25490505

Deal or No Deal

เกมโชว์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากๆ ด้วยรูปแบบการเล่นที่ง่ายมาก คือจะมีกระเป๋าใส่เงินเอาไว้อยู่ ๒๖ ใบ ตั้งแต่ ๑ ล้านเหรียญ ไปจนถึง ๑ เซนต์
โดยที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกกระเป๋ามาไว้หนึ่งใบ จากนั้นจะต้องเลือกเปิดกระเป๋าออก ๕ ใบ โดยจะต้องพยายามไม่ให้เปิดกระเป๋าที่มีเงินมากๆในนั้น พอเปิดครบ ๕ ใบ จะมีนายธนาคารที่อยู่ด้านบน จะโทรศัพท์มาที่พิธีกร ว่าจะขอซื้อกระเป๋าใบที่ผู้เข้าแข่งขันได้เลือกไว้คืน ด้วยจำนวนเงินที่น่าจะเป็นจำนวนที่อยู่ในกระเป๋านั้น คือถ้ากระเป๋า ๕ ใบ ที่ถูกเปิดไปแล้ว มีแต่จำนวนเงินน้อยๆ โอกาสที่กระเป๋าของผู้เข้าแข่งขันเลือกไว้จะเป็น ๑ ล้านเหรียญก็จะมีมาก เมื่อนายธนาคารเสนอราคามา ก็เป็นหน้าที่ของผู้เข้าแข่งขันที่จะยอมรับข้อตกลงหรือไม่
ถ้าไม่เกมก็จะดำเนินต่อไปโดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกอีก ๕ ใบ แล้วทางนายธนาคารก็จะเสนอราคามาอีก ถ้าไม่ตกลงอีก ก็เปิด ๔ ใบ แล้วก็ ๓ ใบ ๒ ใบ ถ้ายังไม่ตกลงอีก ก็เปิดไล่ไปทีละใบ
ซึ่งเกมสนุกตรงที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องลุ้นว่าใบที่ตัวเองเลือกออกนั้นเป็นใบที่เงินน้อยๆ เพื่อให้โอกาสที่ใบที่เลือกไว้จะเป็นใบที่เงินมาก
พอเหลือน้อยใบลง ทางพิธีกรจะเชิญญาติๆหรือเพื่อนๆมาช่วยตัดสินใจ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความตื่นเต้น เพราะบางคนจะบอกให้ยอมรับข้อตกลงไปเถอะ เพราะกลัวว่าใบที่เลือกมันจะเป็นใบที่มีเงินน้อย

เกมเล่นง่าย เข้าใจง่ายมาก มุ่งประเด็นไปที่เงินอย่างเดียวเลย ไม่มีการให้ความรู้ใดๆ นอกจากความตื่นเต้น
ดูแล้วมันเป็นอะไรที่เข้ากับยุคนี้มากๆที่เงินมันเป็นสิ่งสำคัญมากๆในชีวิต จนถึงขั้นเอามาสร้างเป็นเกมโชว์แบบนี้ได้
ดูแล้วก็ตื่นเต้นไปด้วยทุกที แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะมีรายการเกมโชว์ที่เล่นกับกิเลส ความโลภ โดยที่ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลยอีกหรือเปล่า

