25500118

เวลาทำงาน

ผมมาลองคิดๆดูว่า เราควรจะทำงานหาเงินวันละ ๘ ชั่วโมงเลยเหรอ
ผมอยากแบ่งเวลา ๘ ชั่วโมง เอาไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพสัก ๔ ชั่วโมง อีก ๔ ชั่วโมงที่เหลือเอาไปทำงานเพื่อตัวเองในชาติหน้าดีไหม

เพราะพอมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดขึ้นมา ชีวิตก็ไม่ได้จบลงแค่ความตายในชาตินี้แน่นอน ดังนั้น การที่เราจะทุ่มเวลาทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีวิตในชาตินี้อย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เราควรจะแบ่งเวลาทำงานของเราไปเพื่อใช้หาเลี้ยงชีวิตต่อๆไปของเราด้วยสิ


มาคิดต่ออีก ถ้าหากว่าเราเลือกเปลี่ยนการขึ้นเงินเดือนมาเป็นการลดชั่วโมงทำงานลงล่ะ จะดีไหม
เราจะมีเวลาเหลือให้กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
แต่นั่นคงเป็นกรณีที่เรารู้สึกพอเพียงกับเงินเดือนที่ได้รับนั้นๆแล้ว

คิดๆดูก็น่าจะดี มันน่าจะทำให้เราค่อยๆเกษียรตัวเองออกจากงานได้ทีละนิดๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ๆจะเกษียรตัวเองก็ลาออกแล้วมาอยู่กับบ้านเฉยๆ ผมคงเบื่อตายเลย

คิดไปนู่น... ยังไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้เราจะเป็นวันตายของเราหรือเปล่า

อยู่กับปัจจุบันดีกว่าแฮะ :)

อ่านธรรมะไม่มีล้าสมัย

เหมือนผมจะเคยเขียนลักษณะนี้ทีนึงละ
แต่ว่าพอดีวันนี้โทรศัพท์ไปคุยกับยาย ยายบอกว่าเพิ่งจะเปลี่ยนกล่อง UBC ไป เพราะเดิมมันรับช่องฟรีทีวีไม่ได้เลย (พ่อผมก็ฮา บอกว่า สงสัย UBC มันจะให้ดูแต่ของมัน)
ผมเลยบอกยายไปว่า ผมกลับไปคงจะเลิกดูทีวี เลิกรับหนังสือพิมพ์แล้วล่ะ
ยายก็บอกว่า ไม่ดูข่าวแล้วจะเอาอะไรไปคุยกับคนอื่นเขาล่ะ ผมก็บอกก็ไม่ต้องคุยไง ฟังก็พอ

ผมเพิ่งมานึกถึงเหตุผลของการเลิกรับสื่อพวกนี้ ก็เพราะว่า สื่อพวกนี้มันมาเร็วไปเร็วไม่ยั่งยืน ข่าวเมื่อวาน วันพรุ่งนี้ก็แทบไม่มีคนพูดถึงกันแล้ว นอกจากว่ามันยังไม่จบ

ดังนั้นถ้าเราจะมามัวตามข่าวแบบนี้ มันก็ต้องตามกันไปทั้งชีวิต และผมก็ไม่เห็นว่าการที่เรารู้ว่าเมื่อวานนี้มีคนพบศพผู้หญิงถูกข่มขืนมันจะน่ารู้ตรงไหน ยิ่งรู้ยิ่งรู้สึกหดหู่ แล้วข่าวที่ดังๆมันก็เป็นข่าวด้านลบซะทั้งนั้นเลย

หันกลับมาดูเรื่องของธรรมะ ซึ่งเก่าแก่โบร่ำโบราณ แต่อ่านวันนี้ อีกกี่ปีก็ไม่มีเปลี่ยน แถมยังสามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย ผิดกับข่าวต่างๆ ที่เรารู้เพื่อจะเอาไว้ใช้เป็นสิ่งที่บอกว่าเรานั้นทันเหตุการณ์ แต่จริงๆแล้วแป๊บเดียวมันก็จบไป

