วันก่อนอ่านหนังสือปราชญ์เดินดิน : วิถีคนกล้า ท้าเปลี่ยนโลก ซึ่งมีบทนึงซึ่งมีคุณนฤทธิ์ คำธิศรี ที่ทำเกษตรแบบสบายๆ ที่ให้ต้นไม้เติบโตด้วยตัวเอง ให้มันหากินด้วยตัวมันเอง เราแค่ใส่ปุ๋ยรดน้ำนิดหน่อย ไม่ต้องใส่ใจกับมันมากมายนัก
ผมก็เลยมามองต้นไม้รอบๆ บ้านของผม ที่ส่วนใหญ่จะใส่อยู่ในกระถาง รากไม่สามารถจะชอนไชไปหาสารอาหารใต้ดินได้เอง มันก็อาจจะเหมือนๆ กับการที่พ่อแม่เลี้ยงลูกให้อยู่ในกรอบมากเกินไป ลูกจะเติบโตได้ก็เพราะสารอาหารที่พ่อแม่จะใส่ลงไปให้เท่านั้น จริงอยู่ที่พ่อแม่ก็จะใส่แต่สิ่งดีดีลงไปให้กับลูก หวังให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างสวยงามตามที่ตัวเองต้องการ ถ้าวันใดที่พ่อแม่ไม่ได้มีโอกาสใส่ปุ๋ยรดน้ำแล้ว ก็มีโอกาสที่ลูกจะไม่มีโอกาสเจริญเติบโต หรืออาจจะต้องตายลงไปทีเดียวถ้าไม่แข็งแกร่งพอ
มองต้นไม้ในกระถางแล้วก็อยากเอาพวกมันลงไปใส่ในดินเหมือนกันแฮะ ^ ^
25540110
25521123
มองไกลขึ้นไปอีก
เมื่อวานนี้มีคนใน twitter มาบ่นให้ฟังเรื่องที่เค้าซื้อข้าวกล่อง 39 บาท ขาดแค่บาทเดียวก็จะได้แสตมป์เงิน 1 ดวงแล้ว แต่เค้าดันลืม เราก็บอกว่าแบบนี้พนักงานเค้าก็น่าจะเตือนเรานะเนี่ยว่าขาดแค่บาทเดียวเอง ซื้อของเพิ่มไหมคะ อะไรแบบนี้
วันนี้ตอนอาบน้ำก็ย้อนคิดไปว่า เออ ถ้าเราเป็นพนักงานคนนั้นนะ แล้วเรามีความคิดที่มองไปไกลขึ้นว่า ถ้าเราบอกลูกค้าว่าซื้อของเพิ่มอีกไหมคะ อีกแค่บาทเดียวก็จะได้แสตมป์ 1 ดวงแล้ว ซึ่งของในร้าน 7-11 ดูแล้วน่าจะเกิน 1 บาททั้งนั้น ซึ่งก็จะทำให้ลูกค้าอยากจะหาอะไรมาซื้อเพิ่ม แล้วร้านเราก็จะขายของได้มากขึ้นมาอีกนิดนึง แถมลูกค้าคนนั้นก็น่าจะรู้สึกดีอีกด้วย ที่เราบอกถึงสิทธิ์ที่เค้าควรจะได้
เราก็มานั่งนึกต่อไป มันจะเหมือนกับการใช้ชีวิตของเราไหมนะ คือสมัยเด็กๆ เราก็มองแค่ว่าเราจะเล่นอะไรดี เราจะกินอะไรดี ไม่เคยจะมองไปไกลๆ มากนักว่าปีหน้าเราจะทำอะไร เราจะอยากเป็นยังไงในอนาคตไกลๆ
พอเริ่มโตมากขึ้นก็จะค่อยๆ เริ่มที่จะต้องมองไกลมากขึ้นไปอีก อย่างตอนทำงานได้เงินเดือนมา ก็จะต้องมีการวางแผนแล้วว่าจะใช้เงินยังไงดี ซึ่งถ้าคนที่คิดแค่วันต่อวัน ก็อาจจะใช้เงินไม่พอในแต่ละเดือนเอาได้
แล้วทีนี้ถ้ามีแฟน แต่งงานมีลูกล่ะ ชีวิตก็น่าจะเริ่มเปลี่ยนไปอีกแบบ คงต้องมีการวางแผนไปแล้วว่า จะออมเงินไว้ให้ลูกยังไงบ้าง จะต้องมองไปข้างหน้ามากขึ้นไปอีก อาจจะต้องมองถึงตัวเองตอนแก่ด้วยว่าจะอยู่ยังไง
แล้วถ้าคิดต่อไปล่ะ มองไปไกลถึงชีวิตในชาติภพหน้ากันไปเลย เราจะมีมุมมองต่อชีวิตยังไง?
มันก็เริ่มน่าคิดขึ้นมาละ ว่าถ้าชาติหน้ามีจริงๆ เราจะทำตัวยังไงในชาตินี้ เราจะวางแผนใช้ชีวิตยังไงในชาตินี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทำในชาติต่างๆ ก่อนที่ท่านจะมาตรัสรู้ในชาติสุดท้าย เพราะท่านเริ่มมองเห็นว่าชาติต่อๆ ไปมันมีจริงๆ และมองไกลไปถึงจุดสิ้นสุดตรงนั้นด้วยหรือเปล่า
ตอนนี้เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ทุกวันนี้เรามองอะไรใกล้ไปไหมเนี่ย เหมือนเราจะมองอะไรแค่ที่อยู่ตรงหน้า ไม่คิดไปไกลๆ หน่อยว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้มันมีผลถึงอนาคตข้างหน้ายังไงบ้าง ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าท่านจะสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน แต่ก็คงไม่ได้จะให้เราไม่คิดวางแผนถึงอนาคตหรอกนะ
ก็เลยคิดว่าจะลองมองอะไรให้ไกลมากขึ้นไปอีก หัดมองอะไรไกลๆ ไม่มองแค่อะไรผิวเผินที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ใช่การคิดมากนะ แค่มองให้เห็นถึงผลของการกระทำของเราในปัจจุบันว่ามันจะส่งผลยังไงได้บ้างในอนาคต เช่นว่า
เรื่องการกินอาหาร เราก็จะมองว่าสิ่งที่เรากำลังจะกินเนี่ย มันดีกับร่างกายเราในอนาคตหรือเปล่า มีประโยชน์หรือมีโทษยังไงบ้าง ก็เลือกซะให้เหมาะ
หรือการใช้ชีวิตต่างๆ ก็มองลงไปว่าการกระทำของเราตอนนี้มันจะส่งผลดีหรือผลเสียในอนาคตหรือเปล่า แล้วก็เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่ามันสมควรทำดีกว่า
+++ ไม่ได้เขียนมานานมากเลยแฮะ แต่ช่วงที่ผ่านมาก็จะไปเขียนเป็น diary ซะเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยไม่ได้มีอะไรที่ออกแนวๆ คิดๆ แบบที่บล็อกนี้ เลยไม่ได้มาเขียนน่ะเอง +++
วันนี้ตอนอาบน้ำก็ย้อนคิดไปว่า เออ ถ้าเราเป็นพนักงานคนนั้นนะ แล้วเรามีความคิดที่มองไปไกลขึ้นว่า ถ้าเราบอกลูกค้าว่าซื้อของเพิ่มอีกไหมคะ อีกแค่บาทเดียวก็จะได้แสตมป์ 1 ดวงแล้ว ซึ่งของในร้าน 7-11 ดูแล้วน่าจะเกิน 1 บาททั้งนั้น ซึ่งก็จะทำให้ลูกค้าอยากจะหาอะไรมาซื้อเพิ่ม แล้วร้านเราก็จะขายของได้มากขึ้นมาอีกนิดนึง แถมลูกค้าคนนั้นก็น่าจะรู้สึกดีอีกด้วย ที่เราบอกถึงสิทธิ์ที่เค้าควรจะได้
เราก็มานั่งนึกต่อไป มันจะเหมือนกับการใช้ชีวิตของเราไหมนะ คือสมัยเด็กๆ เราก็มองแค่ว่าเราจะเล่นอะไรดี เราจะกินอะไรดี ไม่เคยจะมองไปไกลๆ มากนักว่าปีหน้าเราจะทำอะไร เราจะอยากเป็นยังไงในอนาคตไกลๆ
พอเริ่มโตมากขึ้นก็จะค่อยๆ เริ่มที่จะต้องมองไกลมากขึ้นไปอีก อย่างตอนทำงานได้เงินเดือนมา ก็จะต้องมีการวางแผนแล้วว่าจะใช้เงินยังไงดี ซึ่งถ้าคนที่คิดแค่วันต่อวัน ก็อาจจะใช้เงินไม่พอในแต่ละเดือนเอาได้
แล้วทีนี้ถ้ามีแฟน แต่งงานมีลูกล่ะ ชีวิตก็น่าจะเริ่มเปลี่ยนไปอีกแบบ คงต้องมีการวางแผนไปแล้วว่า จะออมเงินไว้ให้ลูกยังไงบ้าง จะต้องมองไปข้างหน้ามากขึ้นไปอีก อาจจะต้องมองถึงตัวเองตอนแก่ด้วยว่าจะอยู่ยังไง
แล้วถ้าคิดต่อไปล่ะ มองไปไกลถึงชีวิตในชาติภพหน้ากันไปเลย เราจะมีมุมมองต่อชีวิตยังไง?
มันก็เริ่มน่าคิดขึ้นมาละ ว่าถ้าชาติหน้ามีจริงๆ เราจะทำตัวยังไงในชาตินี้ เราจะวางแผนใช้ชีวิตยังไงในชาตินี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทำในชาติต่างๆ ก่อนที่ท่านจะมาตรัสรู้ในชาติสุดท้าย เพราะท่านเริ่มมองเห็นว่าชาติต่อๆ ไปมันมีจริงๆ และมองไกลไปถึงจุดสิ้นสุดตรงนั้นด้วยหรือเปล่า
ตอนนี้เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ทุกวันนี้เรามองอะไรใกล้ไปไหมเนี่ย เหมือนเราจะมองอะไรแค่ที่อยู่ตรงหน้า ไม่คิดไปไกลๆ หน่อยว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้มันมีผลถึงอนาคตข้างหน้ายังไงบ้าง ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าท่านจะสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน แต่ก็คงไม่ได้จะให้เราไม่คิดวางแผนถึงอนาคตหรอกนะ
ก็เลยคิดว่าจะลองมองอะไรให้ไกลมากขึ้นไปอีก หัดมองอะไรไกลๆ ไม่มองแค่อะไรผิวเผินที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ใช่การคิดมากนะ แค่มองให้เห็นถึงผลของการกระทำของเราในปัจจุบันว่ามันจะส่งผลยังไงได้บ้างในอนาคต เช่นว่า
เรื่องการกินอาหาร เราก็จะมองว่าสิ่งที่เรากำลังจะกินเนี่ย มันดีกับร่างกายเราในอนาคตหรือเปล่า มีประโยชน์หรือมีโทษยังไงบ้าง ก็เลือกซะให้เหมาะ
หรือการใช้ชีวิตต่างๆ ก็มองลงไปว่าการกระทำของเราตอนนี้มันจะส่งผลดีหรือผลเสียในอนาคตหรือเปล่า แล้วก็เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่ามันสมควรทำดีกว่า
+++ ไม่ได้เขียนมานานมากเลยแฮะ แต่ช่วงที่ผ่านมาก็จะไปเขียนเป็น diary ซะเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยไม่ได้มีอะไรที่ออกแนวๆ คิดๆ แบบที่บล็อกนี้ เลยไม่ได้มาเขียนน่ะเอง +++
25520120
เด็กกล่อง อีกชีวิตในเมืองกรุงฯ
http://www.tekkenthailandz.com/dis_forums/index.php?topic=3342.0
copy ข้อความของคุณ Tai จาก http://www.tekkenthailandz.com/dis_forums/index.php?topic=3342.0
อ่านแล้วแว่บแรกรู้สึกว่าเกลียดเด็กพวกนี้มาก ทำไมต้องมาทำแบบนี้ แต่อีกพักนึงก็คิดไปว่า เค้าจะอยากทำแบบนี้เหรอ ถ้าเค้ามีหลายๆอย่างเหมือนกับเรา หรืออีกหลายๆคนในสังคม
เด็กคนนี้จะเล่นคนเดียว สู้กับตัวเองที่หยอดเงินเอาไว้เพื่อให้ตัวเองได้อัดอย่างเมามัน
เค้าจะทำแบบนี้ไปทำไม? เป็นไปได้ไหมว่าเด็กคนนี้มีปัญหากับเพื่อนๆในสังคมของเค้า ถูกรังแกอยู่ตลอด ตัวก็เล็กสู้ยังไงก็แพ้ ไม่รู้จะระบายออกทางไหน ก็มีไอ้เกมต่อสู้นี่แหละ ที่เค้าได้เตะได้ต่อยคู่ต่อสู้ให้ล้มลงแบบไม่มีทางสู้
เป็นไปได้ไหมว่าชีวิตของเค้ามันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบในสายตาของเค้าเลย เค้าก็เลยอยากได้คะแนน Perfect ในเกมที่เค้ากำลังเล่นอยู่?
ถ้าการเรียนหนังสือมันสนุกกว่าการเล่นเกม เค้าจะอยากทำอะไรมากกว่ากัน?
แต่ดูวิดีโอแล้วก็หมั่นไส้จริงๆให้ตายสิ ):P
ใครที่เล่นTekkenที่เซนจูรี่เป็นประจำจะรู้จักเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างดี
ซึ่งเด็กพวกนี้จะขอทานอยู่ที่่สะพานลอยตรงอนุสาวรีย์ชัยฯแล้วนำเงินที่ได้จากการขอทานนั้นมาเล่นTekkenอย่างบ้าคลั่ง
(รูปตอนกำลังขอทาน ยิ่งเห็นยิ่งหมั่นไส้อะคิดเหมือนกันอะป่าว-*-)
เราเรียกพวกมันว่า เด็กกล่อง (ที่เรียกว่าเด็กกล่องเพราะว่าจะพกอุปกรณ์ขอทานติดตัวเวลามาเล่นTekken)
เห็นมั้ยว่าถือกล่องอยู่
ส่วนข้อความบนกล่องก็ประมาณว่า ขอเงินไปเรียนหนังสือ ซื้ออุปกรณ์การเรียน ไม่มีทุนการศึกษา ไม่มีข้าวกิน ฯลฯ
กลุ่มเด็กกล่องจะมีด้วยกัน 3 คน
ด. ช.A(นามสมมติ) ลักษณะผอมๆ ตัวดำ พบได้บ่อยที่สุด เล่นJack (มีการ์ดในกระเป๋า 5ใบ!!) เวลาเล่นชอบเล่นอยู่คนเดียว พอมีคนจะหยอดเล่นด้วยก็จะงอแงไม่ยอมให้คนอื่นเล่นด้วย (เอามือปิดช่องใส่เหรียญ เป็นต้น) แต่เมื่อมีคนทนไม่ได้ลงไปหยอดเหรียญเล่น มันก็จะขอให้คนที่หยอดเล่นกับมันอ่อยให้(ขอสามตากันเลยทีเดียว-*-) ปรากฏว่าถ้ามันแพ้หละก็มันจะ......ร้องไห้(บางครั้งอาจจะเริ่มร้องไห้ตั้งแต่หยอดเลยก็มี)
ทำให้พนักงานGalaxy ต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์
ตัวอย่างง
http://www.youtube.com/watch?v=O2DzC4EmGA8
เด็กกล่องVs. Ocean???? (ขอโทดคับจำไม่ได้) สังเกตได้ว่าเหรียญเป็นตั้งเลยครับ
ได้ข่าวว่าเคยมีคนเห็นมันนั่งกินมาม่าแบบซอง แล้วเอาเครื่องปรุงมาม่าไปแต้มๆปุ่มแล้วเลียปุ่ม...
ด.ช.B(นามสมมติ) ลักษณะค่อนข้างอ้วน ใส่ชุดนักเรียนตัวมอมแมม ตัวเหม็นมาก แต่ไม่งอแง รู้แพ้รู้ชนะ
ด.ช.C(นามสมมติ) ลักษณะทั่วไปคล้าย ด.ช.A เวลาเล่นด้วยมันมักจะขอให้อย่าเล่นล่าง อย่าทุ่ม อย่าJG
อัน นี้เป็นเหตุการณ์ครั้งหนึ่งนะคับที่เกิดการปะทะกันระหว่างเด็กกล่องกันเอง ระหว่างดช.A Vs. ดช.C ผละปรากฏว่าCชนะ(ที่เหลือดูตามคลิป)
http://www.youtube.com/watch?v=rOnXYIXmrhw
จิงๆแล้วเด็กพวกนี้รวยมาก ผมเคยเห็นมันกินเชสเตอกริลเลยหละ!
