25510104

เช็ค LOG ของเว็บดูบ้างก็ดีเหมือนกัน

พอดีว่าวันนี้มีปัญหาอัพโหลดไฟล์ขึ้นเว็บตัวเองไม่ได้ มันบอกว่าเนื้อที่เต็ม พอแก้ได้แล้วก็เลยลองๆเปิด LOG ดู เว็บของผมมันมีเจ้า Webalizer ลงมาให้ด้วย ก็เลยใช้มันดูว่ามีการเข้าใช้เว็บยังไงบ้าง เลยเจอข้อมูลที่ทำให้แปลกใจมากๆอันนึง คือเว็บที่ผมเคยทำให้ลูกค้าที่เป็นญาติๆของเพื่อน แบบว่าตอนนั้นทำเพราะอยากลองวิชาซะมากกว่า เป็นเว็บแนะนำที่เรียนภาษาจีนในประเทศจีนเลย ทำเสร็จแล้วก็ไปใช้บริการย่อชื่อเว็บ(ลูกค้าแกเน้นประหยัดสุดๆ domain name ก็ไม่จด) โดยไปตั้งไว้เป็น http://how.to/studychinese ซึ่งตอนนั้นมันจดได้ฟรี แล้วก็ลิ้งค์ไปที่ freehosting ที่เก็บไฟล์ไว้ (ไม่เช่าที่เก็บเว็บด้วย ใช้ของฟรีเอา) ซึ่งพอช่วงที่ freehosting มันไม่ฟรีแล้ว หรือเลิกกันไปแล้ว

ก็พอดีที่มาเช่า host ของตัวเองก็เลยไปเอาเว็บนี้มาเก็บเอาไว้ด้วย เพราะเห็นว่ามันใช้ที่ไม่เยอะเท่าไหร่ แล้วย้ายให้มันมาเรียกไฟล์ที่นี่แทน ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้มีการเช็ค stat อะไรทั้งนั้นเลย (เคยติดไว้อันนึงแต่มันก็เจ๊งไปแล้วอีกเช่นกัน)

พอมาเห็นปริมาณการโหลดข้อมูลจากเว็บของเรา พบว่าเจ้า directory ที่เก็บเว็บนี้ไว้มันขึ้นที่หนึ่งเลย งงมากๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยเอา google analytics ไปแปะไว้ พร้อมใส่ google adsense ไปด้วยเลย อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะมีผลยังไงมั่ง (กำลังสงสัยว่ามันขึ้นมาจาก spam comment ที่ส่งเข้ามาในช่องรับความคิดเห็นหรือเปล่า เพราะว่าไฟล์มันใหญ่เป็น 8MB เลยทีเดียว)

ทำเว็บมาตั้งนานก็เพิ่งจะมาเช็ค LOG ดูนี่แหละครับ ปกติก็จะดูจาก Truehits เอา แต่ว่ามันก็มีพวกหน้าที่เราไม่ได้ติดเจ้าพวกนี้ มันก็เลยไม่ขึ้นว่ามีการดูข้อมูลยังไงมั่ง ใครมีเว็บของตัวเอง ลองๆเช็ค LOG ของคุณดูบ้างนะครับ เผื่อจะเจออะไรแปลกๆเหมือนที่ผมเจอบ้างแบบนี้

update ล่าสุดหลังจากที่ทำการติดตั้ง Google Analytics และ AdSense ไปแล้ว แล้วก็ทำการแก้ไขระบบการป้องกันการส่งข้อมูลซะใหม่ ทำให้รู้ได้ว่า จริงๆแล้วปริมาณคนเข้าไม่ได้เยอะนักหรอก แต่ว่ามันเยอะตรงที่ไฟล์ที่ผมใช้เก็บ comment มันใหญ่ (ที่บอก 8MB นั่นแหละครับ) ซึ่งพอปรับระบบใหม่ ลบ comment ขยะทิ้งไป ก็เลยได้เห็นว่าปริมาณการโหลดลดลงไปมาก จนเข้าสู่ระดับปกติ

