แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริโภคนิยม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริโภคนิยม แสดงบทความทั้งหมด

25520120

เด็กกล่อง อีกชีวิตในเมืองกรุงฯ

http://www.tekkenthailandz.com/dis_forums/index.php?topic=3342.0

ใครที่เล่นTekkenที่เซนจูรี่เป็นประจำจะรู้จักเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างดี

ซึ่งเด็กพวกนี้จะขอทานอยู่ที่่สะพานลอยตรงอนุสาวรีย์ชัยฯแล้วนำเงินที่ได้จากการขอทานนั้นมาเล่นTekkenอย่างบ้าคลั่ง
Image hosting by UpPicth.com
(รูปตอนกำลังขอทาน ยิ่งเห็นยิ่งหมั่นไส้อะคิดเหมือนกันอะป่าว-*-)

เราเรียกพวกมันว่า เด็กกล่อง (ที่เรียกว่าเด็กกล่องเพราะว่าจะพกอุปกรณ์ขอทานติดตัวเวลามาเล่นTekken)

Image hosting by UpPicth.com
เห็นมั้ยว่าถือกล่องอยู่

ส่วนข้อความบนกล่องก็ประมาณว่า ขอเงินไปเรียนหนังสือ ซื้ออุปกรณ์การเรียน ไม่มีทุนการศึกษา ไม่มีข้าวกิน ฯลฯ

กลุ่มเด็กกล่องจะมีด้วยกัน 3 คน

ด. ช.A(นามสมมติ) ลักษณะผอมๆ ตัวดำ พบได้บ่อยที่สุด เล่นJack (มีการ์ดในกระเป๋า 5ใบ!!) เวลาเล่นชอบเล่นอยู่คนเดียว พอมีคนจะหยอดเล่นด้วยก็จะงอแงไม่ยอมให้คนอื่นเล่นด้วย (เอามือปิดช่องใส่เหรียญ เป็นต้น) แต่เมื่อมีคนทนไม่ได้ลงไปหยอดเหรียญเล่น มันก็จะขอให้คนที่หยอดเล่นกับมันอ่อยให้(ขอสามตากันเลยทีเดียว-*-) ปรากฏว่าถ้ามันแพ้หละก็มันจะ......ร้องไห้ e_madgo (บางครั้งอาจจะเริ่มร้องไห้ตั้งแต่หยอดเลยก็มี)
ทำให้พนักงานGalaxy ต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์
ตัวอย่างง
http://www.youtube.com/watch?v=O2DzC4EmGA8
เด็กกล่องVs. Ocean???? (ขอโทดคับจำไม่ได้) สังเกตได้ว่าเหรียญเป็นตั้งเลยครับ

ได้ข่าวว่าเคยมีคนเห็นมันนั่งกินมาม่าแบบซอง แล้วเอาเครื่องปรุงมาม่าไปแต้มๆปุ่มแล้วเลียปุ่ม... e_yummy

ด.ช.B(นามสมมติ) ลักษณะค่อนข้างอ้วน ใส่ชุดนักเรียนตัวมอมแมม ตัวเหม็นมาก แต่ไม่งอแง รู้แพ้รู้ชนะ

ด.ช.C(นามสมมติ) ลักษณะทั่วไปคล้าย ด.ช.A เวลาเล่นด้วยมันมักจะขอให้อย่าเล่นล่าง อย่าทุ่ม อย่าJG e_seng

อัน นี้เป็นเหตุการณ์ครั้งหนึ่งนะคับที่เกิดการปะทะกันระหว่างเด็กกล่องกันเอง ระหว่างดช.A Vs. ดช.C ผละปรากฏว่าCชนะ(ที่เหลือดูตามคลิป)
http://www.youtube.com/watch?v=rOnXYIXmrhw

จิงๆแล้วเด็กพวกนี้รวยมาก ผมเคยเห็นมันกินเชสเตอกริลเลยหละ!
และที่น่าตกใจคือ นอกจากจะขอทานแล้วยังเป็นเด็กปั้มด้วย!! e_alert
Image hosting by UpPicth.com
(สังเกตมุมขวาบน)

แต่ ที่เขาปั้มนี้ผลคิดว่าปั้มพราะว่าไม่อยากเล่นกับคนอื่น (อยากเล่นกับตัวเอง) บางคนบอกว่าเคยเห็นมันใช้มือเล่นP1แล้วใช้ปากอมจอยP2เล่นคนเดียว

ถ้าใครได้เจอกับเด็กกล่องผมมีทางเลือกให้ 2 ทาง
1.รอมันเล่นจบ
2.หยอดเล่นกับมันแล้วทนฟังมันร้องไห้ (วิธีนี้แนะนำสำหรับคนที่หมั่นไส้นะคับ)

ว่างๆก็แวะเวียนไปทักทายเด็กกล่องกันได้นะคร้าบบ e_smokin


copy ข้อความของคุณ Tai จาก http://www.tekkenthailandz.com/dis_forums/index.php?topic=3342.0

