มาว่าเรื่องเงินๆอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นเรื่องของสีเงินน่ะครับ
คือมองดูอุปกรณ์อิเล็กทรอนิครอบตัวแล้วมีแต่สีเงินทั้งนั้นเลยครับ
เริ่มตั้งแต่
- Sony Clie NR70V ตัวเก่งของผมนี่ก็สีเงินแทบทั้งอันเลย
- Nokia 6010 โทรศัพท์มือถือนี่ก็สีเงินเกือบหมด
- Clie Keyboard อันนี้เป็น Keyboard ที่เอาไว้ใช้คู่กับ Clie คงทำสีให้เข้ากัน
- Mp3 player ของผมเป็นแบบไม่มียี่ห้ออะไร ความจุแค่ 128 MB สีเงินทั้งแท่งเลย
- External HD case เป็นกล่องใส่ฮาร์ดดิส นี่ก็สีเงินขนาดพอๆกับ Clie เลย
- USB 2.0 slim hub เอาไว้เพิ่มช่องต่อ USB นี่ก็สีเงินอีก
- กล้องดิจิตอล Fujifilm FinePix F601Z กล้องดิจิตอลนี่เงินกันแทบทั้งนั้นเลย
คงจะเป็นสีที่เป็นที่นิยมในยุคที่ผ่านมา เห็นเค้าว่ากันว่าสีในยุคนี้จะไม่ใช่สีเงินละ จะเป็นสีดำแทน (iPod ยังมีสีดำให้เลือกเลย)
ถ้าผมยังบ้าซื้อของต่อไป อาจจะได้มีของสีดำๆมารวมๆกันแบบนี้อีกแน่เลย
25490427
พอแค่ไหน
พ่อผมเคยสอนว่า
"หาได้เท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญที่เหลือเก็บเท่าไหร่"
ผมเชื่อพ่อและพยายามปฏิบัติตามมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ตอนนี้ผมมาคิดๆดูแล้ว ผมว่าเหลือเก็บเท่าไหร่ ยังไม่สำคัญเท่ากับเราพอแค่ไหน
ผมว่าการมีอะไรมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
มีเงินมากก็เป็นห่วงมากว่าจะมีคนมาขโมย แล้วมีเงินมากก็ทำให้กิเลสมันเกิดขึ้นมาได้มาก
อย่างยายผมเค้าจะไม่ยอมไปเที่ยวไหนนานๆ เพราะห่วงบ้านกลัวขโมย ไปเที่ยวไหนทีก็จะบ่นอยากกลับบ้านอยู่ซะทุกที ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ายายซ่อนสมบัติเอาไว้ตรงไหนบ้างเหมือนกัน
แต่ผมคิดว่าถ้าบังเอิญเกิดไฟไหม้ขึ้นมาทุกอย่างมันก็ไม่เหลืออยู่ดี (บางทีผมก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ จะได้ตัดจากสิ่งของต่างๆได้ง่ายขึ้น)
เคยอ่านผลการทดลองของหนูสองตัว ที่ตัวหนึ่งให้กินอาหารอิ่มหนำสำราญ กับอีกตัวหนึ่งให้กินบ้างไม่ให้กินบ้าง
ผลออกมาว่าหนูที่ไม่ได้กินอาหารทุกมื้อมีอายุยืนยาวกว่าตัวที่กินอิ่มมากเลยทีเดียว
ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างในชีวิตเราด้วยเช่นกัน กินมาก นอนมาก ทำงานมาก รวยมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ทำทุกอย่างให้เป็นกลางๆไว้ดีที่สุด
"หาได้เท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญที่เหลือเก็บเท่าไหร่"
ผมเชื่อพ่อและพยายามปฏิบัติตามมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ตอนนี้ผมมาคิดๆดูแล้ว ผมว่าเหลือเก็บเท่าไหร่ ยังไม่สำคัญเท่ากับเราพอแค่ไหน
ผมว่าการมีอะไรมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี
มีเงินมากก็เป็นห่วงมากว่าจะมีคนมาขโมย แล้วมีเงินมากก็ทำให้กิเลสมันเกิดขึ้นมาได้มาก
อย่างยายผมเค้าจะไม่ยอมไปเที่ยวไหนนานๆ เพราะห่วงบ้านกลัวขโมย ไปเที่ยวไหนทีก็จะบ่นอยากกลับบ้านอยู่ซะทุกที ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ายายซ่อนสมบัติเอาไว้ตรงไหนบ้างเหมือนกัน
แต่ผมคิดว่าถ้าบังเอิญเกิดไฟไหม้ขึ้นมาทุกอย่างมันก็ไม่เหลืออยู่ดี (บางทีผมก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ จะได้ตัดจากสิ่งของต่างๆได้ง่ายขึ้น)
เคยอ่านผลการทดลองของหนูสองตัว ที่ตัวหนึ่งให้กินอาหารอิ่มหนำสำราญ กับอีกตัวหนึ่งให้กินบ้างไม่ให้กินบ้าง
ผลออกมาว่าหนูที่ไม่ได้กินอาหารทุกมื้อมีอายุยืนยาวกว่าตัวที่กินอิ่มมากเลยทีเดียว
ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างในชีวิตเราด้วยเช่นกัน กินมาก นอนมาก ทำงานมาก รวยมาก ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ทำทุกอย่างให้เป็นกลางๆไว้ดีที่สุด
ดีจริงหรือ?
เก่งขึ้น, รวยขึ้น, มากขึ้น, เร็วขึ้น, ดีขึ้น, ขาวขึ้น, ดำขึ้น, สวยขึ้น, หล่อขึ้น, สูงขึ้น, แข็งแรงขึ้น, อายุยืนขึ้น, ...