25501223

Feast of love

วันนี้เป็นวันเลือกตั้งครับ ผมไปใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้าเลย เพราะว่าไปกับที่บ้าน ซึ่งแม่ผมเค้าต้องมาลงคะแนนที่กรุงเทพฯเพราะชื่ออยู่ที่นี่(แต่จริงๆอยู่ชัยนาท) ส่วนพ่อต้องกลับไปลงที่ชัยนาท ก็เลยต้องรีบให้แม่มาลงคะแนน แล้วรีบขับกลับชัยนาทไปลงคะแนนอีกที

คราวนี้ผมโชคดีที่หน่วยเลือกตั้งมาตั้งใกล้ๆบ้าน ขี่จักรยานมาได้เลย ที่ที่ผมลงคะแนน มีตั้งสามหน่วยเลือกตั้งแน่ะ ทีแรกก็เอ๋อๆ นึกว่าจะมีแค่อันเดียว กะจะทำเก๋า ไม่ต้องดูรายชื่อ เพราะจำมาแล้วจากจดหมายที่เค้าส่งมาที่บ้าน ว่าลำดับที่ของผมอยู่ที่ ๒๒๒ (เลขสวยเชียว) แต่สุดท้ายก็ต้องเปิดดูว่าใช่แน่ไหม

คนมาลงคะแนนกันเพียบเลยครับ น่าชื่นใจที่ทุกคนให้ความสนใจเรื่องของการเมืองกันมากขึ้น (คงรู้สึกแล้วว่าถ้าไม่มาลงชีวิตอาจจะแย่ได้) ผมลงคะแนนเสร็จก็กลับเข้าบ้าน พ่อกับแม่ก็ขับกลับชัยนาท

วันนี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปเดินตลาดน้ำตลิ่งชันซะหน่อย เพราะว่านั่งรถเมล์สาย ๗๙ ผ่านบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้แวะลงไปเดินซักที

ผมไปคนเดียวเลย เพราะว่ายายไม่ไป ยายบอกร้อน ถ้าเอารถไปก็จะไปด้วย แต่ผมตั้งใจแล้วว่าจะไปรถเมล์ ยายเลยไม่ไป (ยายคิดถูกแล้ว)

วันนี้เป็นวันเลือกตั้ง รถเมล์ลดครึ่งราคา! ว๊าว ดีจริงๆแฮะ ปกติผมต้องเสีย ๑๘ บาท วันนี้จ่ายแค่ ๙ บาืทเอง รถไม่ติดเท่าไหร่ ไม่นานก็มาถึงตลาดน้ำตลิ่งชัน

แต่เอ๊ะ.. ทำไมมันเงียบเหงาชอบกล.. เดินไปจนถึงแพริมน้ำเลย ถึงได้รู้ว่าเค้าหยุดสองอาทิตย์เนื่องจากว่าเป็นวันเลือกตั้ง เพราะว่าหน่วยเลือกตั้งเค้ามาตั้งอยู่แถวนั้น คงกลัวว่าจะพลุกพล่าน แป่ว.. เสียเที่ยวๆๆ แต่ยังไม่อยากกลับบ้านอะ ก็เลยเปลี่ยนแผนไปสยามฯละกันนะ เพราะว่าจะไปดูหนังสือด้วย

ก็เลยนั่ง ๗๙ ไปลงสยามฯ เสียไปอีก ๙ บาท มาถึงก็เดินไปที่ศูนย์หนังสือเลย วันนี้สยามฯคนน้อยๆยังไงไม่รู้ครับ ผมว่าวันอาทิตย์คนน่าจะเยอะ(จะดูเด็กซะหน่อย อิอิ)

เลือกซื้อหนังสือได้แล้วดูเวลาก็เพิ่งจะเที่ยง เลยคิดว่า ไหนๆมาแล้ว ดูหนังซะหน่อยเป็นไร ก็เลยเดินไปที่โรงหนังสยามก่อน แต่ไม่เจอหนังน่าดู ก็เลยไปที่ลิโด้ ที่รู้ว่า น่าจะมีหนังแปลกๆนอกกระแสมาให้ได้เลือกดู ก็เจออยู่สองเรื่อง เรื่อง Feast of love กับ Lust Caution
หนังชีวิตรักทั้งคู่ แต่น่าจะคนละแนว ทีแรกว่าจะดู Lust Caution เพราะดูมันจะไม่ตลาดเท่า Feast of love แต่พอถามคนขายตั๋ว เค้าก็แนะนำให้ดู Feast of love ซึ่งดูโปสเตอร์แล้วก็น่าดูทีเดียว รู้สึกว่าหนังมันน่าจะดูสบายกว่าอีกเรื่อง

