าส์ตัวไหนที่ใช้แล้วถูกใจไหมครับ ตอนนี้ผมเล็งๆ Logitech G5 เอาไว้
25500513
ครบรอบสองปีที่(พยายาม)ไม่กินเนื้อสัตว์
และแล้วก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆเลย
รอบปีที่ผ่านมานี้ก็มีบ้างที่กินเนื้อสัตว์ ล่าสุดก็เพิ่งจะกินข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไปเพราะไม่มีโอกาสเลือก
แต่ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกกินผักเอาแทน ซึ่งร่างกายก็ดูแข็งแรงดี สุขภาพทั่วไปไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร
ที่ผมสังเกตอย่างนึงคือ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ผมจะป่วยหนักๆทุกครั้ง จนพ่อกับแม่ต้องมารับตัวไปดูแลที่ชัยนาท แต่มาปีนี้ผมป่วยเช่นกัน เพราะความร้อนช่วงเดือนเมษายน แต่ว่าต่่างกันตรงที่ ผมไม่ได้ป่วยหนักๆเหมือนก่อน นอนพักวันนึงก็หายเป็นปกติแล้ว เลยรู้สึกเอาเองว่า ร่างกายของผมน่าจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆครับ งานนี้คงต้องดูกันยาวๆ แต่ผมจะมาอัพเดทเรื่อยๆทุกๆปี ใน blog อันนี้ครับ
รอบปีที่ผ่านมานี้ก็มีบ้างที่กินเนื้อสัตว์ ล่าสุดก็เพิ่งจะกินข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไปเพราะไม่มีโอกาสเลือก
แต่ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกกินผักเอาแทน ซึ่งร่างกายก็ดูแข็งแรงดี สุขภาพทั่วไปไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร
ที่ผมสังเกตอย่างนึงคือ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ผมจะป่วยหนักๆทุกครั้ง จนพ่อกับแม่ต้องมารับตัวไปดูแลที่ชัยนาท แต่มาปีนี้ผมป่วยเช่นกัน เพราะความร้อนช่วงเดือนเมษายน แต่ว่าต่่างกันตรงที่ ผมไม่ได้ป่วยหนักๆเหมือนก่อน นอนพักวันนึงก็หายเป็นปกติแล้ว เลยรู้สึกเอาเองว่า ร่างกายของผมน่าจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆครับ งานนี้คงต้องดูกันยาวๆ แต่ผมจะมาอัพเดทเรื่อยๆทุกๆปี ใน blog อันนี้ครับ
25500416
หมดยุคของเทปเพลงแล้วหรือเนี่ย
ค่อนข้างงงไปพอสมควรเลยครับ ที่เพิ่งจะรู้ว่าเทปเพลงเดี๋ยวนี้เค้าไม่มีวางขายกันแล้ว (เชยมากเลยแฮะ)
เรื่องของเรื่องก็คือ คุณยายผมเค้ามีเทปเพลงเก่าๆอยู่เยอะมาก ทั้งซื้อและก็ทั้งที่อัดจากสถานีวิทยุต่างๆ ทีนี้่แกก็ไม่อยากทิ้ง แกชอบ แกบอกเพลงหายากทั้งนั้นเลยนะ แล้วทีนี้เครื่องเล่นเทปอันเก่าของแกก็เสียมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่แกก็ไม่มีโอกาสไปซื้อเครื่องใหม่ น้าบิ๊กลูกชายของยายก็ซื้อเครื่องเสียงอันใหม่อย่างดีมาให้ แต่ก็ดีเกินไปไม่มีช่องใส่เทปซะนี่
ทีนี้ผมก็เลยพาแกไปเดินเลือกซื้ออันใหม่ที่ The Mall ก็ไปเดินดูที่ Sony กันเลย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า เพราะที่ได้ลองๆมา Sony มันทนที่สุดละ แต่ความต้องการของยายผมต้องการแค่ให้ฟังเทปกับวิทยุได้เท่านั้น ยายผมเค้าเล่น CD ไม่เป็น ก็เลยอยากได้ที่มีแค่เทปกับวิทยุ ซึ่งมันก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเท่านั้นเอง ก็เลยเอาแบบเล็กสุด เพราะว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอยู่แล้ว
พอได้เครื่องเล่นคุณยายก็อยากได้เทปเอามาเปิดฟังด้วย ก็เลยถามพนักงานขายว่ามีเทปเพลงขายไหม พนักงานทำหน้างงๆแบบไม่ค่อยเข้าใจคำถาม แล้วก็บอกว่าไม่มีนะครับ มีแต่ CD เพลง ผมได้ยินก็ตกกะใจเล็กน้อย และก็คิดว่าคงขายไม่ดีแล้วเลยไม่เอามาขาย
ผมเลยพายายไปดูร้าน CAP ที่ Seacon Square ซึ่งเป็นร้านขายเทปที่เมื่อก่อนผมชอบมาซื้ออยู่บ่อยๆ และก็พบว่า ที่ร้านนี้ไม่มีเทปเพลงขายแล้วเช่นกัน! สอบถามพนักงานขาย เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยผลิตเทปเพลงออกมาขายแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าราคาของเทปกับ CD มันใกล้เคียงกันมาก แถมคุณภาพก็ต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คิดๆดูก็ท่าจะจริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมซื้อเทปนั้นราคามันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยแล้ว(ราคาบนปกเทป) ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจะซื้อเท่าไหร่
สุดท้ายเลยพายายไปซื้อเทปเพลงเก่าๆที่ร้านขายเพลงเก่าสมัยโบราณ ซึ่งบนแผงก็มีเทปวางอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกงงพอสมควร ว่าสองปีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายพอสมควรเลยทีเดียว
ผมก็เริ่มคิดต่อว่า CD มันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ ผมว่า CD มันยังใหญ่มากเกินไป ถ้าเทียบกับขนาดของเทปเพลง(ความกว้าง,ยาว) ผมเลยมองว่ามันน่าจะมี Media ตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ CD อาจจะเป็น Memory Card เล็กๆ อย่าง SD card หรือ Mini SD card อะไรแบบนี้ไปเลยหรือเปล่า เพราะผมว่าความจุของมันก็ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยสวนทางกับราคาของมัน ถ้ามันสามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานอย่างแผ่น CD ได้ในปัจจุบัน ผมว่าอนาคตของมันน่าจะมาแทนที่ CD ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
และผมว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็พัฒนารวดเร็วมากๆ เมื่อก่อนกว่าแผ่นเสียงจะหายไปผมว่ามันก็นานมากนะ แล้วก็ช่วงที่ VHS เริ่มจากโลกไป ตอนนี้มาถึงคิวของเทปคาสเซ็ตแล้ว
จนผมว่าคนที่กำลังเก็บสะสม CD อยู่ในวันนี้ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงวันที่มันจะอำลาวงการไปด้วยเหมือนกัน
ไม่สะสมอะไรเอาไว้ดีที่สุดแล้วครับ