และที่น่าตกใจคือ นอกจากจะขอทานแล้วยังเป็นเด็กปั้มด้วย!!
(สังเกตมุมขวาบน)
แต่ ที่เขาปั้มนี้ผลคิดว่าปั้มพราะว่าไม่อยากเล่นกับคนอื่น (อยากเล่นกับตัวเอง) บางคนบอกว่าเคยเห็นมันใช้มือเล่นP1แล้วใช้ปากอมจอยP2เล่นคนเดียว
ถ้าใครได้เจอกับเด็กกล่องผมมีทางเลือกให้ 2 ทาง
1.รอมันเล่นจบ
2.หยอดเล่นกับมันแล้วทนฟังมันร้องไห้ (วิธีนี้แนะนำสำหรับคนที่หมั่นไส้นะคับ)
ว่างๆก็แวะเวียนไปทักทายเด็กกล่องกันได้นะคร้าบบ
copy ข้อความของคุณ Tai จาก http://www.tekkenthailandz.com/dis_forums/index.php?topic=3342.0
อ่านแล้วแว่บแรกรู้สึกว่าเกลียดเด็กพวกนี้มาก ทำไมต้องมาทำแบบนี้ แต่อีกพักนึงก็คิดไปว่า เค้าจะอยากทำแบบนี้เหรอ ถ้าเค้ามีหลายๆอย่างเหมือนกับเรา หรืออีกหลายๆคนในสังคม
เด็กคนนี้จะเล่นคนเดียว สู้กับตัวเองที่หยอดเงินเอาไว้เพื่อให้ตัวเองได้อัดอย่างเมามัน
เค้าจะทำแบบนี้ไปทำไม? เป็นไปได้ไหมว่าเด็กคนนี้มีปัญหากับเพื่อนๆในสังคมของเค้า ถูกรังแกอยู่ตลอด ตัวก็เล็กสู้ยังไงก็แพ้ ไม่รู้จะระบายออกทางไหน ก็มีไอ้เกมต่อสู้นี่แหละ ที่เค้าได้เตะได้ต่อยคู่ต่อสู้ให้ล้มลงแบบไม่มีทางสู้
เป็นไปได้ไหมว่าชีวิตของเค้ามันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบในสายตาของเค้าเลย เค้าก็เลยอยากได้คะแนน Perfect ในเกมที่เค้ากำลังเล่นอยู่?
ถ้าการเรียนหนังสือมันสนุกกว่าการเล่นเกม เค้าจะอยากทำอะไรมากกว่ากัน?
แต่ดูวิดีโอแล้วก็หมั่นไส้จริงๆให้ตายสิ ):P
25511224
เราเล่นมัน หรือ มันเล่นเรา
ช่วงนี้คุณป้าข้างบ้านแกนั่งเล่นเกมแทบทุกวันเลย ทีแรกเราก็ได้ยินเสียงแบบเป็นเสียงเอฟเฟค วิ๊ดๆ บูมๆ ไรงี้ เราก็คิดว่าป้าเค้าคงดูหนังอยู่มั๊ง แต่ว่านั่งฟังไปเรื่อยๆ เสียงมันเหมือนๆเดิมตลอดเลย คือเป็นชุดๆ วิ๊ดๆ บูมๆ ตลอด ก็นึกว่าเอ๊ หรือว่าป้าแกจะเปิดเพลงวะ แต่ลองสังเกตจังหวะแล้วมันไม่เป็นจังหวะ คือมันจะนานๆมาทีมั่ง มาเป็นชุดๆมั่ง ก็เลยเดาว่าน่าจะเป็นเสียงที่มาจากเกม ซึ่งก็ใช่จริงๆ เป็นเกมในคอมฯ
เราก็ไม่รู้ว่าป้าเล่นเกมอะไรเหมือนกันนะ แต่น่าจะเป็นแนว Puzzle นี่แหละ เพราะเล่นได้นาน แล้วก็เสียงเป็นแบบเดิมๆตลอด
ที่นี้มันแปลกตรงที่ว่า เราเริ่มได้ยินเสียงตอนราวๆทุ่มนึง แล้วก็ได้ยินต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนถึงตีหนึ่ง! เริ่มรู้สึกว่าเฮ้ย มันนานไปไหมน่ะ
คือเหมือนว่าป้าเค้าจะติดเกมนั้นเข้าไปซะแล้ว เล่นแบบลืมเวลาเลยล่ะ (ตอนที่กำลังพิมพ์นี่ก็เล่นอยู่)
เลยมาคิดดูว่า ตอนนี้ป้าเค้ากำลังเล่นเกม หรือว่า ตอนนี้เกมมันเล่นป้าเข้าแล้ว?
ช่วงที่ผ่านมานี่เราก็เป็นนะ คือเล่นเกม Freecell ติดมากเลย เล่นบ่อย ว่างไม่ได้ แต่ก่อนเคยติดมากกว่าตอนนี้อีกนะ เพราะตอนนั้นเนี่ยเล่นแบบว่าดูสถิติตัวเองตลอด คือเกมมันจะบันทึกสถิติไว้ให้ว่า ที่เล่นมาวันนี้นั้น ชนะกี่เกม แพ้กี่เกม แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเป็นเท่าไหร่ แล้วก็มีสถิติรวมของการเล่นมาทั้งหมด ซึ่งเราจะพยายามอัพสถิติรวมให้ขึ้นไปมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราต้องเล่นให้ชนะมากกว่าแพ้มากๆ ซึ่งถ้าวันไหนที่เล่นแล้วเกิดแพ้ขึ้นมาเยอะๆ ก็จะยอมไม่ได้ต้องเล่นให้ชนะเพิ่มขึ้น ให้เปอร์เซ็นต์รวมมันสูงขึ้น ก็เล่นกันไปทั้งคืนนั่นแหละ
มาช่วงที่ผ่านมานี่ เพิ่งรู้ว่าเจ้า Freecell มันเลือกเกมที่จะเล่นได้ถึง 1,000,000 เกมแล้ว คือปกติเราจะปล่อยให้มันสุ่มเกมให้เอง สมัยที่เล่นตอน Windows 98, 2000 มันจะเลือกเกมเล่นได้ราวๆแค่เป็นหลักหมื่นเองอะ
พอดีเราไปสุ่มเจอเกมยากเข้าคือ 178 ซึ่งเล่นแล้วเล่นอีกอยู่หลายรอบกว่าจะผ่านได้
ตอนหลังเลยมาคิดว่าเราน่าจะลองเล่นไปทุกๆเกมเลย เริ่มตั้งกะ 1 เป็นต้นไป ก็ลุยเลยครับ วันแรกก็ล่อเข้าไป 30 เกม วันต่อมาก็เพิ่มเป็น 40, 50, 60 จนเมื่อวานนี้มาเริ่มคำนวณดูว่า ถ้าเรายังคงเล่นด้วยอัตรา 10 เกมต่อวัน กี่วันเราจะทำได้หมด 1 ล้านเกมกันนะ
เฮ้ย พอมาดูตัวเลขแล้วจะบ้าตาย ต่อให้เล่นวันละ 20 เกมก็ลดลงมาแค่ครึ่งเดียวคือ 137 ปี แล้วเราจะอยู่ถึงเหรอวะน่ะ
เลยเริ่มมาคิดทบทวนดูว่า สมควรจะเล่นไหม? เล่นแล้วได้อะไร? เล่นแล้วเสียอะไร?
เลยได้คิดว่า เล่นแล้วเนี่ย ไม่ได้อะไรเลย! นอกจากความสนุกในการแก้ปัญหาของมันได้เท่านั้นแหละ แล้วถึงจะเล่นครบ 1 ล้านเกมแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเลย!
แต่สิ่งที่เราเสียไปนี่สิ ทั้งเวลา สายตา และ งาน!
คือพอเล่นแล้วจะเพลินมาก เล่นไม่ยอมเลิกเลย แล้วก็ต้องนั่งคลิกเม้าส์อยู่นั่นน่ะ ไม่ขยับตัวไปไหนด้วย ตาก็จ้องเขม็งที่ไพ่แต่ละใบ แล้วหลังก็จะค่อยๆงอลงเรื่อยๆเพราะจะจ้องใกล้มากขึ้น แล้วงานการก็จะไม่ได้ทำ -_-'
เลยมานั่งคิดว่า เอ๊ นี่เรากำลังเล่นมัน หรือมันกำลังเล่นเราเข้าแล้วเนี่ย...
เราก็ไม่รู้ว่าป้าเล่นเกมอะไรเหมือนกันนะ แต่น่าจะเป็นแนว Puzzle นี่แหละ เพราะเล่นได้นาน แล้วก็เสียงเป็นแบบเดิมๆตลอด
ที่นี้มันแปลกตรงที่ว่า เราเริ่มได้ยินเสียงตอนราวๆทุ่มนึง แล้วก็ได้ยินต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนถึงตีหนึ่ง! เริ่มรู้สึกว่าเฮ้ย มันนานไปไหมน่ะ
คือเหมือนว่าป้าเค้าจะติดเกมนั้นเข้าไปซะแล้ว เล่นแบบลืมเวลาเลยล่ะ (ตอนที่กำลังพิมพ์นี่ก็เล่นอยู่)
เลยมาคิดดูว่า ตอนนี้ป้าเค้ากำลังเล่นเกม หรือว่า ตอนนี้เกมมันเล่นป้าเข้าแล้ว?
ช่วงที่ผ่านมานี่เราก็เป็นนะ คือเล่นเกม Freecell ติดมากเลย เล่นบ่อย ว่างไม่ได้ แต่ก่อนเคยติดมากกว่าตอนนี้อีกนะ เพราะตอนนั้นเนี่ยเล่นแบบว่าดูสถิติตัวเองตลอด คือเกมมันจะบันทึกสถิติไว้ให้ว่า ที่เล่นมาวันนี้นั้น ชนะกี่เกม แพ้กี่เกม แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเป็นเท่าไหร่ แล้วก็มีสถิติรวมของการเล่นมาทั้งหมด ซึ่งเราจะพยายามอัพสถิติรวมให้ขึ้นไปมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราต้องเล่นให้ชนะมากกว่าแพ้มากๆ ซึ่งถ้าวันไหนที่เล่นแล้วเกิดแพ้ขึ้นมาเยอะๆ ก็จะยอมไม่ได้ต้องเล่นให้ชนะเพิ่มขึ้น ให้เปอร์เซ็นต์รวมมันสูงขึ้น ก็เล่นกันไปทั้งคืนนั่นแหละ
มาช่วงที่ผ่านมานี่ เพิ่งรู้ว่าเจ้า Freecell มันเลือกเกมที่จะเล่นได้ถึง 1,000,000 เกมแล้ว คือปกติเราจะปล่อยให้มันสุ่มเกมให้เอง สมัยที่เล่นตอน Windows 98, 2000 มันจะเลือกเกมเล่นได้ราวๆแค่เป็นหลักหมื่นเองอะ
พอดีเราไปสุ่มเจอเกมยากเข้าคือ 178 ซึ่งเล่นแล้วเล่นอีกอยู่หลายรอบกว่าจะผ่านได้
ตอนหลังเลยมาคิดว่าเราน่าจะลองเล่นไปทุกๆเกมเลย เริ่มตั้งกะ 1 เป็นต้นไป ก็ลุยเลยครับ วันแรกก็ล่อเข้าไป 30 เกม วันต่อมาก็เพิ่มเป็น 40, 50, 60 จนเมื่อวานนี้มาเริ่มคำนวณดูว่า ถ้าเรายังคงเล่นด้วยอัตรา 10 เกมต่อวัน กี่วันเราจะทำได้หมด 1 ล้านเกมกันนะ
(1000000/10)/365 = 273.9 ปี!!!!
เฮ้ย พอมาดูตัวเลขแล้วจะบ้าตาย ต่อให้เล่นวันละ 20 เกมก็ลดลงมาแค่ครึ่งเดียวคือ 137 ปี แล้วเราจะอยู่ถึงเหรอวะน่ะ
เลยเริ่มมาคิดทบทวนดูว่า สมควรจะเล่นไหม? เล่นแล้วได้อะไร? เล่นแล้วเสียอะไร?
เลยได้คิดว่า เล่นแล้วเนี่ย ไม่ได้อะไรเลย! นอกจากความสนุกในการแก้ปัญหาของมันได้เท่านั้นแหละ แล้วถึงจะเล่นครบ 1 ล้านเกมแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเลย!
แต่สิ่งที่เราเสียไปนี่สิ ทั้งเวลา สายตา และ งาน!
คือพอเล่นแล้วจะเพลินมาก เล่นไม่ยอมเลิกเลย แล้วก็ต้องนั่งคลิกเม้าส์อยู่นั่นน่ะ ไม่ขยับตัวไปไหนด้วย ตาก็จ้องเขม็งที่ไพ่แต่ละใบ แล้วหลังก็จะค่อยๆงอลงเรื่อยๆเพราะจะจ้องใกล้มากขึ้น แล้วงานการก็จะไม่ได้ทำ -_-'
เลยมานั่งคิดว่า เอ๊ นี่เรากำลังเล่นมัน หรือมันกำลังเล่นเราเข้าแล้วเนี่ย...
25510530
ถ้าแยกกายกับจิตออกมาได้คงจะสบาย
วันก่อนฟังธรรมะของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เรื่องการดูจิต ท่านบอกประมาณว่า ถ้าแยกจิตออกมาได้ โดยที่เราเป็นแค่ผู้ตามดูตามรู้ ก็จะมีความสุขมากๆ ไม่มีตัวเราอีกต่อไป
มาลองคิดๆดู ก็ท่าจะจริงแฮะ เพราะทุกวันนี้ ที่เรายังคงมีโกรธ มีเกลียด มีโมโห มีดีใจ มีเสียใจ มีสุขมีทุกข์ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของกายกับจิตทั้งนั้นเลย
คือถ้าเรายังเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นของเรา เราก็จะต้องทุกข์ละ เวลาที่ใครมาทำร้ายเรา ทำร้ายจิตใจเรา หรือเวลาที่คนอื่นมาสรรเสริญเยินยอเรา เราก็จะดีใจ เพราะคิดว่านั่นคือเรา
แต่ถ้าเรามองเห็นได้ว่าตัวเราใจเรา ไม่ใช่ของเราซะแล้ว ก็เหมือนเรามองไปที่คนอื่น เวลาที่เค้าโดนใครทำร้าย เราก็ไม่ได้เจ็บไปด้วย ใครเค้ามาด่าคนนั้นคนนี้ เราก็ไม่เห็นจะเจ็บปวดไปด้วยเลย แตุ่ถ้าเค้ามาด่าเรานี่สิ เราก็อาจจะมาโกรธแค้นเค้าว่ามาด่าเราทำไมกัน
สงสัยต้องฝึกดูจิตให้มากๆ จะได้เข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ได้บ้าง
มาลองคิดๆดู ก็ท่าจะจริงแฮะ เพราะทุกวันนี้ ที่เรายังคงมีโกรธ มีเกลียด มีโมโห มีดีใจ มีเสียใจ มีสุขมีทุกข์ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของกายกับจิตทั้งนั้นเลย
คือถ้าเรายังเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นของเรา เราก็จะต้องทุกข์ละ เวลาที่ใครมาทำร้ายเรา ทำร้ายจิตใจเรา หรือเวลาที่คนอื่นมาสรรเสริญเยินยอเรา เราก็จะดีใจ เพราะคิดว่านั่นคือเรา
แต่ถ้าเรามองเห็นได้ว่าตัวเราใจเรา ไม่ใช่ของเราซะแล้ว ก็เหมือนเรามองไปที่คนอื่น เวลาที่เค้าโดนใครทำร้าย เราก็ไม่ได้เจ็บไปด้วย ใครเค้ามาด่าคนนั้นคนนี้ เราก็ไม่เห็นจะเจ็บปวดไปด้วยเลย แตุ่ถ้าเค้ามาด่าเรานี่สิ เราก็อาจจะมาโกรธแค้นเค้าว่ามาด่าเราทำไมกัน
สงสัยต้องฝึกดูจิตให้มากๆ จะได้เข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ได้บ้าง
25510519
เราควรใช้เทคโนโลยีใหม่ๆไหม?