พอดี๊ เจอคนนึงเดินผ่านมา เอ๊ะ หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในเว็บ นึกได้ว่าพี่เค้าชื่อ นันทขว้าง สิรสุนทร จำได้ว่าเคยอ่านที่พี่เค้าวิจารณ์หนัง เลยเข้าไปถามพี่เค้าว่าเรื่องอะไรน่าดู เค้าก็ว่า Feast of love นี่แหละ เพราะเค้าก็จะมาดูเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจจองเลย

พี่เค้าเป็นคนอัทธาศัยดีมากอะ ยังมาถามด้วยว่าไปเลือกตั้งมาหรือยัง :) แล้วก็ชี้ให้ดูหนังที่น่าดู ที่กำลังจะเข้าอาทิตย์หน้า

วันนี้ก็เลยได้ดูหนังในโรง ในรอบ ๘ เดือน เห็นจะได้ ชอบบรรยากาศของโรงที่ลิโด้จริงๆ มันคลาสสิคดีอะ :) บัตรแค่ ๑๐๐ บาทเอง


สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนแก่คนนึง(Morgan Freeman) ที่เค้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตรักของคนต่างๆรอบๆตัว มีเรื่องราวๆหลายๆแบบ หนังดูสนุกดี มีหลายรสชาติ ออกจะเนือยๆ แต่ไม่ทำให้ง่วงนะ แต่ถ้าคนชอบแนวบู๊ๆคงไม่ชอบเรื่องนี้แน่ๆ

ที่แปลกใจอยู่อย่างนึงก็คือว่า เรื่องนี้ไม่มีการเซ็นเซอร์เลยครับ(ถ้ามีก็น้อยมากล่ะ) เพราะว่ามีหลายฉากที่นักแสดงทั้งหญิงและชายเปลือยกายกัน (ก็หนังฝรั่งเกี่ยวกับความรักก็ต้องมีเรื่องเซ็กซ์แน่นอนนี่นะ) แต่เรื่องนี้ไม่ยักกะมีหมอกอะไรมาบดบัง เห็นทั้งบนทั้งล่าง(ของผู้ชายไม่เห็นข้างล่างนะ) ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะถ้าตัดไปเรื่องคงจะดูไม่รู้เรื่องแน่ เพราะตอนเปลือยๆนี่มีการพูดคุยกันอยู่เยอะทีเดียว

ข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ผมว่าเป็นเรื่องของความรักที่ห้ามกันไม่ได้ อย่าไปฝืนมันเลย จงทำตามหัวใจปรารถนา แต่จงเผื่อใจกับการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และอย่าไปจมกับความทุกข์ ความรักเกิดขึ้นได้ใหม่เสมอ

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ ผมให้ B- ครับ ไม่ถึงกับดีสุดๆ แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง(เพราะไม่ได้หวังอะไร :P) ถ้าคนชอบดูหนังรัก ชีวิตๆ ผมว่าเรื่องนี้น่าจะชอบนะครับ

ล่าสุดก่อนมาดูเรื่องนี้ ผมได้โหลดเรื่อง I Am Legend มาดูครับ ผมค่อนข้างผิดหวัง เพราะเห็นโฆษณาเยอะ เลยพลอยตั้งความหวังเอาไว้สูง หลายคนอาจจะชอบ แต่ผมรู้สึกมันก็คล้ายๆหนังสายผีดิบทั้งหลายนะ บรรดา CG ทั้งหลาย ผมดูแล้วมันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่อะ ยิ่งทำให้ความรู้สึกร่วมไปกับหนังมันลดลงไปเยอะเลย แต่อาจจะเป็นที่ดูจอเล็กด้วยมั๊งครับ ไปดูโรงน่าจะดีกว่านี้อีกเยอะ

25501221

ผม(ยัง)ไม่เหมาะกับ Mac OS

ไม่ได้เขียนซะนานเลย ปีหน้าคิดว่าจะพยายามเข้ามาเขียนให้บ่อยขึ้นครับ (แต่ไม่ควรเชื่อครับ อิอิ)


