25490413

เวลากับการใช้ชีวิต

ไปอ่านบทความของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เกี่ยวกับเรื่องของเวลา
ที่ปัจจุบันนี้ การใช้เวลาทำอะไรต่างๆได้น้อยลง คือสิ่งที่ดี เพราะจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น
แต่นั่นก็ทำให้เราต้องไปทำอะไรอีกมากมายจนไม่มีเวลาเหลืออยู่ดี
สุดท้ายแล้วมันดีจริงหรือ?

ในบทความนั้นได้ยกตัวอย่างเรื่องของชาวประมงกับนักธุรกิจ ที่เค้าบอกว่ามันเป็นเหมือนวงกลม สุดท้ายสิ่งที่นักธุรกิจต้องการก็คือสิ่งที่ชาวประมงกำลังทำอยู่

ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเช่น
เรื่องของความล้าสมัย ที่เป็นเครื่องมือสำหรับการค้า
ผมเห็นชัดๆก็เรื่องของคอมพิวเตอร์ ที่บางคนใช้งานแค่เล่นอินเทอร์เน็ต พิมพ์งาน แต่กลับเลือกซื้อเครื่องที่มีความเร็วสูงๆ

เรื่องของการสร้างมูลค่าให้กับเวลา ซึ่งจริงๆทุกคนมีเท่าๆกัน แต่บางคนก็กลับพยายามที่จะใช้มันทำอะไรให้ได้มากๆในเวลาสั้นๆ แต่แล้วนั่นกลับเป็นการทำให้เวลาน้อยลง

ผมมองไปถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากใช้
แต่ผมรู้สึกว่าตอนที่ผมใช้อินเทอร์เน็ตแบบ Dial-up ผมอยู่กับมันน้อยกว่าตอนที่ผมมี DSL
พอมี DSL การเข้าถึงเว็บต่างๆเป็นเรื่องง่ายดายรวดเร็ว การดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆเป็นเรื่องง่าย
แต่ผมกลับรู้สึกว่าความสำคัญมันลดลงไปด้วย
ถ้าใช้ DSL ผมไม่ต้องเลือกเว็บที่จะเข้า เพราะมันเร็ว แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะเลือกพอสมควร
ผมว่าความเร็วที่มากขึ้นของอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดข้อมูลขยะที่มากขึ้นด้วย
เพราะการที่จะอัพโหลดอะไรลงไปมันง่าย เลยทำให้เราไม่ค่อยที่จะไตร่ตรองเท่าที่ควร

สุดท้ายแล้วมันคงอยู่ที่ตัวผู้ใช้เองว่าจะมีสติกับสิ่งนั้นมากแค่ไหน

ผมเคยเป็นเหมือนนักธุรกิจคนนั้นอยู่เหมือนกัน
ตอนนั้นแถวบ้านผมจะมีรถเข็นแบบคล้ายๆซาเล้ง เข้ามาขายก๋วยเตี๋ยวทุกวันตอนเที่ยงๆ ก๋วยเตี๋ยวของสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้อร่อยมากมายนัก แต่ให้เยอะ แล้วมีทีเด็ดตรงกากหมู ที่จะอร่อยมาก และไม่เหมือนใคร
รถที่เค้าใช้มันดูเก่า คิดว่าคงใช้มานานแล้ว ผมเคยพูดกับยายผมว่า ถ้าผมเป็นเค้านะ ผมจะพยายามหาสูตรอร่อยๆทำให้คนติดใจ จะได้ขายได้มากๆ แล้วเก็บเงินเปิดร้านไปเลย รายได้น่าจะดีกว่าแบบนี้
แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไม พวกเขาถึงยังขายอยู่แบบเดิมๆไม่เคยเปลี่ยน อาจจะเป็นเพราะพวกเขาพอใจแล้วในชีวิตรูปแบบนี้ ไม่ได้อยากจะร่ำรวยอะไร (จริงๆอาจจะรวยก็ได้นะเนี่ย) ไม่ต้องยึดติดอยู่กับที่ที่เดียว เขาสามารถขับเคลื่อนร้านค้าของเขาไปในที่ที่มีผู้คนต้องการกินก๋วยเตี๋ยว แม้จะไม่ได้อร่อยเลิศ (แต่พี่สาวผมชอบมาก ผมก็ว่าโอเค แต่ต้องเอามาปรุงเพิ่มเยอะหน่อย)แต่นั่นก็อาจจะเป็นรสชาติที่คนส่วนใหญ่ชอบก็ได้