หลังจากบ้าสินค้ามือสองจากอีเบย์อยู่พักใหญ่ๆ เพราะว่าราคามันถูกกว่าซื้อมือหนึ่งเยอะ แต่สิ่งที่มันขาดหายไปก็คือเทคโนโลยีใหม่ๆ
วันนี้ผมเอาเจ้า notebook ตัวเก่ามาเปิดชาร์จไฟ ซึ่งมันเป็นรุ่น Pentium II 333MHz, 128MB RAM, 60GB HDD
มันช้ามากๆ เมื่อเทียบกับเจ้า Core2Duo 1.83GHz ที่ผมใช้อยู่ตอนนี้ ผมลองทำการลบไฟล์ขยะต่างๆ Core2Duo ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่ Pentium II กินเวลาเป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว
ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันจะคุ้มไหมนะ ที่เราจะใช้เจ้าคอมพิวเตอร์ตัวเก่าทำงานต่อไป
เพราะว่าการใช้พลังงานของเจ้าตัวเก่าก็มากพอๆกับเครื่องใหม่ แต่ว่าประสิทธิภาพที่ได้แตกต่างกันอย่างมาก
ปัญหาพลังงานเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆจากการบริโภคพลังงานที่มากขึ้นๆของมนุษย์ แต่แหล่งพลังงานก็มีอยู่อย่างจำกัด แถมค่อยๆลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้ราคาพลังงานต่างๆพุ่งสูงขึ้น
ถ้าผมเอาคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาทำงานที่ผมทำอยู่ ผมอาจจะต้องเสียเวลาไปกับการคำนวณที่ช้าของมัน ทำให้ผมต้องบริโภคพลังงานมากยิ่งขึ้น ปล่อยความร้อนออกมามากยิ่งขึ้น
ถ้าผมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ที่บริโภคพลังงานน้อยลง แล้วทิ้งคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกชิ้นบนโลกนี้ เพราะผมมองที่การประหยัดพลังงานเป็นหลักมันจะคุ้มค่ากันไหมนะ
ทำยังไงให้คอมพิวเตอร์เก่าๆมีประโยชน์ขึ้นมาได้แบบคุ้มค่าดีล่ะเนี่ย
วันนี้ผมเอาเจ้า notebook ตัวเก่ามาเปิดชาร์จไฟ ซึ่งมันเป็นรุ่น Pentium II 333MHz, 128MB RAM, 60GB HDD
มันช้ามากๆ เมื่อเทียบกับเจ้า Core2Duo 1.83GHz ที่ผมใช้อยู่ตอนนี้ ผมลองทำการลบไฟล์ขยะต่างๆ Core2Duo ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่ Pentium II กินเวลาเป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว
ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันจะคุ้มไหมนะ ที่เราจะใช้เจ้าคอมพิวเตอร์ตัวเก่าทำงานต่อไป
เพราะว่าการใช้พลังงานของเจ้าตัวเก่าก็มากพอๆกับเครื่องใหม่ แต่ว่าประสิทธิภาพที่ได้แตกต่างกันอย่างมาก
ปัญหาพลังงานเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆจากการบริโภคพลังงานที่มากขึ้นๆของมนุษย์ แต่แหล่งพลังงานก็มีอยู่อย่างจำกัด แถมค่อยๆลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้ราคาพลังงานต่างๆพุ่งสูงขึ้น
ถ้าผมเอาคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาทำงานที่ผมทำอยู่ ผมอาจจะต้องเสียเวลาไปกับการคำนวณที่ช้าของมัน ทำให้ผมต้องบริโภคพลังงานมากยิ่งขึ้น ปล่อยความร้อนออกมามากยิ่งขึ้น
ถ้าผมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ที่บริโภคพลังงานน้อยลง แล้วทิ้งคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกชิ้นบนโลกนี้ เพราะผมมองที่การประหยัดพลังงานเป็นหลักมันจะคุ้มค่ากันไหมนะ
ทำยังไงให้คอมพิวเตอร์เก่าๆมีประโยชน์ขึ้นมาได้แบบคุ้มค่าดีล่ะเนี่ย
25510420
น่าจะมีคนทำเครื่องแยกมวลสารออกมา
http://www.mdolla.com/2008/04/chinese-city-to-process-waste.html
ไปเห็นรูปในเว็บนี้เข้าเลยรู้สึกว่าขยะเทคโนโลยีมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้มันพัฒนากันเร็วแป๊บๆตกรุ่นแล้ว ถ้าบ้าตามเทคโนโลยีนี่เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนเครื่องซื้อใหม่อีกแระ
แล้วผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันบอบบางลง มันไม่ทนทานเหมือนก่อน มันจะเป็นเพราะมันทำอะไรได้เยอะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือว่าเป็นเพราะแผนการตลาดก็ไม่รู้ แต่มันทำให้อะไรๆเสียง่ายขึ้น หล่นทีเดียวก็ใช้ไม่ได้แล้ว แล้วราคาค่าซ่อมก็ไม่คุ้มด้วย ซื้อใหม่แพงกว่านิดเดียวแถมได้อะไรใหม่ๆมาอีกเพียบ(กล้องดิจิตอล,มือถือนี่เห็นชัดมากเลย)
พอซ่อมไม่คุ้มละ ก็ต้องเก็บไว้ให้รกบ้าน ไม่ก็ทิ้งไป กลายเป็นขยะรกโลกขึ้นมาอีก
มันน่าจะมีคนคิดเครื่องแยกมวลสารออกมาได้แล้วนะ แบบว่าให้มันแยกออกมาได้เลยว่านี่นะ ทองแดง ทองเหลือง สังกะสี พลาสติก ไม้ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะได้ไม่ต้องมานั่งแยกชิ้นส่วนกันให้เมื่อย แถมยังเอากลับไปผลิตมาขายใหม่ได้อีกด้วย
ฝันๆๆต่อไป...
ไปเห็นรูปในเว็บนี้เข้าเลยรู้สึกว่าขยะเทคโนโลยีมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้มันพัฒนากันเร็วแป๊บๆตกรุ่นแล้ว ถ้าบ้าตามเทคโนโลยีนี่เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนเครื่องซื้อใหม่อีกแระ
แล้วผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันบอบบางลง มันไม่ทนทานเหมือนก่อน มันจะเป็นเพราะมันทำอะไรได้เยอะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือว่าเป็นเพราะแผนการตลาดก็ไม่รู้ แต่มันทำให้อะไรๆเสียง่ายขึ้น หล่นทีเดียวก็ใช้ไม่ได้แล้ว แล้วราคาค่าซ่อมก็ไม่คุ้มด้วย ซื้อใหม่แพงกว่านิดเดียวแถมได้อะไรใหม่ๆมาอีกเพียบ(กล้องดิจิตอล,มือถือนี่เห็นชัดมากเลย)
พอซ่อมไม่คุ้มละ ก็ต้องเก็บไว้ให้รกบ้าน ไม่ก็ทิ้งไป กลายเป็นขยะรกโลกขึ้นมาอีก
มันน่าจะมีคนคิดเครื่องแยกมวลสารออกมาได้แล้วนะ แบบว่าให้มันแยกออกมาได้เลยว่านี่นะ ทองแดง ทองเหลือง สังกะสี พลาสติก ไม้ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะได้ไม่ต้องมานั่งแยกชิ้นส่วนกันให้เมื่อย แถมยังเอากลับไปผลิตมาขายใหม่ได้อีกด้วย
ฝันๆๆต่อไป...
25510316
นมวัวดีสำหรับมนุษย์จริงหรือ
ลูกวัวดูดนมแม่วัวอย่างเก่ง ก็แค่ปีเดียว มันก็ไม่ดูดนมแม่แล้ว หันไปกินหญ้าแทน ที่มันตัวโตแข็งแรง ไม่ได้มาจากนม มาจากหญ้าที่วัวกินตลอดชีวิต ไม่หันกลับไปกินนมแม่มันอีกเลย นับแต่วันหย่านมลูกวัวกินแค่ระยะแรกที่ที่เพิ่งเกิดเท่านั้น เพราะอวัยวะภายในยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะเคี้ยว ย่อย อาหารอื่นได้
แต่มนุษย์ผู้เจริญ กลับไปเอานมวัวมากินกันจนแก่ตาย ถ้านมวัวดีจริงดังว่า ทำไมลูกวัวถึงไม่กินนมแม่วัวจนแก่ตายบ้างเล่า เราลองคิดกันบ้างไหม
มี หลายท่านบอกว่า ถ้าไม่กินนมแล้วจะกินอะไร จะได้แคลเซียมมาจากไหน กระดูกมิได้ผุ-พรุนกันหมดหรือก็ต้องตอบว่า ให้ไปถามลูกวัวซิว่า ไม่กลัวกระดูกผุหรือ ที่ไม่กินนมแม่ต่อไปน่ะ
“เชิญเอ็งกินเข้าไปเถอะ นมแม่ข้าน่ะ ข้ามีฟันที่แข็งแรงแล้ว ขอกินหญ้าดีกว่า ทำให้แข็งแรงและกระดูกใหญ่กว่าเอ็งเยอะเลย เชิญโง่กินกันไปเถอะ” สมมุติ ถ้าลูกวัวมันพูดได้นะ
อาหาร ของมนุษย์ไม่ใช่เนื้อ นม ถ้าจะกิน จะดื่มให้มันน้อยๆ หน่อย อย่าโหมอัดเข้าไปเต็มที่ มันจะพากันเจ็บป่วย เพราะมันย่อยยาก น้ำย่อยเราเจือจางกว่าสัตว์กินเนื้อ ตั้ง 20 เท่า และน้อยกว่า 3 เท่า ลำไส้เราก็ยาวกว่าสัตว์กินเนื้อเกือบ 10 เท่า อาหารของเราคือ ธัญญพืช ผัก ผลไม้ ที่ย่อยง่ายกว่า ปูดเน่าได้ช้ากว่า จึงอยู่ในลำไส้ได้นานพอที่จะถูกย่อยหมดไปได้ ไม่เหลือตกค้าง ให้เกิดเป็นของเสีย
น่าคิดดีครับ ไปเจอมาจากเว็บนี้ ที่แจงส่งมาให้ครับ http://www.the-arokaya.com/
แต่ผมก็ยังดื่มอยู่นะ เพราะยังหาอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ได้ :P
25510125
ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ
วันนี้มีอีเมลส่งมาจากร้านขายของเล่นที่ผมอาจจะเคยไปสั่งของเล่นเค้าเมื่อก่อนนี้ เค้าเลยส่งมาบอกว่าช่วงนี้มีอะไรลดราคาบ้าง เห็นน่าสนใจดีเลยเข้าไปดู แล้วก็ไล่ดูใหญ่เลยด้วยความสนอกสนใจ ของเล่นสมัยนี้ทำดีจริงๆ เห็นแล้วทึ่งว่านี่ของเล่นหรือเนี่ย ทำไมรายละเอียดมันดีจัง ข้อต่ออะไรก็ทำเนียนมากๆ
ก็เลยเริ่มมานั่งคิดว่า เอ๊ เรานี่อยากได้มันหรือเปล่า คำตอบก็คืออยากได้ แต่ยังไงยังไงก็คงไม่ซื้อแน่ๆ เพราะว่าไม่รู้จะเอามาทำอะไร ที่จะเก็บก็ไม่ค่อยจะมี เอามาตั้งให้ฝุ่นจับซะเปล่าๆ (คำตอบพวกนี้ได้มาจากประสบการณ์ที่เคยมีของเล่นเยอะแยะ)
มานั่งคิดต่อว่า เอ.. จริงๆแล้วผมอยากได้'ของเล่น' หรืออยากได้ 'ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ' กันแน่นะ
ถ้าผมอยากได้ของเล่น เมื่อได้มาแล้วมันก็คงจะมีความสุขกับมันได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็น ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ มันก็จะมีมาแว่บแรกที่มันเปลี่ยนจาก ไม่มี มาเป็น มี พอมีแล้ว ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของมันก็คงจะลดลงไป ก็มันไม่ต้องไขว่คว้าหามาแล้วนี่ (คนอื่นอาจจะไม่เป็นเหมือนผม)
ผมคิดไปถึงบ้าน รถยนต์ แฟน ครอบครัว ลูก เงินสิบล้าน ร้อยล้าน ผมต้องการประสบการณ์ของคนที่มีของแบบนั้นหรือเปล่า ทุกคนที่ต้องการมีสิ่งของเหล่านั้น อยากมีประสบการณ์แบบคนที่เค้ามีแบบนั้นบ้างหรือเปล่า หรือว่าเราต้องการที่จะมีสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ ต้องการมีแฟนสวยๆแบบคนอื่นเค้า อยากมีเงินร้อยล้านพันล้านแบบคนนั้นคนนี้..
เพราะว่าบางครั้ง มันก็ไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างที่คิดไว้เสมอไป รถสปอร์ตราคาแพงๆ มันก็ต้องมีการดูแลมากกว่ารถตลาดๆทั่วๆไป ยางก็พิเศษ น้ำมันก็ต้องพิเศษ และอีกหลายๆปัจจัยที่เราอาจจะยังไม่รู้ ถ้า้เรายังไม่เคยมี (ต่อให้ศึกษาหาข้อมูลมามากแค่ไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้รู้หมดเหมือนกับมีเอง)
แต่ถ้าเราสามารถที่จะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยมีมันมาก่อนเลยล่ะ เราจะยังรู้สึกอยากได้มันอยู่ไหม เราจะขวนขวายพยายามหามันมาครอบครองไหม
บ่นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดๆแล้วก็พิมพ์เลย อาจจะมั่วๆดิบๆนะครับ ตามประสาคนงงๆกับชีวิต :P
ก็เลยเริ่มมานั่งคิดว่า เอ๊ เรานี่อยากได้มันหรือเปล่า คำตอบก็คืออยากได้ แต่ยังไงยังไงก็คงไม่ซื้อแน่ๆ เพราะว่าไม่รู้จะเอามาทำอะไร ที่จะเก็บก็ไม่ค่อยจะมี เอามาตั้งให้ฝุ่นจับซะเปล่าๆ (คำตอบพวกนี้ได้มาจากประสบการณ์ที่เคยมีของเล่นเยอะแยะ)
มานั่งคิดต่อว่า เอ.. จริงๆแล้วผมอยากได้'ของเล่น' หรืออยากได้ 'ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ' กันแน่นะ
ถ้าผมอยากได้ของเล่น เมื่อได้มาแล้วมันก็คงจะมีความสุขกับมันได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็น ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ มันก็จะมีมาแว่บแรกที่มันเปลี่ยนจาก ไม่มี มาเป็น มี พอมีแล้ว ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของมันก็คงจะลดลงไป ก็มันไม่ต้องไขว่คว้าหามาแล้วนี่ (คนอื่นอาจจะไม่เป็นเหมือนผม)
ผมคิดไปถึงบ้าน รถยนต์ แฟน ครอบครัว ลูก เงินสิบล้าน ร้อยล้าน ผมต้องการประสบการณ์ของคนที่มีของแบบนั้นหรือเปล่า ทุกคนที่ต้องการมีสิ่งของเหล่านั้น อยากมีประสบการณ์แบบคนที่เค้ามีแบบนั้นบ้างหรือเปล่า หรือว่าเราต้องการที่จะมีสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ ต้องการมีแฟนสวยๆแบบคนอื่นเค้า อยากมีเงินร้อยล้านพันล้านแบบคนนั้นคนนี้..