ไม่รู้ข่าวสารบ้านเมืองไม่ทุกข์ ไม่รู้ธรรมะสิทำให้ทุกข์

ใจหรือกายที่ต้องการ

ช่วงนี้ผมเริ่มกินอะไรง่ายๆมากขึ้น เริ่มปรุงน้อยลง วิธีทำอาหารไม่ซับซ้อนเหมือนก่อน

เมื่อก่อนอาหารทุกอย่างที่ผมทำ รสชาติต้องเข้มข้น อร่อย แบบว่าไม่ต้องปรุงต่อกันเลย อร่อยออกมาจากครัว ว่างั้น

แต่หลังๆมานี่ผมรู้แล้วว่ารสชาติกลับไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกาย รสชาติสำคัญกับประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราเท่านั้น คือหน้าตาต้องน่ากิน กลิ่นต้องหอม รสชาติต้องดี เราถึงจะกิน
แต่เอาเข้าจริงๆ เราเองก็เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กๆว่า ร่างกายเรานั้นต้องการอาหารให้ครบห้าหมู่ คือ โปรตีน, คาร์โบรไฮเดรท, ไขมัน, วิตามิน , เกลือแร่
ซึ่งไม่ได้มีรสชาติรวมอยู่ด้วยสักนิด
เรากินกันเพราะใจเรามันอยากจะกิน ซึ่งหลายครั้งหลายคราที่เรากินตามใจอยากโดยไม่ได้ดูว่าร่างกายเราต้องการหรือเปล่า จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย

ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมาคิดพิจารณากันดูละครับ ว่าอะไรที่ร่างกายเราต้องการจริงๆ

สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิต


" ความตาย "


ผมเพิ่งจะเข้าใจเองว่าทำไมพระท่านให้เรายึดถือเอาความตายเป็นที่พึ่ง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดแล้วในชีวิตเรา
สิ่งอื่นๆนอกเหนือจากนี้แล้ว ล้วนไม่แน่นอนเลยจริงๆ ไปยึดติดกับมันแล้วจิตใจเราจะต้องมีทั้งสุขและทุกข์

คิดถึงความตายทุกๆวันน่าจะดี

เลิกเก็บอดีต

ผมเกิดความคิดประหลาดๆขึ้นมาอีกแล้ว
ผมรู้สึกว่าภาพถ่ายเป็นภาพอดีตที่ชัดเจนมากๆ ซึ่งนั่นทำให้เราคิดหวนกลับไปในอดีตที่ไม่มีทางย้อนกลับมาได้
บางครั้งดูแล้วก็สุขใจขึ้นมากับภาพความหลังครั้งก่อน บางครั้งก็รู้สึกทุกข์ใจกับความเจ็บปวดที่เคยได้รับในช่วงนั้นๆ

แต่นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ดีในทางธรรม(ผมเข้าใจว่างั้น) คือมันทำให้ใจเราคิดไปถึงอดีต เราไม่อยู่กับปัจจุบัน เราไปยึดไปติดกับอดีตที่เราเคยสุขใจ(แบบชั่วคราว) อาจจะเพื่อลืมเรื่องราวที่ทำให้เราทุกข์ใจในขณะนั้น เช่นไปดูภาพครั้งยังเคยหวานชื่นกับแฟน ทั้งๆที่ตอนนี้เค้าทิ้งเราไปแล้ว
พอเราไปยึดติดกับอดีตเข้าเราก็ทุกข์ เพราะเราไม่อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน

ผมเลยมีความคิดแปลกแยกจากชาวบ้านเค้าอีกแล้ว ว่าผมจะเลิกถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวละ
ผมรู้สึกว่าการถ่ายรูปนั้น เราเก็บมาได้แค่ภาพที่กล้องเห็น แต่ความรู้สึกในขณะนั้นกล้องเก็บมาไม่ได้ และการจะเอาภาพถ่ายเก่าๆมาดูว่าเราเคยไปที่นั่นที่นี่มาแล้วนะ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรๆในชีวิตเราดีขึ้น

ลองเลิกดูดีกว่า...