เรื่องของเรื่องก็คือ คุณยายผมเค้ามีเทปเพลงเก่าๆอยู่เยอะมาก ทั้งซื้อและก็ทั้งที่อัดจากสถานีวิทยุต่างๆ ทีนี้่แกก็ไม่อยากทิ้ง แกชอบ แกบอกเพลงหายากทั้งนั้นเลยนะ แล้วทีนี้เครื่องเล่นเทปอันเก่าของแกก็เสียมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่แกก็ไม่มีโอกาสไปซื้อเครื่องใหม่ น้าบิ๊กลูกชายของยายก็ซื้อเครื่องเสียงอันใหม่อย่างดีมาให้ แต่ก็ดีเกินไปไม่มีช่องใส่เทปซะนี่
ทีนี้ผมก็เลยพาแกไปเดินเลือกซื้ออันใหม่ที่ The Mall ก็ไปเดินดูที่ Sony กันเลย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า เพราะที่ได้ลองๆมา Sony มันทนที่สุดละ แต่ความต้องการของยายผมต้องการแค่ให้ฟังเทปกับวิทยุได้เท่านั้น ยายผมเค้าเล่น CD ไม่เป็น ก็เลยอยากได้ที่มีแค่เทปกับวิทยุ ซึ่งมันก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเท่านั้นเอง ก็เลยเอาแบบเล็กสุด เพราะว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอยู่แล้ว
พอได้เครื่องเล่นคุณยายก็อยากได้เทปเอามาเปิดฟังด้วย ก็เลยถามพนักงานขายว่ามีเทปเพลงขายไหม พนักงานทำหน้างงๆแบบไม่ค่อยเข้าใจคำถาม แล้วก็บอกว่าไม่มีนะครับ มีแต่ CD เพลง ผมได้ยินก็ตกกะใจเล็กน้อย และก็คิดว่าคงขายไม่ดีแล้วเลยไม่เอามาขาย
ผมเลยพายายไปดูร้าน CAP ที่ Seacon Square ซึ่งเป็นร้านขายเทปที่เมื่อก่อนผมชอบมาซื้ออยู่บ่อยๆ และก็พบว่า ที่ร้านนี้ไม่มีเทปเพลงขายแล้วเช่นกัน! สอบถามพนักงานขาย เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยผลิตเทปเพลงออกมาขายแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าราคาของเทปกับ CD มันใกล้เคียงกันมาก แถมคุณภาพก็ต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คิดๆดูก็ท่าจะจริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมซื้อเทปนั้นราคามันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยแล้ว(ราคาบนปกเทป) ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจะซื้อเท่าไหร่
สุดท้ายเลยพายายไปซื้อเทปเพลงเก่าๆที่ร้านขายเพลงเก่าสมัยโบราณ ซึ่งบนแผงก็มีเทปวางอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกงงพอสมควร ว่าสองปีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายพอสมควรเลยทีเดียว
ผมก็เริ่มคิดต่อว่า CD มันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ ผมว่า CD มันยังใหญ่มากเกินไป ถ้าเทียบกับขนาดของเทปเพลง(ความกว้าง,ยาว) ผมเลยมองว่ามันน่าจะมี Media ตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ CD อาจจะเป็น Memory Card เล็กๆ อย่าง SD card หรือ Mini SD card อะไรแบบนี้ไปเลยหรือเปล่า เพราะผมว่าความจุของมันก็ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยสวนทางกับราคาของมัน ถ้ามันสามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานอย่างแผ่น CD ได้ในปัจจุบัน ผมว่าอนาคตของมันน่าจะมาแทนที่ CD ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
และผมว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็พัฒนารวดเร็วมากๆ เมื่อก่อนกว่าแผ่นเสียงจะหายไปผมว่ามันก็นานมากนะ แล้วก็ช่วงที่ VHS เริ่มจากโลกไป ตอนนี้มาถึงคิวของเทปคาสเซ็ตแล้ว
จนผมว่าคนที่กำลังเก็บสะสม CD อยู่ในวันนี้ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงวันที่มันจะอำลาวงการไปด้วยเหมือนกัน
ไม่สะสมอะไรเอาไว้ดีที่สุดแล้วครับ
25500327
ย้ายบ้านเหมือนการเตรียมตัวตาย
ช่วงนี้ผมกำลังวุ่นอยู่กับการจัดการข้าวของต่างๆ เพราะว่าจะย้ายกลับเมืองไทยแล้ว และก็ไม่ได้ชิพอะไรกลับเลย ก็เลยต้องมาจัดการโละข้าวของที่ไม่จำเป็นออกไปเพราะเนื้อที่มีจำกัดแค่กระเป๋า ๓ ใบ
ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ย้ายกลับเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหมือนการเตรียมตัวตายของผม เหมือนมันสอนให้ผมได้รู้จักว่าการที่มีของมากมายก่อนที่จะตายนั้นมีผลเป็นยังไง ถ้าผมตายในวันนี้ ของที่เหลือมากมายของผมก็คงจะต้องถูกทิ้งไป อาจจะมีคนเอาไปใช้ได้บ้างแต่ก็คงไม่ทั้งหมด
การย้ายกลับเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นข้อผิดพลาดในหลายๆจุด
ผมเริ่มจัดการข้าวของช้าเกินไป ผมควรจะเริ่มจัดการทิ้งข้าวของตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนกลับ เพราะจะได้มีเวลาในการขายหรือบริจาคให้คนอื่นไปได้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาสิ่งของที่ผมมีให้กับคนอื่นๆได้ แม้ที่นี่จะมีเรื่องของ Moving sale, Garage sale แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดข้าวของเหลือใช้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
สุดท้ายข้าวของหลายอย่างก็จะไปอยู่ในกองขยะ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร
เดี๋ยวพอผมกลับไปถึงเมืองไทย ผมก็จะเจอกับประสบการณ์การย้ายบ้านอีกครั้ง แต่มันคงจะหนักหนากว่าครั้งนี้แน่เลย เพราะของที่เมืองไทยผมมันเยอะมากๆ ผมคงต้องเผื่อเวลาในการจัดการให้มากกว่านี้
ชีวิตผมก็คงเหมือนกัน คงต้องรีบจัดการข้าวของต่างๆ เตรียมตัวสู่การย้ายไปสู่ร่างอื่นได้ทุกเวลา เพราะผมคงจะไม่รู้ว่าผมจะต้องย้ายเมื่อไหร่
ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ย้ายกลับเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหมือนการเตรียมตัวตายของผม เหมือนมันสอนให้ผมได้รู้จักว่าการที่มีของมากมายก่อนที่จะตายนั้นมีผลเป็นยังไง ถ้าผมตายในวันนี้ ของที่เหลือมากมายของผมก็คงจะต้องถูกทิ้งไป อาจจะมีคนเอาไปใช้ได้บ้างแต่ก็คงไม่ทั้งหมด