เพราะว่าบางครั้ง มันก็ไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างที่คิดไว้เสมอไป รถสปอร์ตราคาแพงๆ มันก็ต้องมีการดูแลมากกว่ารถตลาดๆทั่วๆไป ยางก็พิเศษ น้ำมันก็ต้องพิเศษ และอีกหลายๆปัจจัยที่เราอาจจะยังไม่รู้ ถ้า้เรายังไม่เคยมี (ต่อให้ศึกษาหาข้อมูลมามากแค่ไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้รู้หมดเหมือนกับมีเอง)
แต่ถ้าเราสามารถที่จะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยมีมันมาก่อนเลยล่ะ เราจะยังรู้สึกอยากได้มันอยู่ไหม เราจะขวนขวายพยายามหามันมาครอบครองไหม
บ่นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดๆแล้วก็พิมพ์เลย อาจจะมั่วๆดิบๆนะครับ ตามประสาคนงงๆกับชีวิต :P
25510111
ใช้ BitTorrent ช่วยส่งไฟล์ขนาดใหญ่
พอดีว่าผมทำงานร่วมกันกับเพื่อน แล้วแผ่น CD ข้อมูลมาอยู่ที่ผม แล้วขนาดไฟล์ทั้งหมดมันก็ 400MB
ทีแรกพยายามจะลองส่งไฟล์ผ่านเว็บด้วยบริการอย่าง yousendit.com (ผม zip แล้วแบ่งไฟล์แยกเป็นส่วนๆ) แต่ว่าส่งเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน แถมต้องลุ้นตัวโก่งตลอดเลย ยิ่งพอเวลามันใกล้จะเสร็จแล้วมันก็หยุดเอาดื้อๆ ทำให้ท้อเอามากๆ
พยายามหาวิธีส่งไฟล์ไปให้เพื่อนก็ไปเจอกับวิธีส่งผ่าน BitTorrent สมัยนี้แทบทุกคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตคงรู้จักเจ้า BitTorrent กัน เพราะมันช่วยให้การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ทำได้สะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แถมมีไฟล์ให้เลือกโหลดกันมากมายเต็มไปหมด
แต่ถ้าเราจะทำตัวเป็นคนกระจายไฟล์เองบ้างล่ะ? ผมเคยลองแชร์ไฟล์อยู่ครั้งนึง แต่ว่าผมก็ต้องไป submit ไฟล์ torrent กับเว็บไซต์ที่เค้าให้บริการเรื่องพวกนี้ แต่มันคงไม่เหมาะถ้าเราจะเอาไฟล์ที่ใช้ทำงานของลูกค้าไปปล่อยในเว็บแบบนั้น
พอดีที่ไปเจอเว็บนี้เข้า http://www.poromenos.org/tutorials/bittorrent เค้าทำเป็นวิดีโอสอนเลยว่าต้องเซ็ตค่าอะไรยังไงบ้าง ซึ่งมันช่วยได้มากจริงๆ
แต่ตอนแรกผมลองทำแล้วไม่ผ่าน เพื่อนผมโหลดไม่ได้ เลยต้องไปหาวิธีในการ forward port มา จากที่นี่ http://www.portforward.com/english/routers/port_forwarding/Billion/Bipac-5200/default.htm
เพื่อให้ข้อมูลที่ผ่าน modem มันวิ่งไปที่เครื่องผม (ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหลักการซักเท่าไหร่ แต่ว่ามันช่วยให้งานนี้สำเร็จได้ :P )
อ้อ แล้วถ้าอยากจะรู้ว่าเครื่องเรา IP address อะไร ก็ไปดูได้ที่เว็บนี้ครับ http://whatismyipaddress.com/
ผมทดลองส่งไฟล์ขนาด 400MB ไปให้เพื่อนผม ใช้เวลาประมาณ 12-15 ชั่วโมงเห็นจะได้ แต่ข้อดีก็คือ เพื่อนผมสามารถที่จะปิดเครื่องแล้วกลับมาโหลดต่อได้ แต่ว่าเครื่องผมยังต้องเปิดตลอด ไม่งั้น IP address มันจะเปลี่ยนแล้วเพื่อนผมจะโหลดต่อไม่ได้
ทีแรกพยายามจะลองส่งไฟล์ผ่านเว็บด้วยบริการอย่าง yousendit.com (ผม zip แล้วแบ่งไฟล์แยกเป็นส่วนๆ) แต่ว่าส่งเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน แถมต้องลุ้นตัวโก่งตลอดเลย ยิ่งพอเวลามันใกล้จะเสร็จแล้วมันก็หยุดเอาดื้อๆ ทำให้ท้อเอามากๆ
พยายามหาวิธีส่งไฟล์ไปให้เพื่อนก็ไปเจอกับวิธีส่งผ่าน BitTorrent สมัยนี้แทบทุกคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตคงรู้จักเจ้า BitTorrent กัน เพราะมันช่วยให้การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ทำได้สะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แถมมีไฟล์ให้เลือกโหลดกันมากมายเต็มไปหมด
แต่ถ้าเราจะทำตัวเป็นคนกระจายไฟล์เองบ้างล่ะ? ผมเคยลองแชร์ไฟล์อยู่ครั้งนึง แต่ว่าผมก็ต้องไป submit ไฟล์ torrent กับเว็บไซต์ที่เค้าให้บริการเรื่องพวกนี้ แต่มันคงไม่เหมาะถ้าเราจะเอาไฟล์ที่ใช้ทำงานของลูกค้าไปปล่อยในเว็บแบบนั้น
พอดีที่ไปเจอเว็บนี้เข้า http://www.poromenos.org/tutorials/bittorrent เค้าทำเป็นวิดีโอสอนเลยว่าต้องเซ็ตค่าอะไรยังไงบ้าง ซึ่งมันช่วยได้มากจริงๆ
แต่ตอนแรกผมลองทำแล้วไม่ผ่าน เพื่อนผมโหลดไม่ได้ เลยต้องไปหาวิธีในการ forward port มา จากที่นี่ http://www.portforward.com/english/routers/port_forwarding/Billion/Bipac-5200/default.htm
เพื่อให้ข้อมูลที่ผ่าน modem มันวิ่งไปที่เครื่องผม (ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหลักการซักเท่าไหร่ แต่ว่ามันช่วยให้งานนี้สำเร็จได้ :P )
อ้อ แล้วถ้าอยากจะรู้ว่าเครื่องเรา IP address อะไร ก็ไปดูได้ที่เว็บนี้ครับ http://whatismyipaddress.com/
ผมทดลองส่งไฟล์ขนาด 400MB ไปให้เพื่อนผม ใช้เวลาประมาณ 12-15 ชั่วโมงเห็นจะได้ แต่ข้อดีก็คือ เพื่อนผมสามารถที่จะปิดเครื่องแล้วกลับมาโหลดต่อได้ แต่ว่าเครื่องผมยังต้องเปิดตลอด ไม่งั้น IP address มันจะเปลี่ยนแล้วเพื่อนผมจะโหลดต่อไม่ได้
25510104
เช็ค LOG ของเว็บดูบ้างก็ดีเหมือนกัน
พอดีว่าวันนี้มีปัญหาอัพโหลดไฟล์ขึ้นเว็บตัวเองไม่ได้ มันบอกว่าเนื้อที่เต็ม พอแก้ได้แล้วก็เลยลองๆเปิด LOG ดู เว็บของผมมันมีเจ้า Webalizer ลงมาให้ด้วย ก็เลยใช้มันดูว่ามีการเข้าใช้เว็บยังไงบ้าง เลยเจอข้อมูลที่ทำให้แปลกใจมากๆอันนึง คือเว็บที่ผมเคยทำให้ลูกค้าที่เป็นญาติๆของเพื่อน แบบว่าตอนนั้นทำเพราะอยากลองวิชาซะมากกว่า เป็นเว็บแนะนำที่เรียนภาษาจีนในประเทศจีนเลย ทำเสร็จแล้วก็ไปใช้บริการย่อชื่อเว็บ(ลูกค้าแกเน้นประหยัดสุดๆ domain name ก็ไม่จด) โดยไปตั้งไว้เป็น http://how.to/studychinese ซึ่งตอนนั้นมันจดได้ฟรี แล้วก็ลิ้งค์ไปที่ freehosting ที่เก็บไฟล์ไว้ (ไม่เช่าที่เก็บเว็บด้วย ใช้ของฟรีเอา) ซึ่งพอช่วงที่ freehosting มันไม่ฟรีแล้ว หรือเลิกกันไปแล้ว
ก็พอดีที่มาเช่า host ของตัวเองก็เลยไปเอาเว็บนี้มาเก็บเอาไว้ด้วย เพราะเห็นว่ามันใช้ที่ไม่เยอะเท่าไหร่ แล้วย้ายให้มันมาเรียกไฟล์ที่นี่แทน ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้มีการเช็ค stat อะไรทั้งนั้นเลย (เคยติดไว้อันนึงแต่มันก็เจ๊งไปแล้วอีกเช่นกัน)
พอมาเห็นปริมาณการโหลดข้อมูลจากเว็บของเรา พบว่าเจ้า directory ที่เก็บเว็บนี้ไว้มันขึ้นที่หนึ่งเลย งงมากๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยเอา google analytics ไปแปะไว้ พร้อมใส่ google adsense ไปด้วยเลย อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะมีผลยังไงมั่ง (กำลังสงสัยว่ามันขึ้นมาจาก spam comment ที่ส่งเข้ามาในช่องรับความคิดเห็นหรือเปล่า เพราะว่าไฟล์มันใหญ่เป็น 8MB เลยทีเดียว)
ทำเว็บมาตั้งนานก็เพิ่งจะมาเช็ค LOG ดูนี่แหละครับ ปกติก็จะดูจาก Truehits เอา แต่ว่ามันก็มีพวกหน้าที่เราไม่ได้ติดเจ้าพวกนี้ มันก็เลยไม่ขึ้นว่ามีการดูข้อมูลยังไงมั่ง ใครมีเว็บของตัวเอง ลองๆเช็ค LOG ของคุณดูบ้างนะครับ เผื่อจะเจออะไรแปลกๆเหมือนที่ผมเจอบ้างแบบนี้
update ล่าสุดหลังจากที่ทำการติดตั้ง Google Analytics และ AdSense ไปแล้ว แล้วก็ทำการแก้ไขระบบการป้องกันการส่งข้อมูลซะใหม่ ทำให้รู้ได้ว่า จริงๆแล้วปริมาณคนเข้าไม่ได้เยอะนักหรอก แต่ว่ามันเยอะตรงที่ไฟล์ที่ผมใช้เก็บ comment มันใหญ่ (ที่บอก 8MB นั่นแหละครับ) ซึ่งพอปรับระบบใหม่ ลบ comment ขยะทิ้งไป ก็เลยได้เห็นว่าปริมาณการโหลดลดลงไปมาก จนเข้าสู่ระดับปกติ
ก็พอดีที่มาเช่า host ของตัวเองก็เลยไปเอาเว็บนี้มาเก็บเอาไว้ด้วย เพราะเห็นว่ามันใช้ที่ไม่เยอะเท่าไหร่ แล้วย้ายให้มันมาเรียกไฟล์ที่นี่แทน ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้มีการเช็ค stat อะไรทั้งนั้นเลย (เคยติดไว้อันนึงแต่มันก็เจ๊งไปแล้วอีกเช่นกัน)
พอมาเห็นปริมาณการโหลดข้อมูลจากเว็บของเรา พบว่าเจ้า directory ที่เก็บเว็บนี้ไว้มันขึ้นที่หนึ่งเลย งงมากๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยเอา google analytics ไปแปะไว้ พร้อมใส่ google adsense ไปด้วยเลย อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะมีผลยังไงมั่ง (กำลังสงสัยว่ามันขึ้นมาจาก spam comment ที่ส่งเข้ามาในช่องรับความคิดเห็นหรือเปล่า เพราะว่าไฟล์มันใหญ่เป็น 8MB เลยทีเดียว)
ทำเว็บมาตั้งนานก็เพิ่งจะมาเช็ค LOG ดูนี่แหละครับ ปกติก็จะดูจาก Truehits เอา แต่ว่ามันก็มีพวกหน้าที่เราไม่ได้ติดเจ้าพวกนี้ มันก็เลยไม่ขึ้นว่ามีการดูข้อมูลยังไงมั่ง ใครมีเว็บของตัวเอง ลองๆเช็ค LOG ของคุณดูบ้างนะครับ เผื่อจะเจออะไรแปลกๆเหมือนที่ผมเจอบ้างแบบนี้
update ล่าสุดหลังจากที่ทำการติดตั้ง Google Analytics และ AdSense ไปแล้ว แล้วก็ทำการแก้ไขระบบการป้องกันการส่งข้อมูลซะใหม่ ทำให้รู้ได้ว่า จริงๆแล้วปริมาณคนเข้าไม่ได้เยอะนักหรอก แต่ว่ามันเยอะตรงที่ไฟล์ที่ผมใช้เก็บ comment มันใหญ่ (ที่บอก 8MB นั่นแหละครับ) ซึ่งพอปรับระบบใหม่ ลบ comment ขยะทิ้งไป ก็เลยได้เห็นว่าปริมาณการโหลดลดลงไปมาก จนเข้าสู่ระดับปกติ
25501223
Feast of love
วันนี้เป็นวันเลือกตั้งครับ ผมไปใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้าเลย เพราะว่าไปกับที่บ้าน ซึ่งแม่ผมเค้าต้องมาลงคะแนนที่กรุงเทพฯเพราะชื่ออยู่ที่นี่(แต่จริงๆอยู่ชัยนาท) ส่วนพ่อต้องกลับไปลงที่ชัยนาท ก็เลยต้องรีบให้แม่มาลงคะแนน แล้วรีบขับกลับชัยนาทไปลงคะแนนอีกที
คราวนี้ผมโชคดีที่หน่วยเลือกตั้งมาตั้งใกล้ๆบ้าน ขี่จักรยานมาได้เลย ที่ที่ผมลงคะแนน มีตั้งสามหน่วยเลือกตั้งแน่ะ ทีแรกก็เอ๋อๆ นึกว่าจะมีแค่อันเดียว กะจะทำเก๋า ไม่ต้องดูรายชื่อ เพราะจำมาแล้วจากจดหมายที่เค้าส่งมาที่บ้าน ว่าลำดับที่ของผมอยู่ที่ ๒๒๒ (เลขสวยเชียว) แต่สุดท้ายก็ต้องเปิดดูว่าใช่แน่ไหม
คนมาลงคะแนนกันเพียบเลยครับ น่าชื่นใจที่ทุกคนให้ความสนใจเรื่องของการเมืองกันมากขึ้น (คงรู้สึกแล้วว่าถ้าไม่มาลงชีวิตอาจจะแย่ได้) ผมลงคะแนนเสร็จก็กลับเข้าบ้าน พ่อกับแม่ก็ขับกลับชัยนาท
วันนี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปเดินตลาดน้ำตลิ่งชันซะหน่อย เพราะว่านั่งรถเมล์สาย ๗๙ ผ่านบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้แวะลงไปเดินซักที
ผมไปคนเดียวเลย เพราะว่ายายไม่ไป ยายบอกร้อน ถ้าเอารถไปก็จะไปด้วย แต่ผมตั้งใจแล้วว่าจะไปรถเมล์ ยายเลยไม่ไป (ยายคิดถูกแล้ว)
วันนี้เป็นวันเลือกตั้ง รถเมล์ลดครึ่งราคา! ว๊าว ดีจริงๆแฮะ ปกติผมต้องเสีย ๑๘ บาท วันนี้จ่ายแค่ ๙ บาืทเอง รถไม่ติดเท่าไหร่ ไม่นานก็มาถึงตลาดน้ำตลิ่งชัน
แต่เอ๊ะ.. ทำไมมันเงียบเหงาชอบกล.. เดินไปจนถึงแพริมน้ำเลย ถึงได้รู้ว่าเค้าหยุดสองอาทิตย์เนื่องจากว่าเป็นวันเลือกตั้ง เพราะว่าหน่วยเลือกตั้งเค้ามาตั้งอยู่แถวนั้น คงกลัวว่าจะพลุกพล่าน แป่ว.. เสียเที่ยวๆๆ แต่ยังไม่อยากกลับบ้านอะ ก็เลยเปลี่ยนแผนไปสยามฯละกันนะ เพราะว่าจะไปดูหนังสือด้วย
ก็เลยนั่ง ๗๙ ไปลงสยามฯ เสียไปอีก ๙ บาท มาถึงก็เดินไปที่ศูนย์หนังสือเลย วันนี้สยามฯคนน้อยๆยังไงไม่รู้ครับ ผมว่าวันอาทิตย์คนน่าจะเยอะ(จะดูเด็กซะหน่อย อิอิ)
เลือกซื้อหนังสือได้แล้วดูเวลาก็เพิ่งจะเที่ยง เลยคิดว่า ไหนๆมาแล้ว ดูหนังซะหน่อยเป็นไร ก็เลยเดินไปที่โรงหนังสยามก่อน แต่ไม่เจอหนังน่าดู ก็เลยไปที่ลิโด้ ที่รู้ว่า น่าจะมีหนังแปลกๆนอกกระแสมาให้ได้เลือกดู ก็เจออยู่สองเรื่อง เรื่อง Feast of love กับ Lust Caution
หนังชีวิตรักทั้งคู่ แต่น่าจะคนละแนว ทีแรกว่าจะดู Lust Caution เพราะดูมันจะไม่ตลาดเท่า Feast of love แต่พอถามคนขายตั๋ว เค้าก็แนะนำให้ดู Feast of love ซึ่งดูโปสเตอร์แล้วก็น่าดูทีเดียว รู้สึกว่าหนังมันน่าจะดูสบายกว่าอีกเรื่อง
พอดี๊ เจอคนนึงเดินผ่านมา เอ๊ะ หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในเว็บ นึกได้ว่าพี่เค้าชื่อ นันทขว้าง สิรสุนทร จำได้ว่าเคยอ่านที่พี่เค้าวิจารณ์หนัง เลยเข้าไปถามพี่เค้าว่าเรื่องอะไรน่าดู เค้าก็ว่า Feast of love นี่แหละ เพราะเค้าก็จะมาดูเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจจองเลย
พี่เค้าเป็นคนอัทธาศัยดีมากอะ ยังมาถามด้วยว่าไปเลือกตั้งมาหรือยัง :) แล้วก็ชี้ให้ดูหนังที่น่าดู ที่กำลังจะเข้าอาทิตย์หน้า
วันนี้ก็เลยได้ดูหนังในโรง ในรอบ ๘ เดือน เห็นจะได้ ชอบบรรยากาศของโรงที่ลิโด้จริงๆ มันคลาสสิคดีอะ :) บัตรแค่ ๑๐๐ บาทเอง
สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนแก่คนนึง(Morgan Freeman) ที่เค้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตรักของคนต่างๆรอบๆตัว มีเรื่องราวๆหลายๆแบบ หนังดูสนุกดี มีหลายรสชาติ ออกจะเนือยๆ แต่ไม่ทำให้ง่วงนะ แต่ถ้าคนชอบแนวบู๊ๆคงไม่ชอบเรื่องนี้แน่ๆ
ที่แปลกใจอยู่อย่างนึงก็คือว่า เรื่องนี้ไม่มีการเซ็นเซอร์เลยครับ(ถ้ามีก็น้อยมากล่ะ) เพราะว่ามีหลายฉากที่นักแสดงทั้งหญิงและชายเปลือยกายกัน (ก็หนังฝรั่งเกี่ยวกับความรักก็ต้องมีเรื่องเซ็กซ์แน่นอนนี่นะ) แต่เรื่องนี้ไม่ยักกะมีหมอกอะไรมาบดบัง เห็นทั้งบนทั้งล่าง(ของผู้ชายไม่เห็นข้างล่างนะ) ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะถ้าตัดไปเรื่องคงจะดูไม่รู้เรื่องแน่ เพราะตอนเปลือยๆนี่มีการพูดคุยกันอยู่เยอะทีเดียว
ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ผมว่าเป็นเรื่องของความรักที่ห้ามกันไม่ได้ อย่าไปฝืนมันเลย จงทำตามหัวใจปรารถนา แต่จงเผื่อใจกับการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และอย่าไปจมกับความทุกข์ ความรักเกิดขึ้นได้ใหม่เสมอ
สรุปว่าหนังเรื่องนี้ ผมให้ B- ครับ ไม่ถึงกับดีสุดๆ แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง(เพราะไม่ได้หวังอะไร :P) ถ้าคนชอบดูหนังรัก ชีวิตๆ ผมว่าเรื่องนี้น่าจะชอบนะครับ
ล่าสุดก่อนมาดูเรื่องนี้ ผมได้โหลดเรื่อง I Am Legend มาดูครับ ผมค่อนข้างผิดหวัง เพราะเห็นโฆษณาเยอะ เลยพลอยตั้งความหวังเอาไว้สูง หลายคนอาจจะชอบ แต่ผมรู้สึกมันก็คล้ายๆหนังสายผีดิบทั้งหลายนะ บรรดา CG ทั้งหลาย ผมดูแล้วมันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่อะ ยิ่งทำให้ความรู้สึกร่วมไปกับหนังมันลดลงไปเยอะเลย แต่อาจจะเป็นที่ดูจอเล็กด้วยมั๊งครับ ไปดูโรงน่าจะดีกว่านี้อีกเยอะ
คราวนี้ผมโชคดีที่หน่วยเลือกตั้งมาตั้งใกล้ๆบ้าน ขี่จักรยานมาได้เลย ที่ที่ผมลงคะแนน มีตั้งสามหน่วยเลือกตั้งแน่ะ ทีแรกก็เอ๋อๆ นึกว่าจะมีแค่อันเดียว กะจะทำเก๋า ไม่ต้องดูรายชื่อ เพราะจำมาแล้วจากจดหมายที่เค้าส่งมาที่บ้าน ว่าลำดับที่ของผมอยู่ที่ ๒๒๒ (เลขสวยเชียว) แต่สุดท้ายก็ต้องเปิดดูว่าใช่แน่ไหม
คนมาลงคะแนนกันเพียบเลยครับ น่าชื่นใจที่ทุกคนให้ความสนใจเรื่องของการเมืองกันมากขึ้น (คงรู้สึกแล้วว่าถ้าไม่มาลงชีวิตอาจจะแย่ได้) ผมลงคะแนนเสร็จก็กลับเข้าบ้าน พ่อกับแม่ก็ขับกลับชัยนาท
วันนี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปเดินตลาดน้ำตลิ่งชันซะหน่อย เพราะว่านั่งรถเมล์สาย ๗๙ ผ่านบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้แวะลงไปเดินซักที
ผมไปคนเดียวเลย เพราะว่ายายไม่ไป ยายบอกร้อน ถ้าเอารถไปก็จะไปด้วย แต่ผมตั้งใจแล้วว่าจะไปรถเมล์ ยายเลยไม่ไป (ยายคิดถูกแล้ว)
วันนี้เป็นวันเลือกตั้ง รถเมล์ลดครึ่งราคา! ว๊าว ดีจริงๆแฮะ ปกติผมต้องเสีย ๑๘ บาท วันนี้จ่ายแค่ ๙ บาืทเอง รถไม่ติดเท่าไหร่ ไม่นานก็มาถึงตลาดน้ำตลิ่งชัน
แต่เอ๊ะ.. ทำไมมันเงียบเหงาชอบกล.. เดินไปจนถึงแพริมน้ำเลย ถึงได้รู้ว่าเค้าหยุดสองอาทิตย์เนื่องจากว่าเป็นวันเลือกตั้ง เพราะว่าหน่วยเลือกตั้งเค้ามาตั้งอยู่แถวนั้น คงกลัวว่าจะพลุกพล่าน แป่ว.. เสียเที่ยวๆๆ แต่ยังไม่อยากกลับบ้านอะ ก็เลยเปลี่ยนแผนไปสยามฯละกันนะ เพราะว่าจะไปดูหนังสือด้วย
ก็เลยนั่ง ๗๙ ไปลงสยามฯ เสียไปอีก ๙ บาท มาถึงก็เดินไปที่ศูนย์หนังสือเลย วันนี้สยามฯคนน้อยๆยังไงไม่รู้ครับ ผมว่าวันอาทิตย์คนน่าจะเยอะ(จะดูเด็กซะหน่อย อิอิ)
เลือกซื้อหนังสือได้แล้วดูเวลาก็เพิ่งจะเที่ยง เลยคิดว่า ไหนๆมาแล้ว ดูหนังซะหน่อยเป็นไร ก็เลยเดินไปที่โรงหนังสยามก่อน แต่ไม่เจอหนังน่าดู ก็เลยไปที่ลิโด้ ที่รู้ว่า น่าจะมีหนังแปลกๆนอกกระแสมาให้ได้เลือกดู ก็เจออยู่สองเรื่อง เรื่อง Feast of love กับ Lust Caution
หนังชีวิตรักทั้งคู่ แต่น่าจะคนละแนว ทีแรกว่าจะดู Lust Caution เพราะดูมันจะไม่ตลาดเท่า Feast of love แต่พอถามคนขายตั๋ว เค้าก็แนะนำให้ดู Feast of love ซึ่งดูโปสเตอร์แล้วก็น่าดูทีเดียว รู้สึกว่าหนังมันน่าจะดูสบายกว่าอีกเรื่อง
พอดี๊ เจอคนนึงเดินผ่านมา เอ๊ะ หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในเว็บ นึกได้ว่าพี่เค้าชื่อ นันทขว้าง สิรสุนทร จำได้ว่าเคยอ่านที่พี่เค้าวิจารณ์หนัง เลยเข้าไปถามพี่เค้าว่าเรื่องอะไรน่าดู เค้าก็ว่า Feast of love นี่แหละ เพราะเค้าก็จะมาดูเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจจองเลย
พี่เค้าเป็นคนอัทธาศัยดีมากอะ ยังมาถามด้วยว่าไปเลือกตั้งมาหรือยัง :) แล้วก็ชี้ให้ดูหนังที่น่าดู ที่กำลังจะเข้าอาทิตย์หน้า
วันนี้ก็เลยได้ดูหนังในโรง ในรอบ ๘ เดือน เห็นจะได้ ชอบบรรยากาศของโรงที่ลิโด้จริงๆ มันคลาสสิคดีอะ :) บัตรแค่ ๑๐๐ บาทเอง
สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนแก่คนนึง(Morgan Freeman) ที่เค้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตรักของคนต่างๆรอบๆตัว มีเรื่องราวๆหลายๆแบบ หนังดูสนุกดี มีหลายรสชาติ ออกจะเนือยๆ แต่ไม่ทำให้ง่วงนะ แต่ถ้าคนชอบแนวบู๊ๆคงไม่ชอบเรื่องนี้แน่ๆ
ที่แปลกใจอยู่อย่างนึงก็คือว่า เรื่องนี้ไม่มีการเซ็นเซอร์เลยครับ(ถ้ามีก็น้อยมากล่ะ) เพราะว่ามีหลายฉากที่นักแสดงทั้งหญิงและชายเปลือยกายกัน (ก็หนังฝรั่งเกี่ยวกับความรักก็ต้องมีเรื่องเซ็กซ์แน่นอนนี่นะ) แต่เรื่องนี้ไม่ยักกะมีหมอกอะไรมาบดบัง เห็นทั้งบนทั้งล่าง(ของผู้ชายไม่เห็นข้างล่างนะ) ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะถ้าตัดไปเรื่องคงจะดูไม่รู้เรื่องแน่ เพราะตอนเปลือยๆนี่มีการพูดคุยกันอยู่เยอะทีเดียว
ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ผมว่าเป็นเรื่องของความรักที่ห้ามกันไม่ได้ อย่าไปฝืนมันเลย จงทำตามหัวใจปรารถนา แต่จงเผื่อใจกับการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และอย่าไปจมกับความทุกข์ ความรักเกิดขึ้นได้ใหม่เสมอ
สรุปว่าหนังเรื่องนี้ ผมให้ B- ครับ ไม่ถึงกับดีสุดๆ แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง(เพราะไม่ได้หวังอะไร :P) ถ้าคนชอบดูหนังรัก ชีวิตๆ ผมว่าเรื่องนี้น่าจะชอบนะครับ
ล่าสุดก่อนมาดูเรื่องนี้ ผมได้โหลดเรื่อง I Am Legend มาดูครับ ผมค่อนข้างผิดหวัง เพราะเห็นโฆษณาเยอะ เลยพลอยตั้งความหวังเอาไว้สูง หลายคนอาจจะชอบ แต่ผมรู้สึกมันก็คล้ายๆหนังสายผีดิบทั้งหลายนะ บรรดา CG ทั้งหลาย ผมดูแล้วมันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่อะ ยิ่งทำให้ความรู้สึกร่วมไปกับหนังมันลดลงไปเยอะเลย แต่อาจจะเป็นที่ดูจอเล็กด้วยมั๊งครับ ไปดูโรงน่าจะดีกว่านี้อีกเยอะ
25501221
ผม(ยัง)ไม่เหมาะกับ Mac OS
ไม่ได้เขียนซะนานเลย ปีหน้าคิดว่าจะพยายามเข้ามาเขียนให้บ่อยขึ้นครับ (แต่ไม่ควรเชื่อครับ อิอิ)
เพิ่งจะได้มีโอกาสใช้ Mac กับเค้ามาราวๆหนึ่งเดือนได้ครับ ผมเลือกซื้อ Mac mini รุ่นต่ำที่สุด (Mac มือหนึ่งที่ถูกที่สุดในตลาด เพราะงบจำกัด) เพราะว่า โดยส่วนตัวเลย ชอบรูปร่างของมันครับ ใจจริงผมไม่เจาะจงว่าจะต้องใช้ Mac mini แต่ว่าอยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัวเล็กๆน่ารักๆ เคยใช้ Desktop PC มาหลายเครื่อง ก็ใหญ่ๆหนักๆกันทั้งนั้น แต่สมัยก่อนผมว่าเหมาะที่จะใช้แบบนั้น เพราะว่าผมมักจะชอบซื้อนั่นซื้อนี่มาใส่เพิ่มในเครื่องเสมอ แต่พอมาช่วงหลังนี่ ผมไม่ค่อยจะบ้าซื้อเท่าไหร่แล้ว แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก็เพียบพร้อมมากมายอยู่แล้วด้วย จริงๆถ้ามี Desktop PC ที่ตัวเล็กๆอย่าง Mac mini ผมก็อาจจะเลือกใช้นะ แต่ผมยังหาไม่เจอเลย
แต่ว่าพอวันที่สองที่ผมซื้อ Mac mini มาใช้ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึง Windows XP ที่คุ้นเคยเอามากๆเลยครับ เพราะว่าตลอดเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์มา ผมก็ใช้มาแต่ Windows นี่แหละ เรียกว่ามันคุ้นเคยกันมานาน แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆนาๆ แต่ผมก็แก้ไขมันได้ และก็ใช้มันทำอะไรหลายๆอย่าง
ผมเลยตัดสินใจไปซื้อ Windows XP Home มาลงผ่าน Boot Camp ครับ (สาเหตุนึงที่ผมตัดสินใจมาลองใช้ Mac ก็เพราะว่ามันลงได้ทั้ง Mac OS X และ Windows นี่แหละ) ผมซื้อ Windows XP Home แบบของแท้เลยครับงานนี้ ตั้งใจว่าจะพยายามใช้ซอฟแวร์แท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว (จริงๆก็เริ่มรู้สึกด้วยว่าช่วงหลังมานี่ Microsoft เริ่มป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ดีขึ้นเรื่อย เลยกลัวว่าใช้ๆไปแล้วเดี้ยงเวลาสำคัญๆจะแย่เอา)
แต่กว่าจะลงสำเร็จก็เหนื่อยเหมือนกัน ไม่รู้เจ้า Mac mini ของผมมันเป็นอะไร ต้องโทรไปถามที่ร้านที่ซื้อ ให้เค้าช่วยบอกวิธีลงให้ ซึ่งก็สำเร็จด้วยดี
เท่าที่ผมใช้ Mac มา 1 เดือนกว่าๆนี่ ผมรู้สึกว่า Windows XP ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับผมมากกว่า Mac OS X
ท่านใดเข้ามาอ่านแล้วมีหนทางแก้ไขในปัญหาของผมก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้ลองไปใช้ Mac OS X กับเค้าบ้าง
แต่ตอนนี้ชักอยากลองใช้ Ubuntu ซะแล้วครับ :D
เพิ่งจะได้มีโอกาสใช้ Mac กับเค้ามาราวๆหนึ่งเดือนได้ครับ ผมเลือกซื้อ Mac mini รุ่นต่ำที่สุด (Mac มือหนึ่งที่ถูกที่สุดในตลาด เพราะงบจำกัด) เพราะว่า โดยส่วนตัวเลย ชอบรูปร่างของมันครับ ใจจริงผมไม่เจาะจงว่าจะต้องใช้ Mac mini แต่ว่าอยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัวเล็กๆน่ารักๆ เคยใช้ Desktop PC มาหลายเครื่อง ก็ใหญ่ๆหนักๆกันทั้งนั้น แต่สมัยก่อนผมว่าเหมาะที่จะใช้แบบนั้น เพราะว่าผมมักจะชอบซื้อนั่นซื้อนี่มาใส่เพิ่มในเครื่องเสมอ แต่พอมาช่วงหลังนี่ ผมไม่ค่อยจะบ้าซื้อเท่าไหร่แล้ว แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก็เพียบพร้อมมากมายอยู่แล้วด้วย จริงๆถ้ามี Desktop PC ที่ตัวเล็กๆอย่าง Mac mini ผมก็อาจจะเลือกใช้นะ แต่ผมยังหาไม่เจอเลย
แต่ว่าพอวันที่สองที่ผมซื้อ Mac mini มาใช้ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึง Windows XP ที่คุ้นเคยเอามากๆเลยครับ เพราะว่าตลอดเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์มา ผมก็ใช้มาแต่ Windows นี่แหละ เรียกว่ามันคุ้นเคยกันมานาน แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆนาๆ แต่ผมก็แก้ไขมันได้ และก็ใช้มันทำอะไรหลายๆอย่าง
ผมเลยตัดสินใจไปซื้อ Windows XP Home มาลงผ่าน Boot Camp ครับ (สาเหตุนึงที่ผมตัดสินใจมาลองใช้ Mac ก็เพราะว่ามันลงได้ทั้ง Mac OS X และ Windows นี่แหละ) ผมซื้อ Windows XP Home แบบของแท้เลยครับงานนี้ ตั้งใจว่าจะพยายามใช้ซอฟแวร์แท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว (จริงๆก็เริ่มรู้สึกด้วยว่าช่วงหลังมานี่ Microsoft เริ่มป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ดีขึ้นเรื่อย เลยกลัวว่าใช้ๆไปแล้วเดี้ยงเวลาสำคัญๆจะแย่เอา)
แต่กว่าจะลงสำเร็จก็เหนื่อยเหมือนกัน ไม่รู้เจ้า Mac mini ของผมมันเป็นอะไร ต้องโทรไปถามที่ร้านที่ซื้อ ให้เค้าช่วยบอกวิธีลงให้ ซึ่งก็สำเร็จด้วยดี
เท่าที่ผมใช้ Mac มา 1 เดือนกว่าๆนี่ ผมรู้สึกว่า Windows XP ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับผมมากกว่า Mac OS X
- เรื่องของความสวยงามต่างๆ ไม่ใช่ประเด็นที่ผมเลือกใช้ OS (เพราะขนาดใช้ XP ผมก็เซ็ตเป็นแบบหน้าตา windows 2000)
- เรื่องของความเสถียรของ OS ที่ผมใช้มา Windows ก็ไม่ได้แย่นะ (ตั้งแต่หันมาใช้ firefox ผมว่า XP เสถียรขึ้นเยอะ)
- ลูกเล่นต่างๆของ Mac OS X ผมว่าไม่จำเป็นสำหรับผม (แต่ก็ชอบ Expose นะครับ)
- Font ที่ดู smooth ผมกลับไม่ค่อยชอบ ผมว่าแบบ Windows เหมาะแล้วนะ
- ผมยังไม่คุ้นเอามากๆกับการที่ Menu bar ของโปรแกรมมันแยกออกจากตัวหน้าต่างโปรแกรม และรู้สึกว่ามันใช้ยาก
- โปรแกรมหลายตัวที่ผมใช้อยู่เป็นประจำบน windows ก็ยังหาตัวที่มาทดแทนไม่ได้
- Mac OS X เปลี่ยนรูปแบบ Mouse pointer ไม่ได้(ด้วยตัว OS เอง) ผมชอบให้มันใหญ่ๆ ผมลองขยายขนาดดูแล้วบน Mac OS X แต่ว่ามันเบลออะ
- Clie NR70V ของผมใช้กับ Mac OS X ไม่ได้ (รู้สึกว่าจะต้องใช้ Missing Sync)
- ผมชอบอ่าน e-book ที่เป็นไฟล์ .chm หรือ help file ของ Windows ซึ่ง Mac OS X ไม่รู้จัก