25490502

มีความลับแล้วมีทุกข์

มาลองคิดถึงเรื่องของความลับอีกแล้ว เพราะรู้สึกมันคือตัวสร้างปัญหาที่สำคัญในชีวิตทีเดียว
เพราะพอบอกว่ามันเป็นความลับ คนที่ได้ฟังจะรู้สึกอยากรู้ขึ้นมาทันที เหมือนกับว่าการที่ได้ล่วงรู้ความลับของคนอื่นแล้วจะดี
ความลับเกิดขึ้นจากการที่เราต้องการจะปกปิดอะไรเอาไว้จากคนอื่น เป็นสิ่งที่สำคัญ ใครรู้เข้าอาจจะกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้
ผมรู้สึกว่าการที่เราต้องมีอะไรที่ต้องปกปิดนั้นมันเหมือนเราพยายามซ่อนสิ่งที่เราทำผิดเอาไว้ ยิ่งมีความผิดพลาดมากๆก็ยิ่งไม่อยากให้ใครรู้เลยเกิดเป็นความลับขึ้นมา ยิ่งเก็บไว้นานวันความสำคัญของมันในการปกปิดก็มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์เพราะว่าต้องพยายามซ่อนมันเอาไว้ ต้องไม่ให้ใครรู้เป็นอันขาด ไม่งั้นสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด ภาพลักษณ์ต่างๆของเราอาจจะสูญสลายไปในทันที
เหมือนกับว่าความลับเกิดจากการยึดติดในรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูล
เช่นถ้าเราเป็นคนสะดือไม่สวย แล้วเรารู้สึกว่าเราสะดือสวยสู้คนอื่นไม่ได้ เราไม่อยากให้ใครเห็น เราก็พยายามปิดบังซ่อนเร้น ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น ต้องสูญเสียโอกาสในความสนุกสนานต่างๆมากมาย
แต่ในความเป็นจริงแล้วสะดือเราเลือกไม่ได้ มันเกิดมาเป็นแบบนี้ และสะดือสวยก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น ใจของเราเองต่างหากที่จะสุขหรือจะทุกข์
สิ่งของเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง ล้วนเป็นสิ่งที่จิตเราไปปรุงแต่งมันขึ้นมา ถูกภาพที่สังคมสร้างขึ้นทำให้เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมันสำคัญกับชีวิต
จนคนเราต้องสร้างเกราะขึ้นมาป้องกัน นั่นคือหน้ากากเพื่อมาปกปิดสิ่งที่แตกต่างไปจากภาพของชีวิตที่สมบูรณ์แบบดังที่กระแสสังคมสร้างขึ้นมา
แล้วเราก็ต้องพยายามลบล้างข้อแตกต่างเหล่านั้นออกไป ด้วยวิธีการต่างๆที่ต้องแลกมาด้วยเงินทองอันมากมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งมโนภาพที่เราอยากจะเป็น อยากจะมี
แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยซะด้วย ไม่มีทางที่เราจะไปตามมันได้ตลอดชีวิต

หนังเพื่อผ่อนคลาย

เคยได้ยินหลายคนชอบดูหนังเพื่อผ่อนคลายอารมณ์จากการทำงาน
แต่ผมลองมานึกๆดูประเภทของหนังส่วนใหญ่มันไม่ได้ทำให้ผ่อนคลายซักเท่าไหร่

หนังผี, หนังฆาตกรรม, หนังวิทยาศาสตร์, หนังบู๊, หนังสงคราม
อาจจะเป็นพวกหนังตลกที่อาจจะทำให้ผ่อนคลายได้บ้าง แต่ผมว่าบางทีความตลกก็ไม่ได้ทำให้ผ่อนคลายได้ซะทีเดียว บางทีตลกฝืดๆก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน

หนังรักนี่ก็ทำให้เสียน้ำตาได้ ยิ่งเศร้าไปกันใหญ่

ผมเลยคิดว่าน่าจะมีหนังที่ผ่อนคลายจริงๆ บ้าง
เช่นเป็นเรื่องของการเดินทางไปเที่ยวในที่ต่างๆ ให้เห็นบรรยากาศอันสวยงาม ธรรมชาติรอบๆตัว มีเสียงเพลงเพราะๆ คลอไปทั้งเรื่อง ไม่มีต้องมาตกอกตกใจอะไร ไม่มีเนื้อเรื่องที่ต้องมาคิดว่าคนไหนทำอะไร เรื่องราวเรียบง่ายชัดเจน ซึ่งพอดูจบแล้วก็จะรู้สึกเหมือนไปเที่ยวผ่อนคลายกับตัวละครในเรื่อง มีความสุขกลับบ้านอะไรแบบนี้

ครบรอบ ๑ ปีที่(พยายาม)เลิกกินเนื้อสัตว์

เริ่มต้นหยุดกินเนื้อสัตว์ไปตอนพฤษภาคมปีที่แล้ว จริงๆก็ไม่ใช่ว่าเคร่งห้ามกินเนื้อสัตว์ซะเลยหรอกครับ เพราะยังมีบางมื้อที่กิน และต้องกินบ้าง
ที่เลิกกินไปเพราะรู้สึกว่ามนุษย์(โดยเฉพาะผม)ไม่น่าจะเป็นสัตว์กินเนื้อ แล้วเวลาเห็นสัตว์ถูกฆ่าทีไรมันสงสารครับ ถ้าผมจะเป็นคนคนนึงที่จะช่วยลดการฆ่าสัตว์ลงได้บ้างผมว่าคงจะดีไม่น้อย เลยตัดสินใจเลิกเลยครับ

มีช่วงเดือนแรกๆที่เคร่งเอาการกินได้แต่ไข่กับนมเท่านั้น จากนั้นก็มากินกุ้งบ้าง ปลาบ้าง ตอนนี้มาจบลงที่กินปลากับนมและไข่ เพราะรู้สึกว่าชีวิตจะอยู่ในสังคมได้ลำบากเกินไปถ้าไม่กินเนื้อสัตว์อะไรเลย (บางทีไปงานปาร์ตี้อะไรแบบนี้มันก็เลือกมากไม่ได้ครับ)