การย้ายกลับเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นข้อผิดพลาดในหลายๆจุด
ผมเริ่มจัดการข้าวของช้าเกินไป ผมควรจะเริ่มจัดการทิ้งข้าวของตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนกลับ เพราะจะได้มีเวลาในการขายหรือบริจาคให้คนอื่นไปได้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาสิ่งของที่ผมมีให้กับคนอื่นๆได้ แม้ที่นี่จะมีเรื่องของ Moving sale, Garage sale แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดข้าวของเหลือใช้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
สุดท้ายข้าวของหลายอย่างก็จะไปอยู่ในกองขยะ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร
เดี๋ยวพอผมกลับไปถึงเมืองไทย ผมก็จะเจอกับประสบการณ์การย้ายบ้านอีกครั้ง แต่มันคงจะหนักหนากว่าครั้งนี้แน่เลย เพราะของที่เมืองไทยผมมันเยอะมากๆ ผมคงต้องเผื่อเวลาในการจัดการให้มากกว่านี้
ชีวิตผมก็คงเหมือนกัน คงต้องรีบจัดการข้าวของต่างๆ เตรียมตัวสู่การย้ายไปสู่ร่างอื่นได้ทุกเวลา เพราะผมคงจะไม่รู้ว่าผมจะต้องย้ายเมื่อไหร่
25500303
มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด
(เขียนเมื่อ 27 Jan 2007)
เพราะว่ามนุษย์ไม่มีสัญชาตญาณแบบสัตว์อื่นๆ เกิดมาต้องเรียนรู้ กว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ หาอาหารเองได้ก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว
แต่มนุษย์ก็กลับสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้สูงส่งจนเทวดาต้องเคารพ อย่างพระพุทธเจ้านั่นเอง
แปลกประหลาดจริงๆ
เพราะว่ามนุษย์ไม่มีสัญชาตญาณแบบสัตว์อื่นๆ เกิดมาต้องเรียนรู้ กว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ หาอาหารเองได้ก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว
แต่มนุษย์ก็กลับสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้สูงส่งจนเทวดาต้องเคารพ อย่างพระพุทธเจ้านั่นเอง
แปลกประหลาดจริงๆ
เจริญที่กระบวนการ
(เขียนเมื่อ 2 Feb 2007)
ฟังธรรมมะจากพระพรหมคุณาภรณ์ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
มีตอนนึงที่ท่านพูดว่า
สิ่งของต่างๆที่เราหามาใช้นั้น ที่เราบอกว่ามีแล้วเราเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น จริงๆแล้วความเจริญมันอยู่ที่ตัวสิ่งของ หรือกระบวนการคิดประดิษฐ์สิ่งของเหล่านั้น
ฟังแล้วก็ได้คิดว่า เออ จริงแฮะ ข้าวของต่างๆที่มาอำนวยความสะดวกให้เรานั้นตัวสิ่งของมันเป็นแค่ผลลัพท์ของการประดิษฐ์คิดค้น ตรงนั้นสิน่าจะเรียกว่าความเจริญที่แท้จริง เราจะมีสิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเรายังไม่มีความคิดในการประดิษฐ์สร้างสรรค์ เราก็ไม่ได้เจริญขึ้นเลย
ฟังธรรมมะจากพระพรหมคุณาภรณ์ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
มีตอนนึงที่ท่านพูดว่า
สิ่งของต่างๆที่เราหามาใช้นั้น ที่เราบอกว่ามีแล้วเราเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น จริงๆแล้วความเจริญมันอยู่ที่ตัวสิ่งของ หรือกระบวนการคิดประดิษฐ์สิ่งของเหล่านั้น
ฟังแล้วก็ได้คิดว่า เออ จริงแฮะ ข้าวของต่างๆที่มาอำนวยความสะดวกให้เรานั้นตัวสิ่งของมันเป็นแค่ผลลัพท์ของการประดิษฐ์คิดค้น ตรงนั้นสิน่าจะเรียกว่าความเจริญที่แท้จริง เราจะมีสิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเรายังไม่มีความคิดในการประดิษฐ์สร้างสรรค์ เราก็ไม่ได้เจริญขึ้นเลย
ชีวิตสนุกขึ้นเมื่อเชื่อเรื่องชาติหน้า
( เขียนเมื่อ 8 Jan 2007 )
ชีวิตของผมเริ่มสนุกขึ้นมา เมื่อผมชักเริ่มเชื่อแล้วว่าชาติหน้ามีจริง
ดังนั้นความตายของผมในภพชาตินี้ก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดอย่างแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็ไม่ต้องกลัวกับความตายอีกต่อไป และด้วยความเชื่อเรื่องความผูกพันของกรรมที่เราทำมากับผู้อื่นย่อมที่จะส่งผลให้เราได้กลับมาเจอกันอีกกับบุคคลต่างๆเหล่านั้น มันก็จึงเป็นเรื่องที่น่าสนุก ว่าพวกเราจะกลับมาเกี่ยวดองกันอีกได้อย่างไร
อีกข้อที่น่าสนุกคือ อะไรต่างๆที่ผมมีในชีวิตนี้ ผมเอาติดตัวไปชาติหน้าไม่ได้ ดังนั้นมีไว้เพื่อใช้มันในชาตินี้ก็พอ ไม่คิดเสียดายอะไรอีกต่อไป
แต่สิ่งสำคัญที่มันจะไปเป็นตัวหนุนสำคัญที่จะทำให้เราไปเกิดในภพหน้านี่สิ
กรรมดี กรรมชั่ว ที่เราก่อขึ้นมาในชาตินี้ สองสิ่งนี้แหละที่จะนำพาเราไปสู่ร่างใหม่ชีวิตใหม่ เพื่อให้ผมได้กลับมาอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ
น่าสนุกดีไหมครับ :)
แล้วยังไงคงได้เจอกันอีกในชาติหน้าครับ!
ชีวิตของผมเริ่มสนุกขึ้นมา เมื่อผมชักเริ่มเชื่อแล้วว่าชาติหน้ามีจริง
ดังนั้นความตายของผมในภพชาตินี้ก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดอย่างแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็ไม่ต้องกลัวกับความตายอีกต่อไป และด้วยความเชื่อเรื่องความผูกพันของกรรมที่เราทำมากับผู้อื่นย่อมที่จะส่งผลให้เราได้กลับมาเจอกันอีกกับบุคคลต่างๆเหล่านั้น มันก็จึงเป็นเรื่องที่น่าสนุก ว่าพวกเราจะกลับมาเกี่ยวดองกันอีกได้อย่างไร
อีกข้อที่น่าสนุกคือ อะไรต่างๆที่ผมมีในชีวิตนี้ ผมเอาติดตัวไปชาติหน้าไม่ได้ ดังนั้นมีไว้เพื่อใช้มันในชาตินี้ก็พอ ไม่คิดเสียดายอะไรอีกต่อไป
แต่สิ่งสำคัญที่มันจะไปเป็นตัวหนุนสำคัญที่จะทำให้เราไปเกิดในภพหน้านี่สิ
กรรมดี กรรมชั่ว ที่เราก่อขึ้นมาในชาตินี้ สองสิ่งนี้แหละที่จะนำพาเราไปสู่ร่างใหม่ชีวิตใหม่ เพื่อให้ผมได้กลับมาอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ
น่าสนุกดีไหมครับ :)
แล้วยังไงคงได้เจอกันอีกในชาติหน้าครับ!