- โปรแกรมดูภาพแบบ ACDsee ไม่มี ตอนนี้ใช้ Xee2 อยู่ แต่มันก็ยังไม่ค่อยถูกใจนัก
- รูปแบบการจัดเก็บไฟล์สไตล์ UNIX ซึ่งผมยังงงๆอยู่มากทีเดียว
- Flash บน Mac OS X ทำงานได้ช้ากว่าบน Windows XP จริงๆด้วย
ท่านใดเข้ามาอ่านแล้วมีหนทางแก้ไขในปัญหาของผมก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้ลองไปใช้ Mac OS X กับเค้าบ้าง
แต่ตอนนี้ชักอยากลองใช้ Ubuntu ซะแล้วครับ :D
25500926
ความสุขกับความพอเพียง
ระดับความสุขของแต่ละคนคงไม่เท่ากัน ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับความพอเพียงมากๆ
คือถ้าความต้องการของเราน้อยมาก การได้อะไรมาซักอย่างมันก็มีความสุขมากแล้ว
แต่ถ้าผมเป็นคนที่ไม่เคยพอ การได้สิ่งของเล็กๆอาจจะไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย
ถ้าความสุขเกิดง่ายในเวลาที่เราไม่ต้องการอะไร พอเพียง แบบนี้ชีวิตคงมีความสุขเอามากๆ เห็นอะไรก็สุข ได้ยินอะไรก็สุข
เมื่อวานฟังหนูดีเค้าพูดแล้วชอบอันนึง ที่เค้าบอกว่าตัวเค้าจะมี limit เอาไว้เลย ว่าปีนึงจะทำเงินได้แค่ไหน ไม่เอามากกว่านั้น เพราะจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องมาเหนื่อยทำงานจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
เค้ายังพูดถึงกล่องความสุขใบโต ที่เมื่อก่อนใส่ของยังไงก็ไม่เต็ม แต่พอเค้ารู้วิธีง่ายที่จะทำให้กล่องเต็ม คือลดขนาดกล่องลง แป๊บเดียวมันก็เต็มแล้ว นึกไปถึงเรื่องแก้วใส่น้ำที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เคยพูดเอาไว้เลย
น่าคิดเหมือนกันแฮะ แบบว่าพอเพียงจริงๆ
คือถ้าความต้องการของเราน้อยมาก การได้อะไรมาซักอย่างมันก็มีความสุขมากแล้ว
แต่ถ้าผมเป็นคนที่ไม่เคยพอ การได้สิ่งของเล็กๆอาจจะไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย
ถ้าความสุขเกิดง่ายในเวลาที่เราไม่ต้องการอะไร พอเพียง แบบนี้ชีวิตคงมีความสุขเอามากๆ เห็นอะไรก็สุข ได้ยินอะไรก็สุข
เมื่อวานฟังหนูดีเค้าพูดแล้วชอบอันนึง ที่เค้าบอกว่าตัวเค้าจะมี limit เอาไว้เลย ว่าปีนึงจะทำเงินได้แค่ไหน ไม่เอามากกว่านั้น เพราะจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องมาเหนื่อยทำงานจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
เค้ายังพูดถึงกล่องความสุขใบโต ที่เมื่อก่อนใส่ของยังไงก็ไม่เต็ม แต่พอเค้ารู้วิธีง่ายที่จะทำให้กล่องเต็ม คือลดขนาดกล่องลง แป๊บเดียวมันก็เต็มแล้ว นึกไปถึงเรื่องแก้วใส่น้ำที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เคยพูดเอาไว้เลย
น่าคิดเหมือนกันแฮะ แบบว่าพอเพียงจริงๆ
25500923
...รู้ทันบริโภคนิยม... ( พระไพศาล วิสาโล )
(ไปอ่านเจอมาแล้วโดนใจ ขอ copy มาไว้ที่นี่ด้วยครับ)
มองจากมุมของศาสนา
ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้
แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม
และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู
ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม
ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า
สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์
(อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่า
สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก
ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง
ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา
มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย
ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา)
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ
เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้
ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน
ที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ
บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่า
การมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น
เช่น รถยนต์จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเดินทาง
โทรศัพท์มือถือจะทำให้เราเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
สามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเสรี
เครื่องสำอางและสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ
จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเปลี่ยนตัวตน
หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ตามใจปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้นความหลากหลายของสินค้า
ทำให้เรามีเสรีภาพในการเลือกและบริโภคอย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด
ในยุคที่เชิดชูปัจเจกภาพ บริโภคนิยม
สามารถทำให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่เหมือนใครก็ได้
ที่สำคัญก็คือ บริโภคนิยมทำให้เราเชื่อว่า
ความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ความทุกข์และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
สามารถแก้ได้ด้วยวัตถุสิ่งเสพ
ขอเพียงแต่มีปัญญาหามาบริโภคให้ได้เท่านั้น
แต่สิ่งที่บริโภคนิยมไม่ได้บอกเรา ก็คือ
การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
ในขณะที่เราไล่ล่าหาความสุขที่อยู่ข้างหน้านั้น
เราได้ละทิ้งความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ไม่ต่างจากหมาคาบเนื้อกลางสะพานในนิทานอีสป ที่ทิ้งเนื้อลงน้ำ
เพียงเพราะอยากได้เนื้อชิ้นใหญ่ในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงเป็นแค่เงา
ยิ่งไล่ล่าหาความสุข ชีวิตกลับเครียดมากขึ้น และสุขภาพย่ำแย่
แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ชีวิตกลับเร่งรีบวุ่นวาย จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้คนก็แย่ลง
ผลก็คือ แม้จะมีบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่น
แม้จะมีรถหลายคัน แต่ไม่เคยมีเวลาข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้าน
และแม้จะโทรศัพท์หรือออนไลน์ข้ามโลก
แต่กลับห่างเหินกับคนในบ้าน
ขณะที่ในบ้านเราติดแอร์เย็นสบาย
แต่นอกบ้านกลับร้อนอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะ
และไม่ปลอดภัยที่จะเดินกลางคืน
ร้ายกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราได้มาด้วยราคาที่แพงนั้น
ก็หาใช่ของจริงที่ต้องการไม่
เสรีภาพที่บริโภคนิยมสัญญาว่าจะให้นั้น
แท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสรีภาพ
ที่จะเลือกซื้อรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนเท่านั้นเอง
ขณะที่เรากลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้
จะไปไหนก็ไม่ได้หากขาดรถ
และกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก
หากลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน
จิตใจไร้อิสระ เพราะถูกล่ามไว้กับวัตถุสิ่งเสพ
บริโภคนิยมให้ได้แต่ความสะดวกสบาย
แต่ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะใจไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงไม่เคยเต็มอิ่มเสียที
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
เทคโนโลยีนานาชนิดจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น
แต่แล้วชีวิตเรากลับวุ่น จนแม้แต่จะนอนก็ไม่มีเวลา
อีกทั้งชีวิตก็เร่งรีบกว่าเดิม จนแม้แต่จะกินก็ต้องเคี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ก็ไม่จิรังยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพราะเราเบื่อตัวตนเหล่านี้
และถูกกระตุ้นให้อยากได้ตัวตนใหม่ ๆ อยู่เสมอเท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวตนเหล่านี้เป็นเพียงมายา
มันเป็นได้แค่ภาพลักษณ์ ซึ่ง 'ตกรุ่น' ไปในเวลาไม่นาน
ปัญญาพาเท่าทัน
บริโภคนิยมทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ
และตกอยู่ในความหลงมากขึ้น
การเป็นไทจากบริโภคนิยม
จะต้องเริ่มต้นจากการมีปัญญา
แลเห็นโทษและข้อจำกัดของมัน กล่าวคือเห็นว่า
๑) ในการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งเสพ เพื่อบริโภคนั้น
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เรายังต้องเสียเวลา พลังงาน และความสุขทางใจ
และอาจต้องแลกกับสุขภาพ
และความสัมพันธ์อันราบรื่นกับผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ใช่แต่เท่านั้นเมื่อได้มาแล้ว
ก็ต้องเป็นภาระในการดูแลรักษา คอยห่วงกังวล
แต่ไม่ว่าจะดูแลรักษาหรือห่วงกังวลเพียงใด
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ต้องเสื่อมเสีย สูญหาย
หรือพลัดพรากไปจากเรา
มองให้กว้างออกไป วัตถุสิ่งเสพเหล่านี้
ไม่ได้สร้างภาระให้เราคนเดียวเท่านั้น
หากยังสร้างภาระให้แก่สังคม
ยิ่งเราเสพมากเท่าไร ก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างน้อยก็ในรูปของขยะและมลพิษ
๒)วัตถุสิ่งเสพ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้อย่างแท้จริง
มันให้อย่างมากแค่ความสะดวกสบายทางประสาททั้งห้า
จริงอยู่ตอนที่เสพหรือได้มาใหม่ ๆ ก็มีความสุข
แต่ความสุขนั้น ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่นานความสุข ก็จะกลายเป็นความทุกข์
อาหารไม่ว่าอร่อยเพียงใด
แต่ถ้ากินทุกมื้อไปทั้งเดือน ก็ทำให้เอียนได้
เพลงไม่ว่าจะไพเราะเพียงใด
หากฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ
แม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความสุขใจเมื่อสวมใส่
หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เจ้าของภูมิอกภูมิใจที่ได้โชว์
แต่ไม่นานก็กลายเป็นของล้าสมัยที่ไม่มีใครอยากใช้
การเห็นโทษและข้อจำกัดของวัตถุสิ่งเสพ
จะช่วยให้เรารู้เท่าทันการโฆษณา
(ซึ่งล้วนแต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ของสินค้า)
และทำให้เราไม่หลงคล้อยตามบริโภคนิยมไปง่าย ๆ
แต่การเห็นเพียงเท่านั้น ยังไม่พอ
เราจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมได้
ก็เพราะมีปัญญาแลเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วย
กล่าวคือ เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ
วัตถุเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ
แม้วัตถุหรือความสบายทางกาย จะช่วยให้เรามีความสุข
แต่ก็เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยจากนั้นไปต้องอาศัยการรักษาใจอย่างถูกต้อง
หากรักษาใจไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเศรษฐีพันล้าน
หรือได้โชคหลายสิบล้านจากล็อตเตอรี่ ก็ยังฆ่าตัวตายได้
ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อย มีเงินไม่มากแต่ก็มีความสุข
บางคน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคร้าย
ก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'โชคดีที่เป็นมะเร็ง'
หรือแม้เป็นโรคหัวใจจนเกือบตาย
แต่ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจ
วัตถุสิ่งเสพเป็นได้อย่างมากแค่อุปกรณ์เสริมไปสู่ความสุข
แต่หาใช่ตัวความสุขไม่ 'ความสุขที่คุณดื่มได้' ในชีวิตจริงหามีไม่
๓) การเปลี่ยนแปลงตัวตนหรือเป็นคนใหม่นั้น
สำเร็จได้ก็ด้วยการกระทำ มิใช่เกิดจากการบริโภค
การบริโภคนั้น ทำได้อย่างมากเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์
และไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใหม่ไปได้
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำให้เราเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ
และเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับวัตถุ
ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเลย
จนกว่าจะมีวัตถุสิ่งเสพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม อยู่ใกล้ตัว
อันทีจริงคุณค่าในตัวเองเกิดขึ้นได้
ก็จากการทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น
หากยังผลย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทั้งกายและใจ
ให้มีคุณภาพใหม่ และทำให้เราค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเรา
ความเป็นคนใหม่หรือสำนึกในตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุนี้
คัดลอกจาก...
