มาลองคิดถึงจังหวะจะโคนในการพูดในแบบของภาษาอังกฤษดู ที่เวลาพูดเค้าจะมีการเน้นเสียงในจุดต่างๆของประโยค หรือแม้แต่คำๆนึงก็มีจุดในการเน้นเสียงต่างๆกันไป
เลยทำให้นึกถึงหนังสไตล์ฮอลลีวูดขึ้นมา ที่มักจะมีจุดที่เป็นส่วนสำคัญในเรื่อง อาจจะเป็นส่วนที่เฉลยเรื่องราวที่เป็นปมมาตั้งแต่ตอนต้น หรือเป็นฉากที่พระเอกจะปราบตัวร้ายและช่วยเหลือนางเอกได้อะไรแบบนี้
คือหนังจะต้องมีจุดนั้นเสมอ คนดูจะรู้เลยว่า เฮ้ย! ฉากนี้ต้องเป็นฉากสุดท้ายแน่เลย เพราะทุกอย่างมันใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
จริงๆเรื่องเพลงหรือดนตรีผมว่าก็มีเหมือนกัน คือจะต้องมีท่อนสร้อยที่จะไปเน้นย้ำๆอีกทีตอนใกล้จะจบเพื่อคลี่คลายเรื่องราวและอารมณ์ลง
ซึ่งเพลงไทยและหนังไทยก็น่าจะได้รับอิทธิพลเหล่านี้เข้ามาด้วยเช่นกัน
ถ้ามานึกถึงภาษาไทยเราที่ไม่มีการเน้นเสียงในจุดใดจุดหนึ่งในประโยค ไม่มีการเน้นเสียงขึ้นๆลงๆ
เพลงไทยเก่าๆของเราจึงเป็นเพลงที่เรียบง่ายฟังสบายๆ ไม่ค่อยมีจังหวะให้ต้องเปลี่ยนอารมณ์
นี่อาจจะเป็นผลมาจากเรื่องของศาสนาและการใช้ชีวิตด้วย ที่คนไทยเราจะไม่ชอบการต่อสู้ เราจะรักสงบซะมากกว่า ไม่มีการออกล่าอาณานิคมอย่างชาติตะวันตก
ศาสนาพุทธของเราก็สอนแต่เรื่องของการทำใจให้สงบมากกว่าที่จะต้องไปต่อสู้รบรากับใคร
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในศาสนาพุทธถือเป็นเรื่องที่ผิด แต่ในศาสนาคริสต์รู้สึกว่าจะไม่ผิด
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

1 ความคิดเห็น:
เคยเล่นดนตรีไทย ตอนเด็กๆนะ
โดยส่วนใหญ่มันก็เป็นแบบที่ด๋อยว่าน่ะ เพลงเพลงนึงสามารถเล่นซ้ำ ย้อนไปมาได้ทั้งวัน โดยเหมือนว่าไม่มีวันจบ
นอกจากว่าจะทอดจังหวะให้ช้าลง ตอนท้ายนิดหน่อย ไม่กี่ห้องดนตรี เวลาต้องการให้จบจริงๆ
แต่ก็มีอีกหลายเพลงนะที่มีทั้งช้า กลาง และเร็วในเพลงเดียว แต่ก็จะเป็นช่วงๆ
พอจบช่วงช้า ถึงจะเปลี่ยนมาเป็นช่วงกลาง และช่วงเร็วสุด แต่ความเร็วน่าจะสื่อถึงความสนุกสนานครื้นเครงมากกว่า
อย่างที่ด๋อยว่าน่ะ..เพราะไทยนี้รักสงบ =D
แสดงความคิดเห็น