เพิ่งจะได้มีโอกาสใช้ Mac กับเค้ามาราวๆหนึ่งเดือนได้ครับ ผมเลือกซื้อ Mac mini รุ่นต่ำที่สุด (Mac มือหนึ่งที่ถูกที่สุดในตลาด เพราะงบจำกัด) เพราะว่า โดยส่วนตัวเลย ชอบรูปร่างของมันครับ ใจจริงผมไม่เจาะจงว่าจะต้องใช้ Mac mini แต่ว่าอยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัวเล็กๆน่ารักๆ เคยใช้ Desktop PC มาหลายเครื่อง ก็ใหญ่ๆหนักๆกันทั้งนั้น แต่สมัยก่อนผมว่าเหมาะที่จะใช้แบบนั้น เพราะว่าผมมักจะชอบซื้อนั่นซื้อนี่มาใส่เพิ่มในเครื่องเสมอ แต่พอมาช่วงหลังนี่ ผมไม่ค่อยจะบ้าซื้อเท่าไหร่แล้ว แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก็เพียบพร้อมมากมายอยู่แล้วด้วย จริงๆถ้ามี Desktop PC ที่ตัวเล็กๆอย่าง Mac mini ผมก็อาจจะเลือกใช้นะ แต่ผมยังหาไม่เจอเลย

แต่ว่าพอวันที่สองที่ผมซื้อ Mac mini มาใช้ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึง Windows XP ที่คุ้นเคยเอามากๆเลยครับ เพราะว่าตลอดเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์มา ผมก็ใช้มาแต่ Windows นี่แหละ เรียกว่ามันคุ้นเคยกันมานาน แม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆนาๆ แต่ผมก็แก้ไขมันได้ และก็ใช้มันทำอะไรหลายๆอย่าง

ผมเลยตัดสินใจไปซื้อ Windows XP Home มาลงผ่าน Boot Camp ครับ (สาเหตุนึงที่ผมตัดสินใจมาลองใช้ Mac ก็เพราะว่ามันลงได้ทั้ง Mac OS X และ Windows นี่แหละ) ผมซื้อ Windows XP Home แบบของแท้เลยครับงานนี้ ตั้งใจว่าจะพยายามใช้ซอฟแวร์แท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะจ่ายไหว (จริงๆก็เริ่มรู้สึกด้วยว่าช่วงหลังมานี่ Microsoft เริ่มป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ดีขึ้นเรื่อย เลยกลัวว่าใช้ๆไปแล้วเดี้ยงเวลาสำคัญๆจะแย่เอา)

แต่กว่าจะลงสำเร็จก็เหนื่อยเหมือนกัน ไม่รู้เจ้า Mac mini ของผมมันเป็นอะไร ต้องโทรไปถามที่ร้านที่ซื้อ ให้เค้าช่วยบอกวิธีลงให้ ซึ่งก็สำเร็จด้วยดี