25490408

โฮมเทียเตอร์

ช่วงนี้ผมไม่ค่อยชอบไปดูหนังตามโรงอย่างแต่ก่อนซะแล้วสิครับ
ไปดูหนังที่โรงมีข้อดีหลายอย่าง เช่น จอใหญ่ ระบบเสียงสมจริงรอบทิศทาง เก้าอี้นั่งนุ่มสบาย(บางโรง)
แต่ผมรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในการไปดูหนังสักเรื่องนึงที่โรง มันมากกว่าแค่ค่าตั๋ว เพราะไปดูทีไร ผมก็มักจะชอบซื้อข้าวโพดคั่วกับน้ำเข้าไปนั่งกิน เพราะรู้สึกมันได้บรรยากาศดี
แล้วไหนจะค่าอาหารมื้อก่อนดูหรือหลังดู แล้วอาจจะมีค่าจอดรถสำหรับโรงหนังในเมือง
แล้วอาจจะได้เสียเงินกับบรรดาร้านค้าต่างๆที่อยู่รายรอบ ที่บางทีไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อเล้ย แต่ก็อาจจะห้ามใจไม่อยู่

ข้อเสียที่ผมไม่ชอบสำหรับการไปดูหนังตามโรงคือ เวลาที่มีคนเข้ามาตอนที่หนังเริ่มฉายไปแล้ว คือผมมักจะต้องหันไปดูซะทุกทีน่ะครับ(ผมเองก็เข้าสายหลายที) บางทีก็จะต้องเดินผ่านที่นั่งเราบ้าง เราก็ต้องยกขาหลบเพราะมันมืดแล้วที่ยังแคบด้วย
แล้วสมาธิในการดูก็จะขาดตอน
แล้วอาจจะมีคนที่ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง แล้วยังมีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยอีก
ถึงแม้จะไม่คุย แต่แค่ลืมปิด แล้วมันบังเอิญดังขึ้นมา มันก็เสียสมาธิละ
หรือบางทีไปดูหนังเด็กเข้า เจอกับพ่อแม่ที่พาลูกๆมาดู แต่ลูกก็ไม่อยากดูซะนี่ เลยร้องลั่นโรงก็มี บางทีแย่กว่านั้นที่หนังผู้ใหญ่แต่เด็กดันเข้ามาดูเพราะเมืองไทยไม่มีการจำกัดคนดู เด็กก็ร้องไห้สิครับเมื่อเจอกับฉากที่มันน่ากลัวๆ
แล้วยังมีบางครั้งที่คนนั่งข้างหลังเราเอาขามาดันเบาะที่เรานั่งบ้าง แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ซักที

แล้วค่าดูหนังแต่ละครั้งสมัยนี้ก็เป็นร้อยทั้งนั้น(อาจจะมีบ้างที่ไม่ถึงถ้ามีบัตรลด) ในขณะที่ราคา DVD ก็ลดลงเรื่อยๆสวนทางกัน (ผมตัด VCD ไปเลยครับ เพราะคุณภาพไม่ดี แล้วยังต้องมาเปลี่ยนแผ่นอีกด้วย)
ผมเลยรู้สึกว่าผมเริ่มที่จะชอบดูหนังอยู่กับบ้านมากกว่าซะแล้ว ด้วยเหตุผลที่ไม่มีสิ่งรบกวนต่างๆที่ผมกล่าวมา ถึงแม้ระบบเสียงจะไม่ได้ดีเลิศเหมือนโรงหนัง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผมเท่าไหร่ ผมว่าแค่ระบบ 5.1 นี่ก็เริ่ดแล้วนะ
แล้วข้อดีของการซื้อDVD มาดูก็คือเราจะดูกี่รอบก็ได้ จะหยุดไว้ตรงไหนก็ได้ มีเวลามาวิเคราะห์ความงามของภาพ มีเวลามาดูองค์ประกอบต่างๆ (ผมชอบเป็นเวลาที่ดูโรงแล้วจะพลาดบางส่วนของภาพเพราะมัวไปมองจุดอื่นอยู่ซะนี่ แล้วบางทีก็จะต่อไม่ติด เลยดูไม่เข้าใจไปเลยก็มี) แถมยังมีเบื้องหลังให้ได้ดูอีกต่างหาก ถึงแม้จะได้ดูช้ากว่าฉายโรง แต่สมัยนี้ผมว่า DVD มันเริ่มทำออกมาเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมว่าอีกหน่อยอาจจะทำออกมาพร้อมกับที่ฉายในโรงเลยก็ได้
แล้วในอนาคตอันใกล้นี้สื่อชนิดใหม่ อย่างHD-DVD หรือ Blue-ray disk ก็กำลังจะมาแทนที่ DVD ด้วยความคมชัดของภาพระดับเดียวกับโรงภาพยนตร์ (แต่ก็ต้องใช้จอภาพระดับ Hi-Definition)
ดังนั้นผมเลยไม่เห็นถึงความคุ้มค่าในการออกไปดูหนังที่โรงอีกต่อไป

ล่าสุดมีเพื่อนร่วมตึกมาดูหนังที่ห้องผมอยู่บ่อยๆครับ(ผมดาวน์โหลดหนังไว้เยอะมาก) ผมยิ่งรู้สึกว่า เนี่ยแหละใช่เลย เพราะว่าบางทีเค้าดูแล้วไม่เข้าใจ ผมก็ย้อนกลับไปดูได้ หรือถ้าง่วงก็หยุดไว้ วันหลังมาดูกันต่อ แล้วพอเวลาปิดไฟ เห็นแค่จอมอนิเตอร์ ผมว่ามันก็ใกล้เคียงกับโรงหนังแล้วนะ แล้วเราจะเอาอาหารคาวมากินก็ไม่รบกวนใครด้วยสิครับ

