และแล้วก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆเลย
รอบปีที่ผ่านมานี้ก็มีบ้างที่กินเนื้อสัตว์ ล่าสุดก็เพิ่งจะกินข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไปเพราะไม่มีโอกาสเลือก
แต่ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกกินผักเอาแทน ซึ่งร่างกายก็ดูแข็งแรงดี สุขภาพทั่วไปไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร
ที่ผมสังเกตอย่างนึงคือ ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ผมจะป่วยหนักๆทุกครั้ง จนพ่อกับแม่ต้องมารับตัวไปดูแลที่ชัยนาท แต่มาปีนี้ผมป่วยเช่นกัน เพราะความร้อนช่วงเดือนเมษายน แต่ว่าต่่างกันตรงที่ ผมไม่ได้ป่วยหนักๆเหมือนก่อน นอนพักวันนึงก็หายเป็นปกติแล้ว เลยรู้สึกเอาเองว่า ร่างกายของผมน่าจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆครับ งานนี้คงต้องดูกันยาวๆ แต่ผมจะมาอัพเดทเรื่อยๆทุกๆปี ใน blog อันนี้ครับ
25500513
25500416
หมดยุคของเทปเพลงแล้วหรือเนี่ย
ค่อนข้างงงไปพอสมควรเลยครับ ที่เพิ่งจะรู้ว่าเทปเพลงเดี๋ยวนี้เค้าไม่มีวางขายกันแล้ว (เชยมากเลยแฮะ)
เรื่องของเรื่องก็คือ คุณยายผมเค้ามีเทปเพลงเก่าๆอยู่เยอะมาก ทั้งซื้อและก็ทั้งที่อัดจากสถานีวิทยุต่างๆ ทีนี้่แกก็ไม่อยากทิ้ง แกชอบ แกบอกเพลงหายากทั้งนั้นเลยนะ แล้วทีนี้เครื่องเล่นเทปอันเก่าของแกก็เสียมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่แกก็ไม่มีโอกาสไปซื้อเครื่องใหม่ น้าบิ๊กลูกชายของยายก็ซื้อเครื่องเสียงอันใหม่อย่างดีมาให้ แต่ก็ดีเกินไปไม่มีช่องใส่เทปซะนี่
ทีนี้ผมก็เลยพาแกไปเดินเลือกซื้ออันใหม่ที่ The Mall ก็ไปเดินดูที่ Sony กันเลย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า เพราะที่ได้ลองๆมา Sony มันทนที่สุดละ แต่ความต้องการของยายผมต้องการแค่ให้ฟังเทปกับวิทยุได้เท่านั้น ยายผมเค้าเล่น CD ไม่เป็น ก็เลยอยากได้ที่มีแค่เทปกับวิทยุ ซึ่งมันก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเท่านั้นเอง ก็เลยเอาแบบเล็กสุด เพราะว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอยู่แล้ว
พอได้เครื่องเล่นคุณยายก็อยากได้เทปเอามาเปิดฟังด้วย ก็เลยถามพนักงานขายว่ามีเทปเพลงขายไหม พนักงานทำหน้างงๆแบบไม่ค่อยเข้าใจคำถาม แล้วก็บอกว่าไม่มีนะครับ มีแต่ CD เพลง ผมได้ยินก็ตกกะใจเล็กน้อย และก็คิดว่าคงขายไม่ดีแล้วเลยไม่เอามาขาย
ผมเลยพายายไปดูร้าน CAP ที่ Seacon Square ซึ่งเป็นร้านขายเทปที่เมื่อก่อนผมชอบมาซื้ออยู่บ่อยๆ และก็พบว่า ที่ร้านนี้ไม่มีเทปเพลงขายแล้วเช่นกัน! สอบถามพนักงานขาย เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยผลิตเทปเพลงออกมาขายแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าราคาของเทปกับ CD มันใกล้เคียงกันมาก แถมคุณภาพก็ต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คิดๆดูก็ท่าจะจริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมซื้อเทปนั้นราคามันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยแล้ว(ราคาบนปกเทป) ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจะซื้อเท่าไหร่
สุดท้ายเลยพายายไปซื้อเทปเพลงเก่าๆที่ร้านขายเพลงเก่าสมัยโบราณ ซึ่งบนแผงก็มีเทปวางอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกงงพอสมควร ว่าสองปีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายพอสมควรเลยทีเดียว
ผมก็เริ่มคิดต่อว่า CD มันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ ผมว่า CD มันยังใหญ่มากเกินไป ถ้าเทียบกับขนาดของเทปเพลง(ความกว้าง,ยาว) ผมเลยมองว่ามันน่าจะมี Media ตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ CD อาจจะเป็น Memory Card เล็กๆ อย่าง SD card หรือ Mini SD card อะไรแบบนี้ไปเลยหรือเปล่า เพราะผมว่าความจุของมันก็ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยสวนทางกับราคาของมัน ถ้ามันสามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานอย่างแผ่น CD ได้ในปัจจุบัน ผมว่าอนาคตของมันน่าจะมาแทนที่ CD ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
และผมว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็พัฒนารวดเร็วมากๆ เมื่อก่อนกว่าแผ่นเสียงจะหายไปผมว่ามันก็นานมากนะ แล้วก็ช่วงที่ VHS เริ่มจากโลกไป ตอนนี้มาถึงคิวของเทปคาสเซ็ตแล้ว
จนผมว่าคนที่กำลังเก็บสะสม CD อยู่ในวันนี้ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงวันที่มันจะอำลาวงการไปด้วยเหมือนกัน
ไม่สะสมอะไรเอาไว้ดีที่สุดแล้วครับ
เรื่องของเรื่องก็คือ คุณยายผมเค้ามีเทปเพลงเก่าๆอยู่เยอะมาก ทั้งซื้อและก็ทั้งที่อัดจากสถานีวิทยุต่างๆ ทีนี้่แกก็ไม่อยากทิ้ง แกชอบ แกบอกเพลงหายากทั้งนั้นเลยนะ แล้วทีนี้เครื่องเล่นเทปอันเก่าของแกก็เสียมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่แกก็ไม่มีโอกาสไปซื้อเครื่องใหม่ น้าบิ๊กลูกชายของยายก็ซื้อเครื่องเสียงอันใหม่อย่างดีมาให้ แต่ก็ดีเกินไปไม่มีช่องใส่เทปซะนี่
ทีนี้ผมก็เลยพาแกไปเดินเลือกซื้ออันใหม่ที่ The Mall ก็ไปเดินดูที่ Sony กันเลย เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า เพราะที่ได้ลองๆมา Sony มันทนที่สุดละ แต่ความต้องการของยายผมต้องการแค่ให้ฟังเทปกับวิทยุได้เท่านั้น ยายผมเค้าเล่น CD ไม่เป็น ก็เลยอยากได้ที่มีแค่เทปกับวิทยุ ซึ่งมันก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเท่านั้นเอง ก็เลยเอาแบบเล็กสุด เพราะว่าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอยู่แล้ว
พอได้เครื่องเล่นคุณยายก็อยากได้เทปเอามาเปิดฟังด้วย ก็เลยถามพนักงานขายว่ามีเทปเพลงขายไหม พนักงานทำหน้างงๆแบบไม่ค่อยเข้าใจคำถาม แล้วก็บอกว่าไม่มีนะครับ มีแต่ CD เพลง ผมได้ยินก็ตกกะใจเล็กน้อย และก็คิดว่าคงขายไม่ดีแล้วเลยไม่เอามาขาย
ผมเลยพายายไปดูร้าน CAP ที่ Seacon Square ซึ่งเป็นร้านขายเทปที่เมื่อก่อนผมชอบมาซื้ออยู่บ่อยๆ และก็พบว่า ที่ร้านนี้ไม่มีเทปเพลงขายแล้วเช่นกัน! สอบถามพนักงานขาย เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ค่อยผลิตเทปเพลงออกมาขายแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าราคาของเทปกับ CD มันใกล้เคียงกันมาก แถมคุณภาพก็ต่างกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว คิดๆดูก็ท่าจะจริง เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมซื้อเทปนั้นราคามันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยแล้ว(ราคาบนปกเทป) ก็คงไม่ค่อยมีใครอยากจะซื้อเท่าไหร่
สุดท้ายเลยพายายไปซื้อเทปเพลงเก่าๆที่ร้านขายเพลงเก่าสมัยโบราณ ซึ่งบนแผงก็มีเทปวางอยู่แค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกงงพอสมควร ว่าสองปีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายพอสมควรเลยทีเดียว
ผมก็เริ่มคิดต่อว่า CD มันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ ผมว่า CD มันยังใหญ่มากเกินไป ถ้าเทียบกับขนาดของเทปเพลง(ความกว้าง,ยาว) ผมเลยมองว่ามันน่าจะมี Media ตัวใหม่ที่เข้ามาแทนที่ CD อาจจะเป็น Memory Card เล็กๆ อย่าง SD card หรือ Mini SD card อะไรแบบนี้ไปเลยหรือเปล่า เพราะผมว่าความจุของมันก็ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยสวนทางกับราคาของมัน ถ้ามันสามารถทำให้กลายเป็นมาตรฐานอย่างแผ่น CD ได้ในปัจจุบัน ผมว่าอนาคตของมันน่าจะมาแทนที่ CD ได้อย่างสบายเลยทีเดียว
และผมว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็พัฒนารวดเร็วมากๆ เมื่อก่อนกว่าแผ่นเสียงจะหายไปผมว่ามันก็นานมากนะ แล้วก็ช่วงที่ VHS เริ่มจากโลกไป ตอนนี้มาถึงคิวของเทปคาสเซ็ตแล้ว
จนผมว่าคนที่กำลังเก็บสะสม CD อยู่ในวันนี้ก็อาจจะต้องเริ่มคิดถึงวันที่มันจะอำลาวงการไปด้วยเหมือนกัน
ไม่สะสมอะไรเอาไว้ดีที่สุดแล้วครับ
25500327
ย้ายบ้านเหมือนการเตรียมตัวตาย
ช่วงนี้ผมกำลังวุ่นอยู่กับการจัดการข้าวของต่างๆ เพราะว่าจะย้ายกลับเมืองไทยแล้ว และก็ไม่ได้ชิพอะไรกลับเลย ก็เลยต้องมาจัดการโละข้าวของที่ไม่จำเป็นออกไปเพราะเนื้อที่มีจำกัดแค่กระเป๋า ๓ ใบ
ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ย้ายกลับเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหมือนการเตรียมตัวตายของผม เหมือนมันสอนให้ผมได้รู้จักว่าการที่มีของมากมายก่อนที่จะตายนั้นมีผลเป็นยังไง ถ้าผมตายในวันนี้ ของที่เหลือมากมายของผมก็คงจะต้องถูกทิ้งไป อาจจะมีคนเอาไปใช้ได้บ้างแต่ก็คงไม่ทั้งหมด
การย้ายกลับเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นข้อผิดพลาดในหลายๆจุด
ผมเริ่มจัดการข้าวของช้าเกินไป ผมควรจะเริ่มจัดการทิ้งข้าวของตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนกลับ เพราะจะได้มีเวลาในการขายหรือบริจาคให้คนอื่นไปได้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาสิ่งของที่ผมมีให้กับคนอื่นๆได้ แม้ที่นี่จะมีเรื่องของ Moving sale, Garage sale แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดข้าวของเหลือใช้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
สุดท้ายข้าวของหลายอย่างก็จะไปอยู่ในกองขยะ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร
เดี๋ยวพอผมกลับไปถึงเมืองไทย ผมก็จะเจอกับประสบการณ์การย้ายบ้านอีกครั้ง แต่มันคงจะหนักหนากว่าครั้งนี้แน่เลย เพราะของที่เมืองไทยผมมันเยอะมากๆ ผมคงต้องเผื่อเวลาในการจัดการให้มากกว่านี้
ชีวิตผมก็คงเหมือนกัน คงต้องรีบจัดการข้าวของต่างๆ เตรียมตัวสู่การย้ายไปสู่ร่างอื่นได้ทุกเวลา เพราะผมคงจะไม่รู้ว่าผมจะต้องย้ายเมื่อไหร่
ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ย้ายกลับเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหมือนการเตรียมตัวตายของผม เหมือนมันสอนให้ผมได้รู้จักว่าการที่มีของมากมายก่อนที่จะตายนั้นมีผลเป็นยังไง ถ้าผมตายในวันนี้ ของที่เหลือมากมายของผมก็คงจะต้องถูกทิ้งไป อาจจะมีคนเอาไปใช้ได้บ้างแต่ก็คงไม่ทั้งหมด
การย้ายกลับเมืองไทยในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นข้อผิดพลาดในหลายๆจุด