ชีวิตออนไลน์
ผมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตผมเริ่มจะกลายเป็นชีวิตที่ออนไลน์ได้สมบูรณ์แบบขึ้น
ผมสามารถที่จะใช้บริการฟรี e-mail ที่ให้เนื้อที่แบบเหลือเฟือ โดยไม่ต้องลบ e-mail เก่าๆทิ้งไป หรือเก็บลงเครื่อง (Gmail.com)
ผมสามารถที่จะเก็บรูปถ่ายของผมลงบนเว็บที่ให้บริการเก็บรูปถ่าย ที่มีเนื้อที่ให้มากเพียงพอ (Multiply.com)
ผมสามารถที่จะเก็บไฟล์งานต่างๆลงบน server และนำเอาออกมาใช้ที่ไหนก็ได้ที่ผมสามารถที่จะออนไลน์ได้ (Box.net)
ผมสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับคนที่ไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์ผ่านโปรแกรมสนทนาต่างๆมากมาย (Skype)
ผมสามารถที่จะอ่านข่าว ดูรายการทีวี ฟังวิทยุ ได้ออนไลน์
โปรแกรมต่างๆเริ่มแปลงตัวเองเป็นแบบ Web Application กันมากขึ้น
ผมว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ชีวิตผมจะไม่ต้องยึดติดกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ แค่ออนไลน์ได้เท่านั้น ผมก็สามารถที่จะทำงานต่างๆได้ทุกเวลา
แต่ถ้าผมไม่มีอินเทอร์เน็ตขึ้นมาล่ะ... ก็เป็นข้ออ้างที่ดีในการไม่สามารถที่จะทำงานได้
ผมสามารถที่จะใช้บริการฟรี e-mail ที่ให้เนื้อที่แบบเหลือเฟือ โดยไม่ต้องลบ e-mail เก่าๆทิ้งไป หรือเก็บลงเครื่อง (Gmail.com)
ผมสามารถที่จะเก็บรูปถ่ายของผมลงบนเว็บที่ให้บริการเก็บรูปถ่าย ที่มีเนื้อที่ให้มากเพียงพอ (Multiply.com)
ผมสามารถที่จะเก็บไฟล์งานต่างๆลงบน server และนำเอาออกมาใช้ที่ไหนก็ได้ที่ผมสามารถที่จะออนไลน์ได้ (Box.net)
ผมสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับคนที่ไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์ผ่านโปรแกรมสนทนาต่างๆมากมาย (Skype)
ผมสามารถที่จะอ่านข่าว ดูรายการทีวี ฟังวิทยุ ได้ออนไลน์
โปรแกรมต่างๆเริ่มแปลงตัวเองเป็นแบบ Web Application กันมากขึ้น
ผมว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ชีวิตผมจะไม่ต้องยึดติดกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ แค่ออนไลน์ได้เท่านั้น ผมก็สามารถที่จะทำงานต่างๆได้ทุกเวลา
แต่ถ้าผมไม่มีอินเทอร์เน็ตขึ้นมาล่ะ... ก็เป็นข้ออ้างที่ดีในการไม่สามารถที่จะทำงานได้
25500225
ติดโรค Tag
โดนกะเค้าเข้าบ้างเหมือนกันครับ จาก sweetysax
- แปะ wallpaper ที่ใช้อยู่ตอนนี้ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นในคอมหรือโน้ตบุค (มีข้อแม้ว่าเอาตามจริง ไม่ให้สร้างภาพ)

- บอก OS ที่ใช้, resolution หน้าจอ
- OS: Windows 2000 SP4
- resolution: 1024x768 - ระบุหน่อยว่าเอามาจากไหน (website ที่ download, ถ้าเป็นรูปถ่ายก็ให้บอกว่าถ่ายมาจากที่ไหน)
- สีชมพูเฉยๆไม่มีรูปอะไร - เหตุใดถึงเลือกมาเป็น wallpaper
- ช่วงนี้ชอบง่ายๆ เครื่องที่ใช้อยู่นี้มันเก่าแล้วด้วยถ้ามี Wallpaper จะทำให้ช้า - จากนั้น Tag ต่อไปอีก 5 คน
- ขอไม่ต่อละกันนะ เป็นคนไม่ตามกระแส(แล้วไปเอา Wallpaper มาลงทำไมเนี่ย)
25500217
เลิกกินไข่ เลิกกินนมวัว และเนื้อสัตว์ กันเถอะ!
เมื่อวานไปเจอกระทู้ในเว็บลานธรรมเข้าอันนึง เค้าพาไปดูเบื้องหลังจากโรงฆ่าสัตว์ที่มนุษย์กินกัน
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=agri_long&Player=wm&speed=_med
เห็นแล้วเศร้า น่าสงสาร น่ากลัว นึกไปว่าถ้านั่นเป็นเรานะ เราจะเจ็บปวดทรมาณขนาดไหน
ทำให้ความคิดที่กินเนื้อสัตว์บางครั้งแล้วแต่โอกาส เปลี่ยนไป ไม่อยากเป็นผู้ที่ฆ่าพวกเขาทางอ้อมอีกแล้วล่ะครับ
แต่ก่อนนี้ ผมกินนม กินไข่ ก็เพราะคิดว่าเป็นผลผลิตที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องเจ็บปวด
แต่ไม่จริงเลยสักนิด...
น้ำนมวัวที่เราดื่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น ได้มาจากแม่วัวที่ต้องเสียลูกเอาไปสังเวยเป็นอาหารจานหรู ทำเป็นเนื้อลูกวัวอบ
ถ้ายิ่งเราบริโภคนมวัว ก็จะยิ่งทำให้เราต้องฆ่าลูกวัวทางอ้อม
แล้วไข่ไก่ล่ะ
ไข่ไก่ที่พวกเรากินกันอยู่นี้ มาจากแม่ไก่ที่ถูกเลี้ยงอยู่อย่างคับแคบในกรงเล็กๆที่แออัดไปด้วยแม่ไก่ตัวอื่นๆ ไม่ได้รับอิสระให้ไปไหน วันๆต้องผลิตไข่ออกมาเท่านั้น ไม่มีที่แม้กระทั้งจะขยับปีกเพียงข้างเดียว
มนุษย์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่ไก่ออกไข่ให้ได้มากๆ โดยที่ไม่ได้สนใจชีวิตของพวกมันเลยสักนิด
ปลาก็เหมือนกันนะครับ มันไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากอย่างที่เข้าใจกัน
ลองไปดูวิดีโอเหล่านี้ดูสิครับ
อันนี้ยาวหน่อยแต่ว่าได้รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเยอะเลย
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=lets_ask&Player=wm&speed=_med
อันนี้เหตุผลที่น่าฟัง
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=chew_on_this&Player=wm&speed=_med
สามอันล่างนี้ใจไม่ถึงอย่าดู
แต่ดูแล้วเราเชื่อว่ามันน่าจะเปลี่ยนชีวิตคุณ(และชีวิตอื่นๆ)ไปในทางที่ดีขึ้น
(ไม่ใช่หนังสือเผยแพร่ศาสนานะ)
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=meet_your_meat&Player=wm&speed=_med
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=testing123&Player=wm&speed=_med
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=agri_long&Player=wm&speed=_med
โปรตีนจากพืช เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์นะครับ ร่างกายเราไม่ได้ต้องการเนื้อสัตว์หรอกครับ แต่ใจเรานั่นแหละที่ต้องการ
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=agri_long&Player=wm&speed=_med
เห็นแล้วเศร้า น่าสงสาร น่ากลัว นึกไปว่าถ้านั่นเป็นเรานะ เราจะเจ็บปวดทรมาณขนาดไหน
ทำให้ความคิดที่กินเนื้อสัตว์บางครั้งแล้วแต่โอกาส เปลี่ยนไป ไม่อยากเป็นผู้ที่ฆ่าพวกเขาทางอ้อมอีกแล้วล่ะครับ
แต่ก่อนนี้ ผมกินนม กินไข่ ก็เพราะคิดว่าเป็นผลผลิตที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องเจ็บปวด
แต่ไม่จริงเลยสักนิด...