25490407

ออฟฟิซที่บ้าน

ผมคิดว่าทำไมเราจะต้องไปเช่าที่ตามตึกต่างๆมาเป็นออฟฟิซด้วยน้า
ผมมองว่า ทำไมเราต้องใส่เสื้อแขนยาว ขายาว หรือกระโปรง ไปทำงานกันด้วยนะ อากาศเมืองไทยร้อนจะตาย
ผมอยากให้ชุดทำงานเป็นชุดอยู่บ้านสบายๆ ทำงานแล้วมีความสุข
อยู่บ้านก็ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องไปช่วยกันทำลายสิ่งแวดล้อมกับคนอื่นเขาก็ได้
ผมอยากเอาบ้านมาทำเป็นออฟฟิซจริงๆเลย พนักงานแต่ละคนทำงานกันที่บ้าน ติดต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ หรืออาจจะนัดเจอกันคุยกันข้างนอกบ้าง แล้วแต่ความจำเป็น ส่วนใหญ่จะอยู่กันที่บ้านของแต่ละคน นั่งทำงานของตัวเองไป รับผิดชอบตัวเอง
แล้วชีวิตก็อยู่กับบ้าน ใครมีลูกก็เลี้ยงลูกไปด้วยได้ อาทิตย์นึงอาจจะนัดกันไปที่บ้านใครคนใดคนนึง เพื่อประชุมและสังสรรค์กันไปในตัว
ไม่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนรถติด กลับก็มืดค่ำหลังรถหายติดแล้ว
ไม่ต้องออกไปเดินหาอะไรกินแถวออฟฟิซ ตอนอากาศร้อนๆ ที่มีแต่ผู้คนมากมายคอยแย่งที่นั่งกินข้าวกัน
มีเวลาว่างที่จะนั่งอ่านหนังสือ ทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบได้
มีเวลาที่จะอยู่กับครอบครัว มากกว่าอยู่กับงาน ซึ่งผมว่าอันนี้สำคัญที่สุดเลย

ไปอ่านเจอบทความในนิตยสารฝรั่งฉบับนึง(ขออภัยลืมจดรายละเอียดมาครับ)
เค้าพูดถึงเรื่องทำงานที่บ้านไว้เหมือนกัน ซึ่งเค้าก็บอกข้อดีและข้อเสียมาซึ่งน่าสนใจ
เค้าบอกว่าข้อเสียของการทำงานที่บ้านก็คือ เราจะขาดการออกกำลังกายที่ปกติเราจะได้ออกกำลังบ้าง เช่นวิ่งออกไปรอรถเมล์, รถไฟฟ้า หรือเดินไปที่นั่นที่นี่
และสำหรับบางคนการแยกที่ทำงานออกจากบ้านทำให้เขาสามารถแยกชีวิตออกเป็นสองส่วนได้ง่ายกว่า
แล้วถ้าเรามีออฟฟิซที่บ้าน นั่นคือเบอร์โทรศัพท์บ้านของเราอาจจะถูกรบกวนยามดึก ถ้าลูกค้ามีอะไรเร่งด่วน แต่ถ้าเป็นเบอร์ออฟฟิซ นอกเวลางานแล้วก็โทรมากวนไม่ได้

อืม... น่าคิดเหมือนกัน ...

สะสม(๒)

ผมเคยบ่นเรื่องการสะสมสิ่งของในอดีต ที่มีแต่จะสร้างทุกข์สร้างโทษมากกว่าสร้างความสุข
ผมมานั่งนึกๆดู ก็พบอยู่สองอย่างที่น่าสะสม นั่นคือ ความดี กับ ความรู้
สองอย่างนี้ยิ่งเราสะสมมากก็ไม่เกิดทุกข์ ไม่เหมือนกับการสะสมสิ่งของต่างๆ ที่มีแต่จะสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับเรา
แถมสองสิ่งนี้ยังสามารถที่จะช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกด้วย

ไก่ได้พลอย

คำพังเพยนี้ผมได้ยินมานาน ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ ที่ไก่มันไม่เห็นคุณค่าของพลอยที่มันพบ

ตอนนี้ผมกลับมองว่า ก็เพราะพลอยมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเลยนี่นา ดังนั้นคุณค่าเพียงความสวยงามจึงไม่มีความหมายใดๆเลยกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ผมว่าไก่ทำถูกแล้วหล่ะ
มนุษย์นี่สิ ที่ยังยึดติดกับหินที่ดูสวยงาม แล้วไปให้คุณค่ากับมัน ทั้งๆที่มันก็ไม่ต่างกับหินก้อนอื่นๆ