เท่าที่ผมใช้ Mac มา 1 เดือนกว่าๆนี่ ผมรู้สึกว่า Windows XP ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับผมมากกว่า Mac OS X
  • เรื่องของความสวยงามต่างๆ ไม่ใช่ประเด็นที่ผมเลือกใช้ OS (เพราะขนาดใช้ XP ผมก็เซ็ตเป็นแบบหน้าตา windows 2000)
  • เรื่องของความเสถียรของ OS ที่ผมใช้มา Windows ก็ไม่ได้แย่นะ (ตั้งแต่หันมาใช้ firefox ผมว่า XP เสถียรขึ้นเยอะ)
  • ลูกเล่นต่างๆของ Mac OS X ผมว่าไม่จำเป็นสำหรับผม (แต่ก็ชอบ Expose นะครับ)
  • Font ที่ดู smooth ผมกลับไม่ค่อยชอบ ผมว่าแบบ Windows เหมาะแล้วนะ
  • ผมยังไม่คุ้นเอามากๆกับการที่ Menu bar ของโปรแกรมมันแยกออกจากตัวหน้าต่างโปรแกรม และรู้สึกว่ามันใช้ยาก
  • โปรแกรมหลายตัวที่ผมใช้อยู่เป็นประจำบน windows ก็ยังหาตัวที่มาทดแทนไม่ได้
  • Mac OS X เปลี่ยนรูปแบบ Mouse pointer ไม่ได้(ด้วยตัว OS เอง) ผมชอบให้มันใหญ่ๆ ผมลองขยายขนาดดูแล้วบน Mac OS X แต่ว่ามันเบลออะ
  • Clie NR70V ของผมใช้กับ Mac OS X ไม่ได้ (รู้สึกว่าจะต้องใช้ Missing Sync)
  • ผมชอบอ่าน e-book ที่เป็นไฟล์ .chm หรือ help file ของ Windows ซึ่ง Mac OS X ไม่รู้จัก
  • โปรแกรมดูภาพแบบ ACDsee ไม่มี ตอนนี้ใช้ Xee2 อยู่ แต่มันก็ยังไม่ค่อยถูกใจนัก
  • รูปแบบการจัดเก็บไฟล์สไตล์ UNIX ซึ่งผมยังงงๆอยู่มากทีเดียว
  • Flash บน Mac OS X ทำงานได้ช้ากว่าบน Windows XP จริงๆด้วย
อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้หักดิบใช้แต่ Mac OS X เพียวๆไปเลย ก็ได้มั๊ง ผมก็เลยยังคงยึดติดกับรูปแบบของ windows มากๆ เพราะตั้งแต่ซื้อ Mac mini มานี่ ผมว่าผมเปิดใช้ Mac OS X แค่ 10-20% เองน่ะครับ :P

ท่านใดเข้ามาอ่านแล้วมีหนทางแก้ไขในปัญหาของผมก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ผมจะได้ลองไปใช้ Mac OS X กับเค้าบ้าง

แต่ตอนนี้ชักอยากลองใช้ Ubuntu ซะแล้วครับ :D

25500926

ความสุขกับความพอเพียง

ระดับความสุขของแต่ละคนคงไม่เท่ากัน ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับความพอเพียงมากๆ
คือถ้าความต้องการของเราน้อยมาก การได้อะไรมาซักอย่างมันก็มีความสุขมากแล้ว
แต่ถ้าผมเป็นคนที่ไม่เคยพอ การได้สิ่งของเล็กๆอาจจะไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย

ถ้าความสุขเกิดง่ายในเวลาที่เราไม่ต้องการอะไร พอเพียง แบบนี้ชีวิตคงมีความสุขเอามากๆ เห็นอะไรก็สุข ได้ยินอะไรก็สุข

เมื่อวานฟังหนูดีเค้าพูดแล้วชอบอันนึง ที่เค้าบอกว่าตัวเค้าจะมี limit เอาไว้เลย ว่าปีนึงจะทำเงินได้แค่ไหน ไม่เอามากกว่านั้น เพราะจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องมาเหนื่อยทำงานจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น

เค้ายังพูดถึงกล่องความสุขใบโต ที่เมื่อก่อนใส่ของยังไงก็ไม่เต็ม แต่พอเค้ารู้วิธีง่ายที่จะทำให้กล่องเต็ม คือลดขนาดกล่องลง แป๊บเดียวมันก็เต็มแล้ว นึกไปถึงเรื่องแก้วใส่น้ำที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เคยพูดเอาไว้เลย

น่าคิดเหมือนกันแฮะ แบบว่าพอเพียงจริงๆ

25500923

...รู้ทันบริโภคนิยม... ( พระไพศาล วิสาโล )

(ไปอ่านเจอมาแล้วโดนใจ ขอ copy มาไว้ที่นี่ด้วยครับ)

มองจากมุมของศาสนา
ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้
แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม
และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู
ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม
ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า
สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์
(อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่า
สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก

ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง
ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา

มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย
ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา)
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ
เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้
ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน
ที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ
บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่า
การมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น
เช่น รถยนต์จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเดินทาง
โทรศัพท์มือถือจะทำให้เราเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
สามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเสรี
เครื่องสำอางและสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ
จะทำให้เรามีเสรีภาพในการเปลี่ยนตัวตน
หรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ได้ตามใจปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้นความหลากหลายของสินค้า
ทำให้เรามีเสรีภาพในการเลือกและบริโภคอย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด
ในยุคที่เชิดชูปัจเจกภาพ บริโภคนิยม
สามารถทำให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่เหมือนใครก็ได้
ที่สำคัญก็คือ บริโภคนิยมทำให้เราเชื่อว่า
ความสุขนั้นอยู่แค่เอื้อม
ความทุกข์และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
สามารถแก้ได้ด้วยวัตถุสิ่งเสพ
ขอเพียงแต่มีปัญญาหามาบริโภคให้ได้เท่านั้น

แต่สิ่งที่บริโภคนิยมไม่ได้บอกเรา ก็คือ
การที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
ในขณะที่เราไล่ล่าหาความสุขที่อยู่ข้างหน้านั้น
เราได้ละทิ้งความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ไม่ต่างจากหมาคาบเนื้อกลางสะพานในนิทานอีสป ที่ทิ้งเนื้อลงน้ำ
เพียงเพราะอยากได้เนื้อชิ้นใหญ่ในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงเป็นแค่เงา
ยิ่งไล่ล่าหาความสุข ชีวิตกลับเครียดมากขึ้น และสุขภาพย่ำแย่
แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
แต่ชีวิตกลับเร่งรีบวุ่นวาย จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับผู้คนก็แย่ลง
ผลก็คือ แม้จะมีบ้านหลังใหญ่ แต่ไร้ความอบอุ่น
แม้จะมีรถหลายคัน แต่ไม่เคยมีเวลาข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้าน
และแม้จะโทรศัพท์หรือออนไลน์ข้ามโลก
แต่กลับห่างเหินกับคนในบ้าน
ขณะที่ในบ้านเราติดแอร์เย็นสบาย
แต่นอกบ้านกลับร้อนอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะ
และไม่ปลอดภัยที่จะเดินกลางคืน

ร้ายกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราได้มาด้วยราคาที่แพงนั้น
ก็หาใช่ของจริงที่ต้องการไม่
เสรีภาพที่บริโภคนิยมสัญญาว่าจะให้นั้น
แท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสรีภาพ
ที่จะเลือกซื้อรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหนเท่านั้นเอง
ขณะที่เรากลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้
จะไปไหนก็ไม่ได้หากขาดรถ
และกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก
หากลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน
จิตใจไร้อิสระ เพราะถูกล่ามไว้กับวัตถุสิ่งเสพ
บริโภคนิยมให้ได้แต่ความสะดวกสบาย
แต่ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะใจไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงไม่เคยเต็มอิ่มเสียที


บริโภคนิยมให้สัญญาว่า
เทคโนโลยีนานาชนิดจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น
แต่แล้วชีวิตเรากลับวุ่น จนแม้แต่จะนอนก็ไม่มีเวลา
อีกทั้งชีวิตก็เร่งรีบกว่าเดิม จนแม้แต่จะกินก็ต้องเคี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนใหม่ ๆ ที่ได้จากการบริโภค ก็ไม่จิรังยั่งยืน
ไม่ใช่เพียงเพราะเราเบื่อตัวตนเหล่านี้
และถูกกระตุ้นให้อยากได้ตัวตนใหม่ ๆ อยู่เสมอเท่านั้น
แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวตนเหล่านี้เป็นเพียงมายา
มันเป็นได้แค่ภาพลักษณ์ ซึ่ง 'ตกรุ่น' ไปในเวลาไม่นาน


ปัญญาพาเท่าทัน
บริโภคนิยมทำให้เราเป็นทาสของวัตถุ
และตกอยู่ในความหลงมากขึ้น
การเป็นไทจากบริโภคนิยม
จะต้องเริ่มต้นจากการมีปัญญา
แลเห็นโทษและข้อจำกัดของมัน กล่าวคือเห็นว่า