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]
รู้ทันบริโภคนิยม [ มติชน 15-10-49 ]
ที่มา : http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textb&wb_id=137
ลูกโป่ง [DT02577] [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 14:21 น. ]
มองจากมุมของศาสนา
ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้
แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม
และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู
ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม
ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า
สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์
(อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่า
สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก
ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง
ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา
มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย
ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา)
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ
เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้
ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน
ที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ
บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่า
การมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น
เช่น รถยนต์จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเดินทาง
โทรศัพท์มือถือจะทำให้เราเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
สามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเสรี
เครื่องสำอางและสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ
จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเปลี่ยนตัวตน
หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ตามใจปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้นความหลากหลายของสินค้า
ทำให้เรามีเสรีภาพในการเลือกและบริโภคอย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด
ในยุคที่เชิดชูปัจเจกภาพ บริโภคนิยม
สามารถทำให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่เหมือนใครก็ได้
ที่สำคัญก็คือ บริโภคนิยมทำให้เราเชื่อว่า
ความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ความทุกข์และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
สามารถแก้ได้ด้วยวัตถุสิ่งเสพ
ขอเพียงแต่มีปัญญาหามาบริโภคให้ได้เท่านั้น
แต่สิ่งที่บริโภคนิยมไม่ได้บอกเรา ก็คือ
การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
ในขณะที่เราไล่ล่าหาความสุขที่อยู่ข้างหน้านั้น
เราได้ละทิ้งความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ไม่ต่างจากหมาคาบเนื้อกลางสะพานในนิทานอีสป ที่ทิ้งเนื้อลงน้ำ
เพียงเพราะอยากได้เนื้อชิ้นใหญ่ในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงเป็นแค่เงา
ยิ่งไล่ล่าหาความสุข ชีวิตกลับเครียดมากขึ้น และสุขภาพย่ำแย่
แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ชีวิตกลับเร่งรีบวุ่นวาย จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้คนก็แย่ลง
ผลก็คือ แม้จะมีบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่น
แม้จะมีรถหลายคัน แต่ไม่เคยมีเวลาข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้าน
และแม้จะโทรศัพท์หรือออนไลน์ข้ามโลก
แต่กลับห่างเหินกับคนในบ้าน
ขณะที่ในบ้านเราติดแอร์เย็นสบาย
แต่นอกบ้านกลับร้อนอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะ
และไม่ปลอดภัยที่จะเดินกลางคืน
ร้ายกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราได้มาด้วยราคาที่แพงนั้น
ก็หาใช่ของจริงที่ต้องการไม่
เสรีภาพที่บริโภคนิยมสัญญาว่าจะให้นั้น
แท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสรีภาพ
ที่จะเลือกซื้อรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนเท่านั้นเอง
ขณะที่เรากลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้
จะไปไหนก็ไม่ได้หากขาดรถ
และกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก
หากลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน
จิตใจไร้อิสระ เพราะถูกล่ามไว้กับวัตถุสิ่งเสพ
บริโภคนิยมให้ได้แต่ความสะดวกสบาย
แต่ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะใจไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงไม่เคยเต็มอิ่มเสียที
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
เทคโนโลยีนานาชนิดจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น
แต่แล้วชีวิตเรากลับวุ่น จนแม้แต่จะนอนก็ไม่มีเวลา
อีกทั้งชีวิตก็เร่งรีบกว่าเดิม จนแม้แต่จะกินก็ต้องเคี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ก็ไม่จิรังยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพราะเราเบื่อตัวตนเหล่านี้
และถูกกระตุ้นให้อยากได้ตัวตนใหม่ ๆ อยู่เสมอเท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวตนเหล่านี้เป็นเพียงมายา
มันเป็นได้แค่ภาพลักษณ์ ซึ่ง 'ตกรุ่น' ไปในเวลาไม่นาน
ปัญญาพาเท่าทัน
บริโภคนิยมทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ
และตกอยู่ในความหลงมากขึ้น
การเป็นไทจากบริโภคนิยม
จะต้องเริ่มต้นจากการมีปัญญา
แลเห็นโทษและข้อจำกัดของมัน กล่าวคือเห็นว่า
๑) ในการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งเสพ เพื่อบริโภคนั้น
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เรายังต้องเสียเวลา พลังงาน และความสุขทางใจ
และอาจต้องแลกกับสุขภาพ
และความสัมพันธ์อันราบรื่นกับผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ใช่แต่เท่านั้นเมื่อได้มาแล้ว
ก็ต้องเป็นภาระในการดูแลรักษา คอยห่วงกังวล
แต่ไม่ว่าจะดูแลรักษาหรือห่วงกังวลเพียงใด
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ต้องเสื่อมเสีย สูญหาย
หรือพลัดพรากไปจากเรา
มองให้กว้างออกไป วัตถุสิ่งเสพเหล่านี้
ไม่ได้สร้างภาระให้เราคนเดียวเท่านั้น
หากยังสร้างภาระให้แก่สังคม
ยิ่งเราเสพมากเท่าไร ก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างน้อยก็ในรูปของขยะและมลพิษ
๒)วัตถุสิ่งเสพ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้อย่างแท้จริง
มันให้อย่างมากแค่ความสะดวกสบายทางประสาททั้งห้า
จริงอยู่ตอนที่เสพหรือได้มาใหม่ ๆ ก็มีความสุข
แต่ความสุขนั้น ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่นานความสุข ก็จะกลายเป็นความทุกข์
อาหารไม่ว่าอร่อยเพียงใด
แต่ถ้ากินทุกมื้อไปทั้งเดือน ก็ทำให้เอียนได้
เพลงไม่ว่าจะไพเราะเพียงใด
หากฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ
แม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความสุขใจเมื่อสวมใส่
หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เจ้าของภูมิอกภูมิใจที่ได้โชว์
แต่ไม่นานก็กลายเป็นของล้าสมัยที่ไม่มีใครอยากใช้
การเห็นโทษและข้อจำกัดของวัตถุสิ่งเสพ
จะช่วยให้เรารู้เท่าทันการโฆษณา
(ซึ่งล้วนแต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ของสินค้า)
และทำให้เราไม่หลงคล้อยตามบริโภคนิยมไปง่าย ๆ
แต่การเห็นเพียงเท่านั้น ยังไม่พอ
เราจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมได้
ก็เพราะมีปัญญาแลเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วย
กล่าวคือ เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ
วัตถุเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ
แม้วัตถุหรือความสบายทางกาย จะช่วยให้เรามีความสุข
แต่ก็เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยจากนั้นไปต้องอาศัยการรักษาใจอย่างถูกต้อง
หากรักษาใจไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเศรษฐีพันล้าน
หรือได้โชคหลายสิบล้านจากล็อตเตอรี่ ก็ยังฆ่าตัวตายได้
ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อย มีเงินไม่มากแต่ก็มีความสุข
บางคน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคร้าย
ก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'โชคดีที่เป็นมะเร็ง'
หรือแม้เป็นโรคหัวใจจนเกือบตาย
แต่ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจ
วัตถุสิ่งเสพเป็นได้อย่างมากแค่อุปกรณ์เสริมไปสู่ความสุข
แต่หาใช่ตัวความสุขไม่ 'ความสุขที่คุณดื่มได้' ในชีวิตจริงหามีไม่
๓) การเปลี่ยนแปลงตัวตนหรือเป็นคนใหม่นั้น
สำเร็จได้ก็ด้วยการกระทำ มิใช่เกิดจากการบริโภค
การบริโภคนั้น ทำได้อย่างมากเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์
และไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใหม่ไปได้
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำให้เราเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ
และเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับวัตถุ
ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเลย
จนกว่าจะมีวัตถุสิ่งเสพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม อยู่ใกล้ตัว
อันทีจริงคุณค่าในตัวเองเกิดขึ้นได้
ก็จากการทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น
หากยังผลย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทั้งกายและใจ
ให้มีคุณภาพใหม่ และทำให้เราค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเรา
ความเป็นคนใหม่หรือสำนึกในตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุนี้
คัดลอกจาก...
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]
รู้ทันบริโภคนิยม [ มติชน 15-10-49 ]
ที่มา : http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textb&wb_id=137
ลูกโป่ง [DT02577] [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 14:21 น. ]
25500731
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ
" สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ " (เป็นหนังสือ เขียนโดย น.พ. เทอดศักดิ์ เดชคง)
เคยได้ยินคำพูดนี้มาพักนึงแล้ว ตอนนี้เริ่มจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะครับ
เมื่อก่อนผมเคยแอบชอบกับผู้หญิงคนนึง ซึ่งเค้าก็ชอบผมเหมือนกัน แต่หลายๆอย่างก็ทำให้มันต้องจบลง
ตอนนั้นผมก็โคตรเศร้าเลยนะ มันเป็นการอกหักแบบว่าสุดๆจริงๆสำหรับผม เพราะไม่ได้ถูกบอกเลิก แต่โดนบอกให้เลิกกันซะ
แล้วเรื่องราวชีวิตผมและเค้าก็ผ่านมานานหลายปี จนวันนี้เค้ามีครอบครัวอบอุ่น มีธุรกิจการงานที่เจริญรุ่งเรือง มีสามีและลูกๆที่น่ารัก ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่ถูกต้องแล้วน่ะ ถ้าให้ผมเลือกตอนนี้ ผมก็คงจะเลือกให้มันเป็นอย่างที่มันผ่านมาแล้ว
เพราะชีวิตผมตอนนี้ก็ไม่อยากจะไปมีชีวิตคู่อย่างแต่ก่อน ซึ่งถ้าผมได้คบกันกับเค้าจริงๆ แล้วมันมาถึงจุดหักเหตรงนี้ของชีวิตผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทำยังไง ก็คงต้องใช้ชีวิตไปแบบเดิมๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น
ผมว่าเส้นทางของชีวิตที่เราเลือกเดิน มันมีอะไรที่น่าสนใจทั้งนั้น แม้วันนี้เราจะไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีงานทำ แต่ผมว่าจุดๆนี้ในชีวิต จะพาไปสู่จุดอีกจุดนึงในชีวิตได้ ที่อาจจะดีกว่าที่เรามีงานทำมีเงินเยอะๆในวันนี้ซะอีก
การบันทึกเส้นทางเดินของชีวิตเอาไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าจะได้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เราตัดสินใจในวันนั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก ชีวิตมีขึ้นมีลง อย่าขาดสติก็พอ
เคยได้ยินคำพูดนี้มาพักนึงแล้ว ตอนนี้เริ่มจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะครับ
เมื่อก่อนผมเคยแอบชอบกับผู้หญิงคนนึง ซึ่งเค้าก็ชอบผมเหมือนกัน แต่หลายๆอย่างก็ทำให้มันต้องจบลง
ตอนนั้นผมก็โคตรเศร้าเลยนะ มันเป็นการอกหักแบบว่าสุดๆจริงๆสำหรับผม เพราะไม่ได้ถูกบอกเลิก แต่โดนบอกให้เลิกกันซะ
แล้วเรื่องราวชีวิตผมและเค้าก็ผ่านมานานหลายปี จนวันนี้เค้ามีครอบครัวอบอุ่น มีธุรกิจการงานที่เจริญรุ่งเรือง มีสามีและลูกๆที่น่ารัก ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่ถูกต้องแล้วน่ะ ถ้าให้ผมเลือกตอนนี้ ผมก็คงจะเลือกให้มันเป็นอย่างที่มันผ่านมาแล้ว
เพราะชีวิตผมตอนนี้ก็ไม่อยากจะไปมีชีวิตคู่อย่างแต่ก่อน ซึ่งถ้าผมได้คบกันกับเค้าจริงๆ แล้วมันมาถึงจุดหักเหตรงนี้ของชีวิตผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทำยังไง ก็คงต้องใช้ชีวิตไปแบบเดิมๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น
ผมว่าเส้นทางของชีวิตที่เราเลือกเดิน มันมีอะไรที่น่าสนใจทั้งนั้น แม้วันนี้เราจะไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีงานทำ แต่ผมว่าจุดๆนี้ในชีวิต จะพาไปสู่จุดอีกจุดนึงในชีวิตได้ ที่อาจจะดีกว่าที่เรามีงานทำมีเงินเยอะๆในวันนี้ซะอีก
การบันทึกเส้นทางเดินของชีวิตเอาไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าจะได้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เราตัดสินใจในวันนั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดหรอก ชีวิตมีขึ้นมีลง อย่าขาดสติก็พอ
25500728
ปัญหาจาก Hardware
คราวก่อนนู้น ผมเคยเจอปัญหากับเรื่องของเม้าส์ที่ขยับแล้ว pointer มันชอบกระโดดไปอยู่มุมของจอ
ตอนนั้นก็สงสัยว่าจะเป็นที่ driver มันคงจะห่วย หรือไม่ก็เป็นที่ตัวเม้าส์เองมันเจ๊งๆ แต่สุดท้ายกลับเป็นที่แผ่นรองเม้าส์
และมีอยู่อีกทีนึง ที่ผมใช้ๆงานอยู่ แล้วอยู่ดีดีก็ลาก pointer ไม่ไป มันไม่ยอมขยับตาม เหมือนถูกอะไรดึงเอาไว้ ตอนนั้นก็นึกว่าจะโดน Virus หรือ Spyware เล่นงานเข้าแล้ว แต่สุดท้ายเป็นที่แบตเตอรี่ของเม้าส์มันจะหมด
และล่าสุดปัญหาที่ผมเจอคือ เวลาที่ผมกด space bar บน keyboard มันจะเด้งหน้าจอ Search Results ขึ้นมาทุกครั้งไป ยิ่งพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเด้งขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำงานอะไรที่พิมพ์ๆไม่ได้เลย ลอง search หาดู เผื่อจะเจอทางแก้ ก็ไปเจอแค่กระทู้เดียวในเน็ตที่เค้ามีอาการเหมือนผมเป๊ะ และไม่มีทางแก้ไขใดๆ
ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง อาการมันแปลกประหลาดมาก ก็คิดว่าอาจจะติด Spyware จากที่ไหนมาหรือเปล่า แต่เอ๊ะ มันก็ไม่น่าจะออกมายุ่มย่ามได้ขนาดนี้นะ เพราะช่วงนี้ผมก็ไม่ได้เข้าเว็บที่เสี่ยงๆหรือว่าใช้ IE ในการชมเว็บ โอกาสติดน่าจะน้อยมากๆ ก็เลยลองใช้ Spybot กับ Ad-aware ช่วยกันหาซิว่าติดอะไรมาบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งคู่ก็หาไม่เจออะไรที่ผิดปกติ
เอาละสิ หรือว่าผมโดนไวรัสอะไรมาโจมตีอีกหรือเปล่า เริ่มเกิดอาการวิตกจริตแล้ว ก็เลยลองใช้ System Restore ย้อนไฟล์ระบบกลับไป แต่ย้อนกลับไปสองรอบ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม โอ๊ะโอ๋ อะไรกันเนี่ย ทำไมมันร้ายกาจได้ขนาดนี้
เอาวะ สงสัยต้องลองลง Windows ทับดูอีกทีซิ ก็ลองลงไป ทั้ง SP2 ก็ลองถอนออกแล้วลงใหม่ ก็ไม่หาย
ยังเหลือทางไหนอีกนะ อ้อ ลอง update Windows ดูดีกว่า ก็ update มันทุกอย่าง แต่ก็ไม่เป็นผล อาการยังเหมือนเดิม
เอ้า ลอง scan virus ดูดีกว่า ก็เลยไปเอา AVG, Avast, ClamWin มาลงแล้วจัดการ scan ก็เจอ virus นะ แต่พอคลีนแล้วก็ไม่หายอยู่ดี ... เฮ้ย.. อะไรกันเนี่ย
สุดท้าย เอ้า ลองเปลี่ยน keyboard ดูละกันวะ เลยไปหยิบเอา keyboard อันใหญ่มาใช้แทนอันปัจจุบันที่เป็นแบบเล็กๆ(ใช้เพราะมันประหยัดเนื้อที่บนโต๊ะดี)
อ้าว... หายเลย...
งง ไปเลยครับ งมอยู่สองวันกับปัญหาประหลาดๆตัวนี้ ที่แท้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ software เลย เป็นปัญหาที่ hardware อย่างเดียวเลย
ตอนนี้เลยคิดว่า ถ้าจะซื้อของใช้ที่จำเป็นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้บ่อยๆ จะยอมลงทุนซื้อของดีไปเลย คงไม่ได้ซื้อรุ่นที่ดีที่สุดนะ แต่ว่าเอาที่มันน่าเชื่อถือ อาจจะต้องหา review มาอ่านดูก่อนซื้อกันเลย
นี่เม้าส์สองตัวก็เริ่มจะเจ๊งแล้ว ตัวใหม่คงต้องเอาที่มันดีดีไปเลย เพราะเม้าส์นี่ใช้บ่อยจริงๆ
ท่านใดที่แวะผ่านมาอ่าน มีเม้าส์ตัวไหนที่ใช้แล้วถูกใจไหมครับ ตอนนี้ผมเล็งๆ Logitech G5 เอาไว้
ตอนนั้นก็สงสัยว่าจะเป็นที่ driver มันคงจะห่วย หรือไม่ก็เป็นที่ตัวเม้าส์เองมันเจ๊งๆ แต่สุดท้ายกลับเป็นที่แผ่นรองเม้าส์
และมีอยู่อีกทีนึง ที่ผมใช้ๆงานอยู่ แล้วอยู่ดีดีก็ลาก pointer ไม่ไป มันไม่ยอมขยับตาม เหมือนถูกอะไรดึงเอาไว้ ตอนนั้นก็นึกว่าจะโดน Virus หรือ Spyware เล่นงานเข้าแล้ว แต่สุดท้ายเป็นที่แบตเตอรี่ของเม้าส์มันจะหมด
และล่าสุดปัญหาที่ผมเจอคือ เวลาที่ผมกด space bar บน keyboard มันจะเด้งหน้าจอ Search Results ขึ้นมาทุกครั้งไป ยิ่งพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเด้งขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำงานอะไรที่พิมพ์ๆไม่ได้เลย ลอง search หาดู เผื่อจะเจอทางแก้ ก็ไปเจอแค่กระทู้เดียวในเน็ตที่เค้ามีอาการเหมือนผมเป๊ะ และไม่มีทางแก้ไขใดๆ
ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง อาการมันแปลกประหลาดมาก ก็คิดว่าอาจจะติด Spyware จากที่ไหนมาหรือเปล่า แต่เอ๊ะ มันก็ไม่น่าจะออกมายุ่มย่ามได้ขนาดนี้นะ เพราะช่วงนี้ผมก็ไม่ได้เข้าเว็บที่เสี่ยงๆหรือว่าใช้ IE ในการชมเว็บ โอกาสติดน่าจะน้อยมากๆ ก็เลยลองใช้ Spybot กับ Ad-aware ช่วยกันหาซิว่าติดอะไรมาบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งคู่ก็หาไม่เจออะไรที่ผิดปกติ
เอาละสิ หรือว่าผมโดนไวรัสอะไรมาโจมตีอีกหรือเปล่า เริ่มเกิดอาการวิตกจริตแล้ว ก็เลยลองใช้ System Restore ย้อนไฟล์ระบบกลับไป แต่ย้อนกลับไปสองรอบ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม โอ๊ะโอ๋ อะไรกันเนี่ย ทำไมมันร้ายกาจได้ขนาดนี้
เอาวะ สงสัยต้องลองลง Windows ทับดูอีกทีซิ ก็ลองลงไป ทั้ง SP2 ก็ลองถอนออกแล้วลงใหม่ ก็ไม่หาย
ยังเหลือทางไหนอีกนะ อ้อ ลอง update Windows ดูดีกว่า ก็ update มันทุกอย่าง แต่ก็ไม่เป็นผล อาการยังเหมือนเดิม
เอ้า ลอง scan virus ดูดีกว่า ก็เลยไปเอา AVG, Avast, ClamWin มาลงแล้วจัดการ scan ก็เจอ virus นะ แต่พอคลีนแล้วก็ไม่หายอยู่ดี ... เฮ้ย.. อะไรกันเนี่ย
สุดท้าย เอ้า ลองเปลี่ยน keyboard ดูละกันวะ เลยไปหยิบเอา keyboard อันใหญ่มาใช้แทนอันปัจจุบันที่เป็นแบบเล็กๆ(ใช้เพราะมันประหยัดเนื้อที่บนโต๊ะดี)
อ้าว... หายเลย...