อ่านแล้วแว่บแรกรู้สึกว่าเกลียดเด็กพวกนี้มาก ทำไมต้องมาทำแบบนี้ แต่อีกพักนึงก็คิดไปว่า เค้าจะอยากทำแบบนี้เหรอ ถ้าเค้ามีหลายๆอย่างเหมือนกับเรา หรืออีกหลายๆคนในสังคม

เด็กคนนี้จะเล่นคนเดียว สู้กับตัวเองที่หยอดเงินเอาไว้เพื่อให้ตัวเองได้อัดอย่างเมามัน

เค้าจะทำแบบนี้ไปทำไม? เป็นไปได้ไหมว่าเด็กคนนี้มีปัญหากับเพื่อนๆในสังคมของเค้า ถูกรังแกอยู่ตลอด ตัวก็เล็กสู้ยังไงก็แพ้ ไม่รู้จะระบายออกทางไหน ก็มีไอ้เกมต่อสู้นี่แหละ ที่เค้าได้เตะได้ต่อยคู่ต่อสู้ให้ล้มลงแบบไม่มีทางสู้

เป็นไปได้ไหมว่าชีวิตของเค้ามันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบในสายตาของเค้าเลย เค้าก็เลยอยากได้คะแนน Perfect ในเกมที่เค้ากำลังเล่นอยู่?

ถ้าการเรียนหนังสือมันสนุกกว่าการเล่นเกม เค้าจะอยากทำอะไรมากกว่ากัน?

แต่ดูวิดีโอแล้วก็หมั่นไส้จริงๆให้ตายสิ ):P

25500923

...รู้ทันบริโภคนิยม... ( พระไพศาล วิสาโล )

(ไปอ่านเจอมาแล้วโดนใจ ขอ copy มาไว้ที่นี่ด้วยครับ)

มองจากมุมของศาสนา
ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้
แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม
และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู
ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม
ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า
สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์
(อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่า
สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก

ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง
ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา

มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย
ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา)
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ
เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้
ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน
ที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ
บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่า
การมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น
เช่น รถยนต์จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเดินทาง
โทรศัพท์มือถือจะทำให้เราเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
สามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเสรี
เครื่องสำอางและสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ
จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเปลี่ยนตัวตน
หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ตามใจปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้นความหลากหลายของสินค้า
ทำให้เรามีเสรีภาพในการเลือกและบริโภคอย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด
ในยุคที่เชิดชูปัจเจกภาพ บริโภคนิยม
สามารถทำให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่เหมือนใครก็ได้
ที่สำคัญก็คือ บริโภคนิยมทำให้เราเชื่อว่า
ความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ความทุกข์และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
สามารถแก้ได้ด้วยวัตถุสิ่งเสพ
ขอเพียงแต่มีปัญญาหามาบริโภคให้ได้เท่านั้น

แต่สิ่งที่บริโภคนิยมไม่ได้บอกเรา ก็คือ
การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
ในขณะที่เราไล่ล่าหาความสุขที่อยู่ข้างหน้านั้น
เราได้ละทิ้งความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ไม่ต่างจากหมาคาบเนื้อกลางสะพานในนิทานอีสป ที่ทิ้งเนื้อลงน้ำ
เพียงเพราะอยากได้เนื้อชิ้นใหญ่ในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงเป็นแค่เงา
ยิ่งไล่ล่าหาความสุข ชีวิตกลับเครียดมากขึ้น และสุขภาพย่ำแย่
แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ชีวิตกลับเร่งรีบวุ่นวาย จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้คนก็แย่ลง
ผลก็คือ แม้จะมีบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่น
แม้จะมีรถหลายคัน แต่ไม่เคยมีเวลาข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้าน
และแม้จะโทรศัพท์หรือออนไลน์ข้ามโลก
แต่กลับห่างเหินกับคนในบ้าน
ขณะที่ในบ้านเราติดแอร์เย็นสบาย
แต่นอกบ้านกลับร้อนอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะ
และไม่ปลอดภัยที่จะเดินกลางคืน

ร้ายกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราได้มาด้วยราคาที่แพงนั้น
ก็หาใช่ของจริงที่ต้องการไม่
เสรีภาพที่บริโภคนิยมสัญญาว่าจะให้นั้น
แท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสรีภาพ
ที่จะเลือกซื้อรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนเท่านั้นเอง
ขณะที่เรากลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้
จะไปไหนก็ไม่ได้หากขาดรถ
และกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก
หากลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน
จิตใจไร้อิสระ เพราะถูกล่ามไว้กับวัตถุสิ่งเสพ
บริโภคนิยมให้ได้แต่ความสะดวกสบาย
แต่ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะใจไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงไม่เคยเต็มอิ่มเสียที


บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
เทคโนโลยีนานาชนิดจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น
แต่แล้วชีวิตเรากลับวุ่น จนแม้แต่จะนอนก็ไม่มีเวลา
อีกทั้งชีวิตก็เร่งรีบกว่าเดิม จนแม้แต่จะกินก็ต้องเคี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ก็ไม่จิรังยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพราะเราเบื่อตัวตนเหล่านี้
และถูกกระตุ้นให้อยากได้ตัวตนใหม่ ๆ อยู่เสมอเท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวตนเหล่านี้เป็นเพียงมายา
มันเป็นได้แค่ภาพลักษณ์ ซึ่ง 'ตกรุ่น' ไปในเวลาไม่นาน


ปัญญาพาเท่าทัน
บริโภคนิยมทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ
และตกอยู่ในความหลงมากขึ้น
การเป็นไทจากบริโภคนิยม
จะต้องเริ่มต้นจากการมีปัญญา
แลเห็นโทษและข้อจำกัดของมัน กล่าวคือเห็นว่า

๑) ในการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งเสพ เพื่อบริโภคนั้น
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เรายังต้องเสียเวลา พลังงาน และความสุขทางใจ
และอาจต้องแลกกับสุขภาพ
และความสัมพันธ์อันราบรื่นกับผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ใช่แต่เท่านั้นเมื่อได้มาแล้ว
ก็ต้องเป็นภาระในการดูแลรักษา คอยห่วงกังวล
แต่ไม่ว่าจะดูแลรักษาหรือห่วงกังวลเพียงใด
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ต้องเสื่อมเสีย สูญหาย
หรือพลัดพรากไปจากเรา
มองให้กว้างออกไป วัตถุสิ่งเสพเหล่านี้
ไม่ได้สร้างภาระให้เราคนเดียวเท่านั้น
หากยังสร้างภาระให้แก่สังคม
ยิ่งเราเสพมากเท่าไร ก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างน้อยก็ในรูปของขยะและมลพิษ

๒)วัตถุสิ่งเสพ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้อย่างแท้จริง
มันให้อย่างมากแค่ความสะดวกสบายทางประสาททั้งห้า
จริงอยู่ตอนที่เสพหรือได้มาใหม่ ๆ ก็มีความสุข
แต่ความสุขนั้น ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่นานความสุข ก็จะกลายเป็นความทุกข์
อาหารไม่ว่าอร่อยเพียงใด
แต่ถ้ากินทุกมื้อไปทั้งเดือน ก็ทำให้เอียนได้
เพลงไม่ว่าจะไพเราะเพียงใด
หากฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ
แม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความสุขใจเมื่อสวมใส่
หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เจ้าของภูมิอกภูมิใจที่ได้โชว์
แต่ไม่นานก็กลายเป็นของล้าสมัยที่ไม่มีใครอยากใช้


การเห็นโทษและข้อจำกัดของวัตถุสิ่งเสพ
จะช่วยให้เรารู้เท่าทันการโฆษณา
(ซึ่งล้วนแต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ของสินค้า)
และทำให้เราไม่หลงคล้อยตามบริโภคนิยมไปง่าย ๆ
แต่การเห็นเพียงเท่านั้น ยังไม่พอ
เราจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมได้
ก็เพราะมีปัญญาแลเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วย
กล่าวคือ เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ
วัตถุเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ
แม้วัตถุหรือความสบายทางกาย จะช่วยให้เรามีความสุข
แต่ก็เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยจากนั้นไปต้องอาศัยการรักษาใจอย่างถูกต้อง
หากรักษาใจไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเศรษฐีพันล้าน
หรือได้โชคหลายสิบล้านจากล็อตเตอรี่ ก็ยังฆ่าตัวตายได้
ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อย มีเงินไม่มากแต่ก็มีความสุข
บางคน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคร้าย
ก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'โชคดีที่เป็นมะเร็ง'
หรือแม้เป็นโรคหัวใจจนเกือบตาย
แต่ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจ
วัตถุสิ่งเสพเป็นได้อย่างมากแค่อุปกรณ์เสริมไปสู่ความสุข
แต่หาใช่ตัวความสุขไม่ 'ความสุขที่คุณดื่มได้' ในชีวิตจริงหามีไม่



๓) การเปลี่ยนแปลงตัวตนหรือเป็นคนใหม่นั้น
สำเร็จได้ก็ด้วยการกระทำ มิใช่เกิดจากการบริโภค
การบริโภคนั้น ทำได้อย่างมากเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์
และไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใหม่ไปได้
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำให้เราเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ
และเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับวัตถุ
ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเลย
จนกว่าจะมีวัตถุสิ่งเสพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม อยู่ใกล้ตัว
อันทีจริงคุณค่าในตัวเองเกิดขึ้นได้
ก็จากการทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น
หากยังผลย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทั้งกายและใจ
ให้มีคุณภาพใหม่ และทำให้เราค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเรา
ความเป็นคนใหม่หรือสำนึกในตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุนี้



คัดลอกจาก...
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]

รู้ทันบริโภคนิยม [ มติชน 15-10-49 ]

ที่มา : http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textb&wb_id=137
ลูกโป่ง [DT02577] [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 14:21 น. ]