ผมเริ่มจัดการข้าวของช้าเกินไป ผมควรจะเริ่มจัดการทิ้งข้าวของตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนกลับ เพราะจะได้มีเวลาในการขายหรือบริจาคให้คนอื่นไปได้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มีโอกาสที่จะเอาสิ่งของที่ผมมีให้กับคนอื่นๆได้ แม้ที่นี่จะมีเรื่องของ Moving sale, Garage sale แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดข้าวของเหลือใช้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
สุดท้ายข้าวของหลายอย่างก็จะไปอยู่ในกองขยะ ที่ไม่มีประโยชน์อะไร
เดี๋ยวพอผมกลับไปถึงเมืองไทย ผมก็จะเจอกับประสบการณ์การย้ายบ้านอีกครั้ง แต่มันคงจะหนักหนากว่าครั้งนี้แน่เลย เพราะของที่เมืองไทยผมมันเยอะมากๆ ผมคงต้องเผื่อเวลาในการจัดการให้มากกว่านี้
ชีวิตผมก็คงเหมือนกัน คงต้องรีบจัดการข้าวของต่างๆ เตรียมตัวสู่การย้ายไปสู่ร่างอื่นได้ทุกเวลา เพราะผมคงจะไม่รู้ว่าผมจะต้องย้ายเมื่อไหร่
25500303
มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด
(เขียนเมื่อ 27 Jan 2007)
เพราะว่ามนุษย์ไม่มีสัญชาตญาณแบบสัตว์อื่นๆ เกิดมาต้องเรียนรู้ กว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ หาอาหารเองได้ก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว
แต่มนุษย์ก็กลับสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้สูงส่งจนเทวดาต้องเคารพ อย่างพระพุทธเจ้านั่นเอง
แปลกประหลาดจริงๆ
เพราะว่ามนุษย์ไม่มีสัญชาตญาณแบบสัตว์อื่นๆ เกิดมาต้องเรียนรู้ กว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ หาอาหารเองได้ก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว
แต่มนุษย์ก็กลับสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้สูงส่งจนเทวดาต้องเคารพ อย่างพระพุทธเจ้านั่นเอง
แปลกประหลาดจริงๆ
เจริญที่กระบวนการ
(เขียนเมื่อ 2 Feb 2007)
ฟังธรรมมะจากพระพรหมคุณาภรณ์ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
มีตอนนึงที่ท่านพูดว่า
สิ่งของต่างๆที่เราหามาใช้นั้น ที่เราบอกว่ามีแล้วเราเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น จริงๆแล้วความเจริญมันอยู่ที่ตัวสิ่งของ หรือกระบวนการคิดประดิษฐ์สิ่งของเหล่านั้น
ฟังแล้วก็ได้คิดว่า เออ จริงแฮะ ข้าวของต่างๆที่มาอำนวยความสะดวกให้เรานั้นตัวสิ่งของมันเป็นแค่ผลลัพท์ของการประดิษฐ์คิดค้น ตรงนั้นสิน่าจะเรียกว่าความเจริญที่แท้จริง เราจะมีสิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเรายังไม่มีความคิดในการประดิษฐ์สร้างสรรค์ เราก็ไม่ได้เจริญขึ้นเลย
ฟังธรรมมะจากพระพรหมคุณาภรณ์ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
มีตอนนึงที่ท่านพูดว่า
สิ่งของต่างๆที่เราหามาใช้นั้น ที่เราบอกว่ามีแล้วเราเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น จริงๆแล้วความเจริญมันอยู่ที่ตัวสิ่งของ หรือกระบวนการคิดประดิษฐ์สิ่งของเหล่านั้น
ฟังแล้วก็ได้คิดว่า เออ จริงแฮะ ข้าวของต่างๆที่มาอำนวยความสะดวกให้เรานั้นตัวสิ่งของมันเป็นแค่ผลลัพท์ของการประดิษฐ์คิดค้น ตรงนั้นสิน่าจะเรียกว่าความเจริญที่แท้จริง เราจะมีสิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเรายังไม่มีความคิดในการประดิษฐ์สร้างสรรค์ เราก็ไม่ได้เจริญขึ้นเลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