น้ำนมวัวที่เราดื่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น ได้มาจากแม่วัวที่ต้องเสียลูกเอาไปสังเวยเป็นอาหารจานหรู ทำเป็นเนื้อลูกวัวอบ
ถ้ายิ่งเราบริโภคนมวัว ก็จะยิ่งทำให้เราต้องฆ่าลูกวัวทางอ้อม
แล้วไข่ไก่ล่ะ
ไข่ไก่ที่พวกเรากินกันอยู่นี้ มาจากแม่ไก่ที่ถูกเลี้ยงอยู่อย่างคับแคบในกรงเล็กๆที่แออัดไปด้วยแม่ไก่ตัวอื่นๆ ไม่ได้รับอิสระให้ไปไหน วันๆต้องผลิตไข่ออกมาเท่านั้น ไม่มีที่แม้กระทั้งจะขยับปีกเพียงข้างเดียว
มนุษย์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่ไก่ออกไข่ให้ได้มากๆ โดยที่ไม่ได้สนใจชีวิตของพวกมันเลยสักนิด
ปลาก็เหมือนกันนะครับ มันไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากอย่างที่เข้าใจกัน
ลองไปดูวิดีโอเหล่านี้ดูสิครับ
อันนี้ยาวหน่อยแต่ว่าได้รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเยอะเลย

http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=lets_ask&Player=wm&speed=_med
อันนี้เหตุผลที่น่าฟัง

http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=chew_on_this&Player=wm&speed=_med
สามอันล่างนี้ใจไม่ถึงอย่าดู

แต่ดูแล้วเราเชื่อว่ามันน่าจะเปลี่ยนชีวิตคุณ(และชีวิตอื่นๆ)ไปในทางที่ดีขึ้น
(ไม่ใช่หนังสือเผยแพร่ศาสนานะ)http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=meet_your_meat&Player=wm&speed=_med
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=testing123&Player=wm&speed=_med
http://www.petatv.com/tvpopup/video.asp?video=agri_long&Player=wm&speed=_med
โปรตีนจากพืช เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์นะครับ ร่างกายเราไม่ได้ต้องการเนื้อสัตว์หรอกครับ แต่ใจเรานั่นแหละที่ต้องการ
25500216
ค้นหา
(เขียนเมื่อ 7 Jan 2007)
ช่วงนี้พยายามจัดการไฟล์ต่างๆในเครื่องให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น
ก็ทำให้หาอะไรง่ายขึ้นมาอีกหน่อย เมื่อก่อนผมจะชอบเก็บอะไรไว้เยอะแยะเต็มไปหมด โปรแกรมเก่าๆมีอยู่เต็มไปหมด
หาอะไรทีก็ต้องไล่ดูเอา
เลยมานึกถึงความสามารถในการค้นหาสิ่งต่างๆของ Mac OS X Spotlight หรือ Windows Vista Search (ไม่เคยใช้ทั้งคู่เลย แต่คิดว่าน่าจะเยี่ยมมาก)
ที่มันหาอะไรบนเครื่องได้อย่างง่ายดาย เราก็แทบจะไม่ต้องจัดระเบียบของไฟล์อะไรให้ยุ่งยาก เพราะมันจะไปค้นหาให้เอง
มาคิดถึงข้าวของต่างๆรอบตัว เมื่อก่อนห้องผมก็จะรกๆ หาอะไรไม่ค่อยจะเจอ จนมาวันที่จัดห้อง ก็ร้องอ๋อ อยู่หลายทีว่า อยู่นี่เอง...
วันนี้ข้าวของน้อยลง เป็นระเบียบมากขึ้น ระบบค้นหาข้าวของก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ผมว่าไม่มีระบบค้นหาข้าวของในบ้านก็ดีเหมือนกันนะ ไม่งั้นผมอาจจะชอบเก็บสะสมของมากกว่าในอดีตเสียอีก
ช่วงนี้พยายามจัดการไฟล์ต่างๆในเครื่องให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น
ก็ทำให้หาอะไรง่ายขึ้นมาอีกหน่อย เมื่อก่อนผมจะชอบเก็บอะไรไว้เยอะแยะเต็มไปหมด โปรแกรมเก่าๆมีอยู่เต็มไปหมด
หาอะไรทีก็ต้องไล่ดูเอา
เลยมานึกถึงความสามารถในการค้นหาสิ่งต่างๆของ Mac OS X Spotlight หรือ Windows Vista Search (ไม่เคยใช้ทั้งคู่เลย แต่คิดว่าน่าจะเยี่ยมมาก)
ที่มันหาอะไรบนเครื่องได้อย่างง่ายดาย เราก็แทบจะไม่ต้องจัดระเบียบของไฟล์อะไรให้ยุ่งยาก เพราะมันจะไปค้นหาให้เอง
มาคิดถึงข้าวของต่างๆรอบตัว เมื่อก่อนห้องผมก็จะรกๆ หาอะไรไม่ค่อยจะเจอ จนมาวันที่จัดห้อง ก็ร้องอ๋อ อยู่หลายทีว่า อยู่นี่เอง...
วันนี้ข้าวของน้อยลง เป็นระเบียบมากขึ้น ระบบค้นหาข้าวของก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ผมว่าไม่มีระบบค้นหาข้าวของในบ้านก็ดีเหมือนกันนะ ไม่งั้นผมอาจจะชอบเก็บสะสมของมากกว่าในอดีตเสียอีก
ความสุขจากการให้
(เขียนเมื่อ 8 Jan 2007)
ผมรู้สึกว่าความสุขของการได้เป็นผู้ให้ยิ่งใหญ่กว่าความสุขของการเป็นผู้รับ
มาเป็นผู้ให้กันดีกว่า :D
ผมรู้สึกว่าความสุขของการได้เป็นผู้ให้ยิ่งใหญ่กว่าความสุขของการเป็นผู้รับ
มาเป็นผู้ให้กันดีกว่า :D
วิธีแก้ปัญหา
(เขียนเมื่อ 3 Jan 2007)
ดูโฆษณายาป้องกันไม่ให้ลำไส้ใหญ่ดูดซึมคอเลสเตอรอล ทำให้ไม่อ้วน!
ดูแล้วก็ทึ่งดี คิดได้ยังไงนะยาแบบนี้ แต่มาลองคิดๆดู ปัญหามันอยู่ที่ตัวเราที่กินอาหารที่มีไขมันมากเกินไปมากกว่าไม่ใช่หรือ
ทำไมไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ ลดการกินอาหารลง ประหยัดทั้งเงิน ดีทั้งสุขภาพ ไม่ทำ
กลับไปหาทางแก้ที่ปลายเหตุ
นี่แหละหนาวิธีแก้ปัญหาแบบชาวบริโภคนิยม...
วันก่อนเจอโฆษณาอีกตัว เป็นสายรัดกระเพาะไม่ให้อาหารลงไป!
กินได้ไม่อั้นแต่ไม่อ้วน เพราะลงไม่ถึงกระเพาะ
แต่สายรัดนี้ก็สามารถจะบีบหรือคลายตัวออกได้ตามที่เราต้องการ
คิดได้ไงเนี่ยมนุษย์เรา
ดูโฆษณายาป้องกันไม่ให้ลำไส้ใหญ่ดูดซึมคอเลสเตอรอล ทำให้ไม่อ้วน!
ดูแล้วก็ทึ่งดี คิดได้ยังไงนะยาแบบนี้ แต่มาลองคิดๆดู ปัญหามันอยู่ที่ตัวเราที่กินอาหารที่มีไขมันมากเกินไปมากกว่าไม่ใช่หรือ
ทำไมไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ ลดการกินอาหารลง ประหยัดทั้งเงิน ดีทั้งสุขภาพ ไม่ทำ
กลับไปหาทางแก้ที่ปลายเหตุ
นี่แหละหนาวิธีแก้ปัญหาแบบชาวบริโภคนิยม...
วันก่อนเจอโฆษณาอีกตัว เป็นสายรัดกระเพาะไม่ให้อาหารลงไป!