งง ไปเลยครับ งมอยู่สองวันกับปัญหาประหลาดๆตัวนี้ ที่แท้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ software เลย เป็นปัญหาที่ hardware อย่างเดียวเลย
ตอนนี้เลยคิดว่า ถ้าจะซื้อของใช้ที่จำเป็นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้บ่อยๆ จะยอมลงทุนซื้อของดีไปเลย คงไม่ได้ซื้อรุ่นที่ดีที่สุดนะ แต่ว่าเอาที่มันน่าเชื่อถือ อาจจะต้องหา review มาอ่านดูก่อนซื้อกันเลย
นี่เม้าส์สองตัวก็เริ่มจะเจ๊งแล้ว ตัวใหม่คงต้องเอาที่มันดีดีไปเลย เพราะเม้าส์นี่ใช้บ่อยจริงๆ
ท่านใดที่แวะผ่านมาอ่าน มีเม้าส์ตัวไหนที่ใช้แล้วถูกใจไหมครับ ตอนนี้ผมเล็งๆ Logitech G5 เอาไว้
25500513
ครบรอบสองปีที่(พยายาม)ไม่กินเนื้อสัตว์
และแล้วก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆเลย
รอบปีที่ผ่านมานี้ก็มีบ้างที่กินเนื้อสัตว์ ล่าสุดก็เพิ่งจะกินข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไปเพราะไม่มีโอกาสเลือก
แต่ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกกินผักเอาแทน ซึ่งร่างกายก็ดูแข็งแรงดี สุขภาพทั่วไปไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร
ที่ผมสังเกตอย่างนึงคือ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ผมจะป่วยหนักๆทุกครั้ง จนพ่อกับแม่ต้องมารับตัวไปดูแลที่ชัยนาท แต่มาปีนี้ผมป่วยเช่นกัน เพราะความร้อนช่วงเดือนเมษายน แต่ว่าต่่างกันตรงที่ ผมไม่ได้ป่วยหนักๆเหมือนก่อน นอนพักวันนึงก็หายเป็นปกติแล้ว เลยรู้สึกเอาเองว่า ร่างกายของผมน่าจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆครับ งานนี้คงต้องดูกันยาวๆ แต่ผมจะมาอัพเดทเรื่อยๆทุกๆปี ใน blog อันนี้ครับ
รอบปีที่ผ่านมานี้ก็มีบ้างที่กินเนื้อสัตว์ ล่าสุดก็เพิ่งจะกินข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไปเพราะไม่มีโอกาสเลือก
แต่ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกกินผักเอาแทน ซึ่งร่างกายก็ดูแข็งแรงดี สุขภาพทั่วไปไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร
ที่ผมสังเกตอย่างนึงคือ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ผมจะป่วยหนักๆทุกครั้ง จนพ่อกับแม่ต้องมารับตัวไปดูแลที่ชัยนาท แต่มาปีนี้ผมป่วยเช่นกัน เพราะความร้อนช่วงเดือนเมษายน แต่ว่าต่่างกันตรงที่ ผมไม่ได้ป่วยหนักๆเหมือนก่อน นอนพักวันนึงก็หายเป็นปกติแล้ว เลยรู้สึกเอาเองว่า ร่างกายของผมน่าจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆครับ งานนี้คงต้องดูกันยาวๆ แต่ผมจะมาอัพเดทเรื่อยๆทุกๆปี ใน blog อันนี้ครับ
25500416
หมดยุคของเทปเพลงแล้วหรือเนี่ย
ค่อนข้างงงไปพอสมควรเลยครับ ที่เพิ่งจะรู้ว่าเทปเพลงเดี๋ยวนี้เค้าไม่มีวางขายกันแล้ว (เชยมากเลยแฮะ)
เรื่องของเรื่องก็คือ คุณยายผมเค้ามีเทปเพลงเก่าๆอยู่เยอะมาก ทั้งซื้อและก็ทั้งที่อัดจากสถานีวิทยุต่างๆ ทีนี้่แกก็ไม่อยากทิ้ง แกชอบ แกบอกเพลงหายากทั้งนั้นเลยนะ แล้วทีนี้เครื่องเล่นเทปอันเก่าของแกก็เสียมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่แกก็ไม่มีโอกาสไปซื้อเครื่องใหม่ น้าบิ๊กลูกชายของยายก็ซื้อเครื่องเสียงอันใหม่อย่างดีมาให้ แต่ก็ดีเกินไปไม่มีช่องใส่เทปซะนี่
ทีนี้ผมก็เลยพาแกไปเดินเลือกซื้ออันใหม่ที่ The Mall ก็ไปเดินดูที่ Sony กันเลย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า เพราะที่ได้ลองๆมา Sony มันทนที่สุดละ แต่ความต้องการของยายผมต้องการแค่ให้ฟังเทปกับวิทยุได้เท่านั้น ยายผมเค้าเล่น CD ไม่เป็น ก็เลยอยากได้ที่มีแค่เทปกับวิทยุ ซึ่งมันก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเท่านั้นเอง ก็เลยเอาแบบเล็กสุด เพราะว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอยู่แล้ว
พอได้เครื่องเล่นคุณยายก็อยากได้เทปเอามาเปิดฟังด้วย ก็เลยถามพนักงานขายว่ามีเทปเพลงขายไหม พนักงานทำหน้างงๆแบบไม่ค่อยเข้าใจคำถาม แล้วก็บอกว่าไม่มีนะครับ มีแต่ CD เพลง ผมได้ยินก็ตกกะใจเล็กน้อย และก็คิดว่าคงขายไม่ดีแล้วเลยไม่เอามาขาย
ผมเลยพายายไปดูร้าน CAP ที่ Seacon Square ซึ่งเป็นร้านขายเทปที่เมื่อก่อนผมชอบมาซื้ออยู่บ่อยๆ และก็พบว่า ที่ร้านนี้ไม่มีเทปเพลงขายแล้วเช่นกัน! สอบถามพนักงานขาย เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยผลิตเทปเพลงออกมาขายแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าราคาของเทปกับ CD มันใกล้เคียงกันมาก แถมคุณภาพก็ต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คิดๆดูก็ท่าจะจริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมซื้อเทปนั้นราคามันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยแล้ว(ราคาบนปกเทป) ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจะซื้อเท่าไหร่
สุดท้ายเลยพายายไปซื้อเทปเพลงเก่าๆที่ร้านขายเพลงเก่าสมัยโบราณ ซึ่งบนแผงก็มีเทปวางอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกงงพอสมควร ว่าสองปีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายพอสมควรเลยทีเดียว
ผมก็เริ่มคิดต่อว่า CD มันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ ผมว่า CD มันยังใหญ่มากเกินไป ถ้าเทียบกับขนาดของเทปเพลง(ความกว้าง,ยาว) ผมเลยมองว่ามันน่าจะมี Media ตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ CD อาจจะเป็น Memory Card เล็กๆ อย่าง SD card หรือ Mini SD card อะไรแบบนี้ไปเลยหรือเปล่า เพราะผมว่าความจุของมันก็ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยสวนทางกับราคาของมัน ถ้ามันสามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานอย่างแผ่น CD ได้ในปัจจุบัน ผมว่าอนาคตของมันน่าจะมาแทนที่ CD ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
และผมว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็พัฒนารวดเร็วมากๆ เมื่อก่อนกว่าแผ่นเสียงจะหายไปผมว่ามันก็นานมากนะ แล้วก็ช่วงที่ VHS เริ่มจากโลกไป ตอนนี้มาถึงคิวของเทปคาสเซ็ตแล้ว
จนผมว่าคนที่กำลังเก็บสะสม CD อยู่ในวันนี้ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงวันที่มันจะอำลาวงการไปด้วยเหมือนกัน
ไม่สะสมอะไรเอาไว้ดีที่สุดแล้วครับ
เรื่องของเรื่องก็คือ คุณยายผมเค้ามีเทปเพลงเก่าๆอยู่เยอะมาก ทั้งซื้อและก็ทั้งที่อัดจากสถานีวิทยุต่างๆ ทีนี้่แกก็ไม่อยากทิ้ง แกชอบ แกบอกเพลงหายากทั้งนั้นเลยนะ แล้วทีนี้เครื่องเล่นเทปอันเก่าของแกก็เสียมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่แกก็ไม่มีโอกาสไปซื้อเครื่องใหม่ น้าบิ๊กลูกชายของยายก็ซื้อเครื่องเสียงอันใหม่อย่างดีมาให้ แต่ก็ดีเกินไปไม่มีช่องใส่เทปซะนี่
ทีนี้ผมก็เลยพาแกไปเดินเลือกซื้ออันใหม่ที่ The Mall ก็ไปเดินดูที่ Sony กันเลย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า เพราะที่ได้ลองๆมา Sony มันทนที่สุดละ แต่ความต้องการของยายผมต้องการแค่ให้ฟังเทปกับวิทยุได้เท่านั้น ยายผมเค้าเล่น CD ไม่เป็น ก็เลยอยากได้ที่มีแค่เทปกับวิทยุ ซึ่งมันก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเท่านั้นเอง ก็เลยเอาแบบเล็กสุด เพราะว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอยู่แล้ว
พอได้เครื่องเล่นคุณยายก็อยากได้เทปเอามาเปิดฟังด้วย ก็เลยถามพนักงานขายว่ามีเทปเพลงขายไหม พนักงานทำหน้างงๆแบบไม่ค่อยเข้าใจคำถาม แล้วก็บอกว่าไม่มีนะครับ มีแต่ CD เพลง ผมได้ยินก็ตกกะใจเล็กน้อย และก็คิดว่าคงขายไม่ดีแล้วเลยไม่เอามาขาย
ผมเลยพายายไปดูร้าน CAP ที่ Seacon Square ซึ่งเป็นร้านขายเทปที่เมื่อก่อนผมชอบมาซื้ออยู่บ่อยๆ และก็พบว่า ที่ร้านนี้ไม่มีเทปเพลงขายแล้วเช่นกัน! สอบถามพนักงานขาย เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยผลิตเทปเพลงออกมาขายแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าราคาของเทปกับ CD มันใกล้เคียงกันมาก แถมคุณภาพก็ต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คิดๆดูก็ท่าจะจริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมซื้อเทปนั้นราคามันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยแล้ว(ราคาบนปกเทป) ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจะซื้อเท่าไหร่
สุดท้ายเลยพายายไปซื้อเทปเพลงเก่าๆที่ร้านขายเพลงเก่าสมัยโบราณ ซึ่งบนแผงก็มีเทปวางอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกงงพอสมควร ว่าสองปีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายพอสมควรเลยทีเดียว
ผมก็เริ่มคิดต่อว่า CD มันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ ผมว่า CD มันยังใหญ่มากเกินไป ถ้าเทียบกับขนาดของเทปเพลง(ความกว้าง,ยาว) ผมเลยมองว่ามันน่าจะมี Media ตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ CD อาจจะเป็น Memory Card เล็กๆ อย่าง SD card หรือ Mini SD card อะไรแบบนี้ไปเลยหรือเปล่า เพราะผมว่าความจุของมันก็ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยสวนทางกับราคาของมัน ถ้ามันสามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานอย่างแผ่น CD ได้ในปัจจุบัน ผมว่าอนาคตของมันน่าจะมาแทนที่ CD ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
และผมว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็พัฒนารวดเร็วมากๆ เมื่อก่อนกว่าแผ่นเสียงจะหายไปผมว่ามันก็นานมากนะ แล้วก็ช่วงที่ VHS เริ่มจากโลกไป ตอนนี้มาถึงคิวของเทปคาสเซ็ตแล้ว
จนผมว่าคนที่กำลังเก็บสะสม CD อยู่ในวันนี้ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงวันที่มันจะอำลาวงการไปด้วยเหมือนกัน
ไม่สะสมอะไรเอาไว้ดีที่สุดแล้วครับ
25500327
ย้ายบ้านเหมือนการเตรียมตัวตาย
ช่วงนี้ผมกำลังวุ่นอยู่กับการจัดการข้าวของต่างๆ เพราะว่าจะย้ายกลับเมืองไทยแล้ว และก็ไม่ได้ชิพอะไรกลับเลย ก็เลยต้องมาจัดการโละข้าวของที่ไม่จำเป็นออกไปเพราะเนื้อที่มีจำกัดแค่กระเป๋า ๓ ใบ
ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ย้ายกลับเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหมือนการเตรียมตัวตายของผม เหมือนมันสอนให้ผมได้รู้จักว่าการที่มีของมากมายก่อนที่จะตายนั้นมีผลเป็นยังไง ถ้าผมตายในวันนี้ ของที่เหลือมากมายของผมก็คงจะต้องถูกทิ้งไป อาจจะมีคนเอาไปใช้ได้บ้างแต่ก็คงไม่ทั้งหมด
การย้ายกลับเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นข้อผิดพลาดในหลายๆจุด
ผมเริ่มจัดการข้าวของช้าเกินไป ผมควรจะเริ่มจัดการทิ้งข้าวของตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนกลับ เพราะจะได้มีเวลาในการขายหรือบริจาคให้คนอื่นไปได้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาสิ่งของที่ผมมีให้กับคนอื่นๆได้ แม้ที่นี่จะมีเรื่องของ Moving sale, Garage sale แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดข้าวของเหลือใช้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
สุดท้ายข้าวของหลายอย่างก็จะไปอยู่ในกองขยะ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร
เดี๋ยวพอผมกลับไปถึงเมืองไทย ผมก็จะเจอกับประสบการณ์การย้ายบ้านอีกครั้ง แต่มันคงจะหนักหนากว่าครั้งนี้แน่เลย เพราะของที่เมืองไทยผมมันเยอะมากๆ ผมคงต้องเผื่อเวลาในการจัดการให้มากกว่านี้
ชีวิตผมก็คงเหมือนกัน คงต้องรีบจัดการข้าวของต่างๆ เตรียมตัวสู่การย้ายไปสู่ร่างอื่นได้ทุกเวลา เพราะผมคงจะไม่รู้ว่าผมจะต้องย้ายเมื่อไหร่
ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ย้ายกลับเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหมือนการเตรียมตัวตายของผม เหมือนมันสอนให้ผมได้รู้จักว่าการที่มีของมากมายก่อนที่จะตายนั้นมีผลเป็นยังไง ถ้าผมตายในวันนี้ ของที่เหลือมากมายของผมก็คงจะต้องถูกทิ้งไป อาจจะมีคนเอาไปใช้ได้บ้างแต่ก็คงไม่ทั้งหมด
การย้ายกลับเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นข้อผิดพลาดในหลายๆจุด
ผมเริ่มจัดการข้าวของช้าเกินไป ผมควรจะเริ่มจัดการทิ้งข้าวของตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนกลับ เพราะจะได้มีเวลาในการขายหรือบริจาคให้คนอื่นไปได้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาสิ่งของที่ผมมีให้กับคนอื่นๆได้ แม้ที่นี่จะมีเรื่องของ Moving sale, Garage sale แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดข้าวของเหลือใช้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
สุดท้ายข้าวของหลายอย่างก็จะไปอยู่ในกองขยะ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร
เดี๋ยวพอผมกลับไปถึงเมืองไทย ผมก็จะเจอกับประสบการณ์การย้ายบ้านอีกครั้ง แต่มันคงจะหนักหนากว่าครั้งนี้แน่เลย เพราะของที่เมืองไทยผมมันเยอะมากๆ ผมคงต้องเผื่อเวลาในการจัดการให้มากกว่านี้
ชีวิตผมก็คงเหมือนกัน คงต้องรีบจัดการข้าวของต่างๆ เตรียมตัวสู่การย้ายไปสู่ร่างอื่นได้ทุกเวลา เพราะผมคงจะไม่รู้ว่าผมจะต้องย้ายเมื่อไหร่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


(บางครั้งอาจจะเริ่มร้องไห้ตั้งแต่หยอดเลยก็มี)