แต่ในรอบปีนี้ก็ไม่ได้กินเนื้อวัวเลยสักครั้งครับ(ปกติผมชอบเนื้อวัวมาก) เนื้อหมูกินไปประมาณสามมื้อเห็นจะได้ เนื้อไก่ไม่น่าเกินสองมื้อ

ร่างกายก็ไม่เปลี่ยนอะไรนะครับ เคยได้ยินเค้าบอกว่ากว่าร่างกายที่เคยกินเนื้อสัตว์มาจะสะอาดได้ต้องเลิกกินเนื้อสัตว์เป็นเวลา ๗ ปี (เอ้อเหอ)
ผมคงจะไม่หยุดการไม่กินเนื้อสัตว์(บก)ครับ เพราะตอนนี้ก็ไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆ ยังแข็งแรงดี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็ไม่มี
คงต้องวัดผลกันทุกๆปี

แผนการขั้นต่อไปคือเลิกกินน้ำตาลครับ เพราะผมเป็นคนติดหวานมาก อะไรๆก็ต้องเติมน้ำตาล แล้วมาเจอพี่ปลื้ม แกเลิกเติมน้ำตาลในกาแฟ เพราะว่าแกก็เคยเติมน้ำตาลเยอะมาก จนแกมารู้สึกว่า มันไม่ดี เลยหยุด
ผมว่าผมเองก็น่าจะลองดูบ้างเหมือนกัน
(จริงๆพี่ปลื้มแกมีแนวคิดอะไรดีดีเยอะนะครับเนี่ย น่าไปศึกษาจากแกเพิ่มเติม)

งั้นก็เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยละกันครับ! อีกหนึ่งปีมาอ่านผลการทดลองนี้กัน :D

ภาษาอังกฤษกับหนังฮอลลีวูด

มาลองคิดถึงจังหวะจะโคนในการพูดในแบบของภาษาอังกฤษดู ที่เวลาพูดเค้าจะมีการเน้นเสียงในจุดต่างๆของประโยค หรือแม้แต่คำๆนึงก็มีจุดในการเน้นเสียงต่างๆกันไป
เลยทำให้นึกถึงหนังสไตล์ฮอลลีวูดขึ้นมา ที่มักจะมีจุดที่เป็นส่วนสำคัญในเรื่อง อาจจะเป็นส่วนที่เฉลยเรื่องราวที่เป็นปมมาตั้งแต่ตอนต้น หรือเป็นฉากที่พระเอกจะปราบตัวร้ายและช่วยเหลือนางเอกได้อะไรแบบนี้
คือหนังจะต้องมีจุดนั้นเสมอ คนดูจะรู้เลยว่า เฮ้ย! ฉากนี้ต้องเป็นฉากสุดท้ายแน่เลย เพราะทุกอย่างมันใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

จริงๆเรื่องเพลงหรือดนตรีผมว่าก็มีเหมือนกัน คือจะต้องมีท่อนสร้อยที่จะไปเน้นย้ำๆอีกทีตอนใกล้จะจบเพื่อคลี่คลายเรื่องราวและอารมณ์ลง
ซึ่งเพลงไทยและหนังไทยก็น่าจะได้รับอิทธิพลเหล่านี้เข้ามาด้วยเช่นกัน
ถ้ามานึกถึงภาษาไทยเราที่ไม่มีการเน้นเสียงในจุดใดจุดหนึ่งในประโยค ไม่มีการเน้นเสียงขึ้นๆลงๆ
เพลงไทยเก่าๆของเราจึงเป็นเพลงที่เรียบง่ายฟังสบายๆ ไม่ค่อยมีจังหวะให้ต้องเปลี่ยนอารมณ์
นี่อาจจะเป็นผลมาจากเรื่องของศาสนาและการใช้ชีวิตด้วย ที่คนไทยเราจะไม่ชอบการต่อสู้ เราจะรักสงบซะมากกว่า ไม่มีการออกล่าอาณานิคมอย่างชาติตะวันตก
ศาสนาพุทธของเราก็สอนแต่เรื่องของการทำใจให้สงบมากกว่าที่จะต้องไปต่อสู้รบรากับใคร
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในศาสนาพุทธถือเป็นเรื่องที่ผิด แต่ในศาสนาคริสต์รู้สึกว่าจะไม่ผิด