กินได้ไม่อั้นแต่ไม่อ้วน เพราะลงไม่ถึงกระเพาะ
แต่สายรัดนี้ก็สามารถจะบีบหรือคลายตัวออกได้ตามที่เราต้องการ
คิดได้ไงเนี่ยมนุษย์เรา
สวัสดีปีใหม่
(เขียนเมื่อ 1 Jan 2007)
วันนี้จริงๆไม่ได้คิดจะออกไปไหนเลย เพราะคิดว่าวันปีใหม่ก็แค่วันวันนึงเท่านั้น(จริงๆก็ใช่นะ)
แต่พอดีเพื่อนโทรมาชวนออกไปดูพลุที่ริมแม่น้ำ ก็เลยออกไป เพราะก็อยากจะไปดูผู้คนที่เค้าไปดูพลุกัน
ออกไปตั้งแต่สามทุ่มครึ่ง เดินเล่นดูคอนเสิร์ตที่ City Market มองไปรอบๆก็มีแต่คนดื่มเบียร์ หรือถือแก้วน้ำอะไรสักอย่าง แล้วก็มีซุ้มขายน้ำขายอาหารอยู่รอบๆ บางคนที่ไปยืนหน้าเวทีก็เต้นไปตามจังหวะดนตรีที่เร้าใจ ผมกับเพื่อนยืนดูสักพักก็ไปหาไอติมมากินกัน แล้วก็เดินไปที่ River street ที่นั่นคนยังไม่มากนัก เพราะเวลาที่พวกเราไปถึง ยังไม่ใกล้เวลาที่เค้าจะจุดพลุกัน
ตามทางก็จะเห็นฝรั่งทั้งเมาบ้าง ตะโกนเสียงดังบ้างเป็นระยะๆ บางคู่ก็ยืนกอดกัน บ้างก็มีจุ๊บกัน
บางคนก็นั่งกินอาหารริมทางเดิน
แต่ที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลยก็คือตลอดทางที่เดินจะต้องมีคนสูบบุหรี่แล้วก็พ่นควันเผื่อชาวบ้านที่จะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่สน
พอถึงเที่ยงคืนเค้าก็จุดพลุกัน ซึ่งผมดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างกับพลุที่เคยจุดที่นี่เลย แต่ผู้คนก็พากันเฮฮาสนุกสนานกัน ถ่ายรูปถ่ายวีดีโอบันทึกเหตุการณ์ ส่วนผมก็มองผู้คนต่างๆไปว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง
ผมไม่รู้สึกว่าการที่เราจะมาฉลองอะไรแบบนี้มันดีตรงไหน มันสิ้นเปลืองมากๆทุกๆอย่าง
แต่ผมว่ามันเป็นวันที่ดีสำหรับการค้าขายมากๆ
เพราะเป็นวันที่เงินจะถูกจับจ่ายใช้สอยอย่างง่ายดายกว่าปกติ
เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่วันนี้กลายเป็นวันที่สำคัญ?
พอพลุจุดจนหมด ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือทิ้งเอาไว้แต่เศษขยะที่กลาดเกลื่อนเต็มไปหมด (เข้าใจว่าคงเป็นวิธีการสร้างรายได้ให้กับคนที่อยากจะมาเป็นคนเก็บขยะ)
สวัสดีปีใหม่ครับ
วันนี้จริงๆไม่ได้คิดจะออกไปไหนเลย เพราะคิดว่าวันปีใหม่ก็แค่วันวันนึงเท่านั้น(จริงๆก็ใช่นะ)
แต่พอดีเพื่อนโทรมาชวนออกไปดูพลุที่ริมแม่น้ำ ก็เลยออกไป เพราะก็อยากจะไปดูผู้คนที่เค้าไปดูพลุกัน
ออกไปตั้งแต่สามทุ่มครึ่ง เดินเล่นดูคอนเสิร์ตที่ City Market มองไปรอบๆก็มีแต่คนดื่มเบียร์ หรือถือแก้วน้ำอะไรสักอย่าง แล้วก็มีซุ้มขายน้ำขายอาหารอยู่รอบๆ บางคนที่ไปยืนหน้าเวทีก็เต้นไปตามจังหวะดนตรีที่เร้าใจ ผมกับเพื่อนยืนดูสักพักก็ไปหาไอติมมากินกัน แล้วก็เดินไปที่ River street ที่นั่นคนยังไม่มากนัก เพราะเวลาที่พวกเราไปถึง ยังไม่ใกล้เวลาที่เค้าจะจุดพลุกัน
ตามทางก็จะเห็นฝรั่งทั้งเมาบ้าง ตะโกนเสียงดังบ้างเป็นระยะๆ บางคู่ก็ยืนกอดกัน บ้างก็มีจุ๊บกัน
บางคนก็นั่งกินอาหารริมทางเดิน
แต่ที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลยก็คือตลอดทางที่เดินจะต้องมีคนสูบบุหรี่แล้วก็พ่นควันเผื่อชาวบ้านที่จะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่สน
พอถึงเที่ยงคืนเค้าก็จุดพลุกัน ซึ่งผมดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างกับพลุที่เคยจุดที่นี่เลย แต่ผู้คนก็พากันเฮฮาสนุกสนานกัน ถ่ายรูปถ่ายวีดีโอบันทึกเหตุการณ์ ส่วนผมก็มองผู้คนต่างๆไปว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง
ผมไม่รู้สึกว่าการที่เราจะมาฉลองอะไรแบบนี้มันดีตรงไหน มันสิ้นเปลืองมากๆทุกๆอย่าง
แต่ผมว่ามันเป็นวันที่ดีสำหรับการค้าขายมากๆ
เพราะเป็นวันที่เงินจะถูกจับจ่ายใช้สอยอย่างง่ายดายกว่าปกติ
เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่วันนี้กลายเป็นวันที่สำคัญ?
พอพลุจุดจนหมด ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือทิ้งเอาไว้แต่เศษขยะที่กลาดเกลื่อนเต็มไปหมด (เข้าใจว่าคงเป็นวิธีการสร้างรายได้ให้กับคนที่อยากจะมาเป็นคนเก็บขยะ)
สวัสดีปีใหม่ครับ
25500118
จะหยุดได้ไหม
คุยกับเพื่อนๆว่ามีความฝันกันไว้อย่างไรบ้าง
มีคนนึงบอกถึงเรื่องแผนการเก็บสะสมเงินเพื่อชีวิตในบั้นปลาย
เค้าบอกว่าต้องมีเงินเก็บให้ได้ ๕-๗ ล้าน ก่อนอายุ ๖๐ เพื่อจะได้มีใช้เดือนละสองหมื่น
ผมก็ว่ามันเป็นแผนที่น่าจะดี แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า
เมื่อผมเก็บเงินได้ครบตามเป้าแล้ว ผมจะหยุดเก็บได้จริงๆเหรอ?
ผมจะไม่อยากเก็บต่อ เพราะคิดไปว่ามันอาจจะไม่พอหรือ?
จนสุดท้ายผมก็อาจจะเกษียรตัวเองไม่ได้
และในที่สุดก็ไม่ได้มีเวลาหาความสุขกับเงินที่เราทุ่มเทหามาทั้งชีวิตหรือเปล่า?
แล้วผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผมจะหยุดได้จริงๆ
แล้วมันจะคุ้มกันไหมนะ ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว ผมเลือกที่จะหาเงินต่อไป?
มีคนนึงบอกถึงเรื่องแผนการเก็บสะสมเงินเพื่อชีวิตในบั้นปลาย
เค้าบอกว่าต้องมีเงินเก็บให้ได้ ๕-๗ ล้าน ก่อนอายุ ๖๐ เพื่อจะได้มีใช้เดือนละสองหมื่น
ผมก็ว่ามันเป็นแผนที่น่าจะดี แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า
เมื่อผมเก็บเงินได้ครบตามเป้าแล้ว ผมจะหยุดเก็บได้จริงๆเหรอ?
ผมจะไม่อยากเก็บต่อ เพราะคิดไปว่ามันอาจจะไม่พอหรือ?