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช...
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช...
ไดอารี่
วันนี้ไปหยิบไดอารี่ที่ผมเคยเขียนเอาไว้มาอ่าน เป็นไดอารี่ที่เขียนยาวนานมาก คือตั้งแต่ตอนปี ๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน
เมื่อก่อนผมจะใช้ไดอารี่ที่มีบอกวันที่ แต่หลายครั้งที่ขี้เกียจเขียนจนกลายเป็นหน้าที่เขียนว่า "ลืม" ซึ่งพอกลับมาอ่านแล้วไม่ชอบเอาซะเลย
ตอนหลังเลยหาสมุดที่ไม่ใช่ไดอารี่มาเขียนเป็นไดอารี่แทน ซึ่งก็ทำให้มีอิสระในการเขียนมากขึ้น เพราะจะไม่มีหน้าว่างๆเหมือนก่อน และไม่มีการจำกัดเนื้อที่ในแต่ละวัน จะเขียนไปสามหน้าสี่หน้าก็ได้ ซึ่งผมชอบมากๆ
พออ่านดูตั้งแต่ต้นก็ทำให้ภาพความทรงจำเดิมๆมันย้อนกลับเข้ามาพร้อมๆกับอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น ลายมือหวัดๆที่เขียนลงไปมันก็มีเอกลักษณ์ที่บอกถึงความรู้สึกได้ดีทีเดียว
เหตุการณ์หลายๆอย่างที่จางหายไปจากความทรงจำ ผู้คนที่ผมเคยพบเจอ ทุกคนกลับเข้ามามีชีวิตในความทรงจำของผมอีกครั้ง
ได้เห็นความคิดของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆมากมาย มันค่อยๆลดทอนลงเรื่อยๆ จากรูปแบบที่ยุ่งเหยิง สีสันที่มากมาย ถูกขัดเกลาให้เรียบง่ายและกลมกลืนกันมากขึ้น
ผมเริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกตอนที่อยู่ประถม ๖ จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากเด็กบ้านนอก เข้ามาสู่ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวาย
จนมาถึงเล่มที่สองและเล่มที่สามในเวลาที่ต่อเนื่องกัน จนมาถึงเล่มปัจจุบันที่ยังไม่หมด
และก็มาเขียนลง Blogger.com ที่เปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆไปอย่างสิ้นเชิง
ความคิดต่างๆถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ มีพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่น่ารักเข้ามาร่วมออกความคิดเห็นกัน จนเป็นอีกสังคมนึงของผมในโลกออนไลน์
ผมว่าการเขียนบันทึกเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยครับ แม้ในวันนี้มันจะดูเป็นเรื่องราวไร้สาระในชีวิต ที่ดูไม่น่าจะมีประโยชน์ แต่ผมเชื่อว่าวันนึงมันจะกลายเป็นฐานข้อมูลอันล้ำค่าให้กับย่างก้าวของชีวิตในอนาคตทีเดียว
เมื่อก่อนผมจะใช้ไดอารี่ที่มีบอกวันที่ แต่หลายครั้งที่ขี้เกียจเขียนจนกลายเป็นหน้าที่เขียนว่า "ลืม" ซึ่งพอกลับมาอ่านแล้วไม่ชอบเอาซะเลย
ตอนหลังเลยหาสมุดที่ไม่ใช่ไดอารี่มาเขียนเป็นไดอารี่แทน ซึ่งก็ทำให้มีอิสระในการเขียนมากขึ้น เพราะจะไม่มีหน้าว่างๆเหมือนก่อน และไม่มีการจำกัดเนื้อที่ในแต่ละวัน จะเขียนไปสามหน้าสี่หน้าก็ได้ ซึ่งผมชอบมากๆ
พออ่านดูตั้งแต่ต้นก็ทำให้ภาพความทรงจำเดิมๆมันย้อนกลับเข้ามาพร้อมๆกับอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น ลายมือหวัดๆที่เขียนลงไปมันก็มีเอกลักษณ์ที่บอกถึงความรู้สึกได้ดีทีเดียว
เหตุการณ์หลายๆอย่างที่จางหายไปจากความทรงจำ ผู้คนที่ผมเคยพบเจอ ทุกคนกลับเข้ามามีชีวิตในความทรงจำของผมอีกครั้ง
ได้เห็นความคิดของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆมากมาย มันค่อยๆลดทอนลงเรื่อยๆ จากรูปแบบที่ยุ่งเหยิง สีสันที่มากมาย ถูกขัดเกลาให้เรียบง่ายและกลมกลืนกันมากขึ้น
ผมเริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกตอนที่อยู่ประถม ๖ จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากเด็กบ้านนอก เข้ามาสู่ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวาย
จนมาถึงเล่มที่สองและเล่มที่สามในเวลาที่ต่อเนื่องกัน จนมาถึงเล่มปัจจุบันที่ยังไม่หมด
และก็มาเขียนลง Blogger.com ที่เปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆไปอย่างสิ้นเชิง
ความคิดต่างๆถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ มีพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่น่ารักเข้ามาร่วมออกความคิดเห็นกัน จนเป็นอีกสังคมนึงของผมในโลกออนไลน์
ผมว่าการเขียนบันทึกเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยครับ แม้ในวันนี้มันจะดูเป็นเรื่องราวไร้สาระในชีวิต ที่ดูไม่น่าจะมีประโยชน์ แต่ผมเชื่อว่าวันนึงมันจะกลายเป็นฐานข้อมูลอันล้ำค่าให้กับย่างก้าวของชีวิตในอนาคตทีเดียว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