๑) ในการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งเสพ เพื่อบริโภคนั้น
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เรายังต้องเสียเวลา พลังงาน และความสุขทางใจ
และอาจต้องแลกกับสุขภาพ
และความสัมพันธ์อันราบรื่นกับผู้คน
ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ใช่แต่เท่านั้นเมื่อได้มาแล้ว
ก็ต้องเป็นภาระในการดูแลรักษา คอยห่วงกังวล
แต่ไม่ว่าจะดูแลรักษาหรือห่วงกังวลเพียงใด
ในที่สุดสิ่งนั้นก็ต้องเสื่อมเสีย สูญหาย
หรือพลัดพรากไปจากเรา
มองให้กว้างออกไป วัตถุสิ่งเสพเหล่านี้
ไม่ได้สร้างภาระให้เราคนเดียวเท่านั้น
หากยังสร้างภาระให้แก่สังคม
ยิ่งเราเสพมากเท่าไร ก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างน้อยก็ในรูปของขยะและมลพิษ

๒)วัตถุสิ่งเสพ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้อย่างแท้จริง
มันให้อย่างมากแค่ความสะดวกสบายทางประสาททั้งห้า
จริงอยู่ตอนที่เสพหรือได้มาใหม่ ๆ ก็มีความสุข
แต่ความสุขนั้น ก็จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
ไม่นานความสุข ก็จะกลายเป็นความทุกข์
อาหารไม่ว่าอร่อยเพียงใด
แต่ถ้ากินทุกมื้อไปทั้งเดือน ก็ทำให้เอียนได้
เพลงไม่ว่าจะไพเราะเพียงใด
หากฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ
แม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความสุขใจเมื่อสวมใส่
หรือโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เจ้าของภูมิอกภูมิใจที่ได้โชว์
แต่ไม่นานก็กลายเป็นของล้าสมัยที่ไม่มีใครอยากใช้


การเห็นโทษและข้อจำกัดของวัตถุสิ่งเสพ
จะช่วยให้เรารู้เท่าทันการโฆษณา
(ซึ่งล้วนแต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ของสินค้า)
และทำให้เราไม่หลงคล้อยตามบริโภคนิยมไปง่าย ๆ
แต่การเห็นเพียงเท่านั้น ยังไม่พอ
เราจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมได้
ก็เพราะมีปัญญาแลเห็นทางเลือกที่ดีกว่าด้วย
กล่าวคือ เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ
วัตถุเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ
แม้วัตถุหรือความสบายทางกาย จะช่วยให้เรามีความสุข
แต่ก็เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
เลยจากนั้นไปต้องอาศัยการรักษาใจอย่างถูกต้อง
หากรักษาใจไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเศรษฐีพันล้าน
หรือได้โชคหลายสิบล้านจากล็อตเตอรี่ ก็ยังฆ่าตัวตายได้
ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อย มีเงินไม่มากแต่ก็มีความสุข
บางคน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคร้าย
ก็ยังพูดได้เต็มปากว่า 'โชคดีที่เป็นมะเร็ง'
หรือแม้เป็นโรคหัวใจจนเกือบตาย
แต่ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่งสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจ
วัตถุสิ่งเสพเป็นได้อย่างมากแค่อุปกรณ์เสริมไปสู่ความสุข
แต่หาใช่ตัวความสุขไม่ 'ความสุขที่คุณดื่มได้' ในชีวิตจริงหามีไม่



๓) การเปลี่ยนแปลงตัวตนหรือเป็นคนใหม่นั้น
สำเร็จได้ก็ด้วยการกระทำ มิใช่เกิดจากการบริโภค
การบริโภคนั้น ทำได้อย่างมากเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์
และไม่ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างไร
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนใหม่ไปได้
ร้ายกว่านั้นก็คือ ทำให้เราเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ
และเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับวัตถุ
ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าเลย
จนกว่าจะมีวัตถุสิ่งเสพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม อยู่ใกล้ตัว
อันทีจริงคุณค่าในตัวเองเกิดขึ้นได้
ก็จากการทำสิ่งดีงามและสร้างสรรค์
ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น
หากยังผลย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทั้งกายและใจ
ให้มีคุณภาพใหม่ และทำให้เราค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเรา
ความเป็นคนใหม่หรือสำนึกในตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุนี้



คัดลอกจาก...
คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]

รู้ทันบริโภคนิยม [ มติชน 15-10-49 ]

ที่มา : http://www.budnet.info/webb0ard/view.php?category=textb&wb_id=137
ลูกโป่ง [DT02577] [ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 14:21 น. ]