จนสุดท้ายผมก็อาจจะเกษียรตัวเองไม่ได้
และในที่สุดก็ไม่ได้มีเวลาหาความสุขกับเงินที่เราทุ่มเทหามาทั้งชีวิตหรือเปล่า?
แล้วผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผมจะหยุดได้จริงๆ
แล้วมันจะคุ้มกันไหมนะ ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว ผมเลือกที่จะหาเงินต่อไป?
เวลาทำงาน
ผมมาลองคิดๆดูว่า เราควรจะทำงานหาเงินวันละ ๘ ชั่วโมงเลยเหรอ
ผมอยากแบ่งเวลา ๘ ชั่วโมง เอาไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพสัก ๔ ชั่วโมง อีก ๔ ชั่วโมงที่เหลือเอาไปทำงานเพื่อตัวเองในชาติหน้าดีไหม
เพราะพอมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดขึ้นมา ชีวิตก็ไม่ได้จบลงแค่ความตายในชาตินี้แน่นอน ดังนั้น การที่เราจะทุ่มเวลาทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีวิตในชาตินี้อย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เราควรจะแบ่งเวลาทำงานของเราไปเพื่อใช้หาเลี้ยงชีวิตต่อๆไปของเราด้วยสิ
มาคิดต่ออีก ถ้าหากว่าเราเลือกเปลี่ยนการขึ้นเงินเดือนมาเป็นการลดชั่วโมงทำงานลงล่ะ จะดีไหม
เราจะมีเวลาเหลือให้กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
แต่นั่นคงเป็นกรณีที่เรารู้สึกพอเพียงกับเงินเดือนที่ได้รับนั้นๆแล้ว
คิดๆดูก็น่าจะดี มันน่าจะทำให้เราค่อยๆเกษียรตัวเองออกจากงานได้ทีละนิดๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ๆจะเกษียรตัวเองก็ลาออกแล้วมาอยู่กับบ้านเฉยๆ ผมคงเบื่อตายเลย
คิดไปนู่น... ยังไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้เราจะเป็นวันตายของเราหรือเปล่า
อยู่กับปัจจุบันดีกว่าแฮะ :)
ผมอยากแบ่งเวลา ๘ ชั่วโมง เอาไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพสัก ๔ ชั่วโมง อีก ๔ ชั่วโมงที่เหลือเอาไปทำงานเพื่อตัวเองในชาติหน้าดีไหม
เพราะพอมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดขึ้นมา ชีวิตก็ไม่ได้จบลงแค่ความตายในชาตินี้แน่นอน ดังนั้น การที่เราจะทุ่มเวลาทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีวิตในชาตินี้อย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เราควรจะแบ่งเวลาทำงานของเราไปเพื่อใช้หาเลี้ยงชีวิตต่อๆไปของเราด้วยสิ
มาคิดต่ออีก ถ้าหากว่าเราเลือกเปลี่ยนการขึ้นเงินเดือนมาเป็นการลดชั่วโมงทำงานลงล่ะ จะดีไหม
เราจะมีเวลาเหลือให้กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
แต่นั่นคงเป็นกรณีที่เรารู้สึกพอเพียงกับเงินเดือนที่ได้รับนั้นๆแล้ว
คิดๆดูก็น่าจะดี มันน่าจะทำให้เราค่อยๆเกษียรตัวเองออกจากงานได้ทีละนิดๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ๆจะเกษียรตัวเองก็ลาออกแล้วมาอยู่กับบ้านเฉยๆ ผมคงเบื่อตายเลย
คิดไปนู่น... ยังไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้เราจะเป็นวันตายของเราหรือเปล่า
อยู่กับปัจจุบันดีกว่าแฮะ :)
อ่านธรรมะไม่มีล้าสมัย
เหมือนผมจะเคยเขียนลักษณะนี้ทีนึงละ
แต่ว่าพอดีวันนี้โทรศัพท์ไปคุยกับยาย ยายบอกว่าเพิ่งจะเปลี่ยนกล่อง UBC ไป เพราะเดิมมันรับช่องฟรีทีวีไม่ได้เลย (พ่อผมก็ฮา บอกว่า สงสัย UBC มันจะให้ดูแต่ของมัน)
ผมเลยบอกยายไปว่า ผมกลับไปคงจะเลิกดูทีวี เลิกรับหนังสือพิมพ์แล้วล่ะ
ยายก็บอกว่า ไม่ดูข่าวแล้วจะเอาอะไรไปคุยกับคนอื่นเขาล่ะ ผมก็บอกก็ไม่ต้องคุยไง ฟังก็พอ
ผมเพิ่งมานึกถึงเหตุผลของการเลิกรับสื่อพวกนี้ ก็เพราะว่า สื่อพวกนี้มันมาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน ข่าวเมื่อวาน วันพรุ่งนี้ก็แทบไม่มีคนพูดถึงกันแล้ว นอกจากว่ามันยังไม่จบ
ดังนั้นถ้าเราจะมามัวตามข่าวแบบนี้ มันก็ต้องตามกันไปทั้งชีวิต และผมก็ไม่เห็นว่าการที่เรารู้ว่าเมื่อวานนี้มีคนพบศพผู้หญิงถูกข่มขืนมันจะน่ารู้ตรงไหน ยิ่งรู้ยิ่งรู้สึกหดหู่ แล้วข่าวที่ดังๆมันก็เป็นข่าวด้านลบซะทั้งนั้นเลย
หันกลับมาดูเรื่องของธรรมะ ซึ่งเก่าแก่โบร่ำโบราณ แต่อ่านวันนี้ อีกกี่ปีก็ไม่มีเปลี่ยน แถมยังสามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย ผิดกับข่าวต่างๆ ที่เรารู้เพื่อจะเอาไว้ใช้เป็นสิ่งที่บอกว่าเรานั้นทันเหตุการณ์ แต่จริงๆแล้วแป๊บเดียวมันก็จบไป
ไม่รู้ข่าวสารบ้านเมืองไม่ทุกข์ ไม่รู้ธรรมะสิทำให้ทุกข์
แต่ว่าพอดีวันนี้โทรศัพท์ไปคุยกับยาย ยายบอกว่าเพิ่งจะเปลี่ยนกล่อง UBC ไป เพราะเดิมมันรับช่องฟรีทีวีไม่ได้เลย (พ่อผมก็ฮา บอกว่า สงสัย UBC มันจะให้ดูแต่ของมัน)
ผมเลยบอกยายไปว่า ผมกลับไปคงจะเลิกดูทีวี เลิกรับหนังสือพิมพ์แล้วล่ะ
ยายก็บอกว่า ไม่ดูข่าวแล้วจะเอาอะไรไปคุยกับคนอื่นเขาล่ะ ผมก็บอกก็ไม่ต้องคุยไง ฟังก็พอ
ผมเพิ่งมานึกถึงเหตุผลของการเลิกรับสื่อพวกนี้ ก็เพราะว่า สื่อพวกนี้มันมาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน ข่าวเมื่อวาน วันพรุ่งนี้ก็แทบไม่มีคนพูดถึงกันแล้ว นอกจากว่ามันยังไม่จบ
ดังนั้นถ้าเราจะมามัวตามข่าวแบบนี้ มันก็ต้องตามกันไปทั้งชีวิต และผมก็ไม่เห็นว่าการที่เรารู้ว่าเมื่อวานนี้มีคนพบศพผู้หญิงถูกข่มขืนมันจะน่ารู้ตรงไหน ยิ่งรู้ยิ่งรู้สึกหดหู่ แล้วข่าวที่ดังๆมันก็เป็นข่าวด้านลบซะทั้งนั้นเลย
หันกลับมาดูเรื่องของธรรมะ ซึ่งเก่าแก่โบร่ำโบราณ แต่อ่านวันนี้ อีกกี่ปีก็ไม่มีเปลี่ยน แถมยังสามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย ผิดกับข่าวต่างๆ ที่เรารู้เพื่อจะเอาไว้ใช้เป็นสิ่งที่บอกว่าเรานั้นทันเหตุการณ์ แต่จริงๆแล้วแป๊บเดียวมันก็จบไป
ไม่รู้ข่าวสารบ้านเมืองไม่ทุกข์ ไม่รู้ธรรมะสิทำให้ทุกข์
ใจหรือกายที่ต้องการ
ช่วงนี้ผมเริ่มกินอะไรง่ายๆมากขึ้น เริ่มปรุงน้อยลง วิธีทำอาหารไม่ซับซ้อนเหมือนก่อน
เมื่อก่อนอาหารทุกอย่างที่ผมทำ รสชาติต้องเข้มข้น อร่อย แบบว่าไม่ต้องปรุงต่อกันเลย อร่อยออกมาจากครัว ว่างั้น
แต่หลังๆมานี่ผมรู้แล้วว่ารสชาติกลับไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกาย รสชาติสำคัญกับประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราเท่านั้น คือหน้าตาต้องน่ากิน กลิ่นต้องหอม รสชาติต้องดี เราถึงจะกิน
แต่เอาเข้าจริงๆ เราเองก็เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กๆว่า ร่างกายเรานั้นต้องการอาหารให้ครบห้าหมู่ คือ โปรตีน, คาร์โบรไฮเดรท, ไขมัน, วิตามิน , เกลือแร่
ซึ่งไม่ได้มีรสชาติรวมอยู่ด้วยสักนิด
เรากินกันเพราะใจเรามันอยากจะกิน ซึ่งหลายครั้งหลายคราที่เรากินตามใจอยากโดยไม่ได้ดูว่าร่างกายเราต้องการหรือเปล่า จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย
ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมาคิดพิจารณากันดูละครับ ว่าอะไรที่ร่างกายเราต้องการจริงๆ
เมื่อก่อนอาหารทุกอย่างที่ผมทำ รสชาติต้องเข้มข้น อร่อย แบบว่าไม่ต้องปรุงต่อกันเลย อร่อยออกมาจากครัว ว่างั้น
แต่หลังๆมานี่ผมรู้แล้วว่ารสชาติกลับไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกาย รสชาติสำคัญกับประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราเท่านั้น คือหน้าตาต้องน่ากิน กลิ่นต้องหอม รสชาติต้องดี เราถึงจะกิน
แต่เอาเข้าจริงๆ เราเองก็เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กๆว่า ร่างกายเรานั้นต้องการอาหารให้ครบห้าหมู่ คือ โปรตีน, คาร์โบรไฮเดรท, ไขมัน, วิตามิน , เกลือแร่
ซึ่งไม่ได้มีรสชาติรวมอยู่ด้วยสักนิด
เรากินกันเพราะใจเรามันอยากจะกิน ซึ่งหลายครั้งหลายคราที่เรากินตามใจอยากโดยไม่ได้ดูว่าร่างกายเราต้องการหรือเปล่า จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย
ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมาคิดพิจารณากันดูละครับ ว่าอะไรที่ร่างกายเราต้องการจริงๆ
สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิต
" ความตาย "
ผมเพิ่งจะเข้าใจเองว่าทำไมพระท่านให้เรายึดถือเอาความตายเป็นที่พึ่ง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดแล้วในชีวิตเรา
สิ่งอื่นๆนอกเหนือจากนี้แล้ว ล้วนไม่แน่นอนเลยจริงๆ ไปยึดติดกับมันแล้วจิตใจเราจะต้องมีทั้งสุขและทุกข์
คิดถึงความตายทุกๆวันน่าจะดี
เลิกเก็บอดีต
ผมเกิดความคิดประหลาดๆขึ้นมาอีกแล้ว
ผมรู้สึกว่าภาพถ่ายเป็นภาพอดีตที่ชัดเจนมากๆ ซึ่งนั่นทำให้เราคิดหวนกลับไปในอดีตที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้
บางครั้งดูแล้วก็สุขใจขึ้นมากับภาพความหลังครั้งก่อน บางครั้งก็รู้สึกทุกข์ใจกับความเจ็บปวดที่เคยได้รับในช่วงนั้นๆ
แต่นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ดีในทางธรรม(ผมเข้าใจว่างั้น) คือมันทำให้ใจเราคิดไปถึงอดีต เราไม่อยู่กับปัจจุบัน เราไปยึดไปติดกับอดีตที่เราเคยสุขใจ(แบบชั่วคราว) อาจจะเพื่อลืมเรื่องราวที่ทำให้เราทุกข์ใจในขณะนั้น เช่นไปดูภาพครั้งยังเคยหวานชื่นกับแฟน ทั้งๆที่ตอนนี้เค้าทิ้งเราไปแล้ว
พอเราไปยึดติดกับอดีตเข้าเราก็ทุกข์ เพราะเราไม่อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน
ผมเลยมีความคิดแปลกแยกจากชาวบ้านเค้าอีกแล้ว ว่าผมจะเลิกถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวละ
ผมรู้สึกว่าการถ่ายรูปนั้น เราเก็บมาได้แค่ภาพที่กล้องเห็น แต่ความรู้สึกในขณะนั้นกล้องเก็บมาไม่ได้ และการจะเอาภาพถ่ายเก่าๆมาดูว่าเราเคยไปที่นั่นที่นี่มาแล้วนะ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรๆในชีวิตเราดีขึ้น
ลองเลิกดูดีกว่า...
ผมรู้สึกว่าภาพถ่ายเป็นภาพอดีตที่ชัดเจนมากๆ ซึ่งนั่นทำให้เราคิดหวนกลับไปในอดีตที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้
บางครั้งดูแล้วก็สุขใจขึ้นมากับภาพความหลังครั้งก่อน บางครั้งก็รู้สึกทุกข์ใจกับความเจ็บปวดที่เคยได้รับในช่วงนั้นๆ
แต่นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ดีในทางธรรม(ผมเข้าใจว่างั้น) คือมันทำให้ใจเราคิดไปถึงอดีต เราไม่อยู่กับปัจจุบัน เราไปยึดไปติดกับอดีตที่เราเคยสุขใจ(แบบชั่วคราว) อาจจะเพื่อลืมเรื่องราวที่ทำให้เราทุกข์ใจในขณะนั้น เช่นไปดูภาพครั้งยังเคยหวานชื่นกับแฟน ทั้งๆที่ตอนนี้เค้าทิ้งเราไปแล้ว
พอเราไปยึดติดกับอดีตเข้าเราก็ทุกข์ เพราะเราไม่อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน
ผมเลยมีความคิดแปลกแยกจากชาวบ้านเค้าอีกแล้ว ว่าผมจะเลิกถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวละ
ผมรู้สึกว่าการถ่ายรูปนั้น เราเก็บมาได้แค่ภาพที่กล้องเห็น แต่ความรู้สึกในขณะนั้นกล้องเก็บมาไม่ได้ และการจะเอาภาพถ่ายเก่าๆมาดูว่าเราเคยไปที่นั่นที่นี่มาแล้วนะ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรๆในชีวิตเราดีขึ้น
ลองเลิกดูดีกว่า...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

