หลังจากบ้าสินค้ามือสองจากอีเบย์อยู่พักใหญ่ๆ เพราะว่าราคามันถูกกว่าซื้อมือหนึ่งเยอะ แต่สิ่งที่มันขาดหายไปก็คือเทคโนโลยีใหม่ๆ
วันนี้ผมเอาเจ้า notebook ตัวเก่ามาเปิดชาร์จไฟ ซึ่งมันเป็นรุ่น Pentium II 333MHz, 128MB RAM, 60GB HDD
มันช้ามากๆ เมื่อเทียบกับเจ้า Core2Duo 1.83GHz ที่ผมใช้อยู่ตอนนี้ ผมลองทำการลบไฟล์ขยะต่างๆ Core2Duo ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่ Pentium II กินเวลาเป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว
ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันจะคุ้มไหมนะ ที่เราจะใช้เจ้าคอมพิวเตอร์ตัวเก่าทำงานต่อไป
เพราะว่าการใช้พลังงานของเจ้าตัวเก่าก็มากพอๆกับเครื่องใหม่ แต่ว่าประสิทธิภาพที่ได้แตกต่างกันอย่างมาก
ปัญหาพลังงานเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆจากการบริโภคพลังงานที่มากขึ้นๆของมนุษย์ แต่แหล่งพลังงานก็มีอยู่อย่างจำกัด แถมค่อยๆลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้ราคาพลังงานต่างๆพุ่งสูงขึ้น
ถ้าผมเอาคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาทำงานที่ผมทำอยู่ ผมอาจจะต้องเสียเวลาไปกับการคำนวณที่ช้าของมัน ทำให้ผมต้องบริโภคพลังงานมากยิ่งขึ้น ปล่อยความร้อนออกมามากยิ่งขึ้น
ถ้าผมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ที่บริโภคพลังงานน้อยลง แล้วทิ้งคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกชิ้นบนโลกนี้ เพราะผมมองที่การประหยัดพลังงานเป็นหลักมันจะคุ้มค่ากันไหมนะ
ทำยังไงให้คอมพิวเตอร์เก่าๆมีประโยชน์ขึ้นมาได้แบบคุ้มค่าดีล่ะเนี่ย
25510519
25510420
น่าจะมีคนทำเครื่องแยกมวลสารออกมา
http://www.mdolla.com/2008/04/chinese-city-to-process-waste.html
ไปเห็นรูปในเว็บนี้เข้าเลยรู้สึกว่าขยะเทคโนโลยีมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้มันพัฒนากันเร็วแป๊บๆตกรุ่นแล้ว ถ้าบ้าตามเทคโนโลยีนี่เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนเครื่องซื้อใหม่อีกแระ
แล้วผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันบอบบางลง มันไม่ทนทานเหมือนก่อน มันจะเป็นเพราะมันทำอะไรได้เยอะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือว่าเป็นเพราะแผนการตลาดก็ไม่รู้ แต่มันทำให้อะไรๆเสียง่ายขึ้น หล่นทีเดียวก็ใช้ไม่ได้แล้ว แล้วราคาค่าซ่อมก็ไม่คุ้มด้วย ซื้อใหม่แพงกว่านิดเดียวแถมได้อะไรใหม่ๆมาอีกเพียบ(กล้องดิจิตอล,มือถือนี่เห็นชัดมากเลย)
พอซ่อมไม่คุ้มละ ก็ต้องเก็บไว้ให้รกบ้าน ไม่ก็ทิ้งไป กลายเป็นขยะรกโลกขึ้นมาอีก
มันน่าจะมีคนคิดเครื่องแยกมวลสารออกมาได้แล้วนะ แบบว่าให้มันแยกออกมาได้เลยว่านี่นะ ทองแดง ทองเหลือง สังกะสี พลาสติก ไม้ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะได้ไม่ต้องมานั่งแยกชิ้นส่วนกันให้เมื่อย แถมยังเอากลับไปผลิตมาขายใหม่ได้อีกด้วย
ฝันๆๆต่อไป...
ไปเห็นรูปในเว็บนี้เข้าเลยรู้สึกว่าขยะเทคโนโลยีมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้มันพัฒนากันเร็วแป๊บๆตกรุ่นแล้ว ถ้าบ้าตามเทคโนโลยีนี่เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนเครื่องซื้อใหม่อีกแระ
แล้วผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันบอบบางลง มันไม่ทนทานเหมือนก่อน มันจะเป็นเพราะมันทำอะไรได้เยอะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือว่าเป็นเพราะแผนการตลาดก็ไม่รู้ แต่มันทำให้อะไรๆเสียง่ายขึ้น หล่นทีเดียวก็ใช้ไม่ได้แล้ว แล้วราคาค่าซ่อมก็ไม่คุ้มด้วย ซื้อใหม่แพงกว่านิดเดียวแถมได้อะไรใหม่ๆมาอีกเพียบ(กล้องดิจิตอล,มือถือนี่เห็นชัดมากเลย)
พอซ่อมไม่คุ้มละ ก็ต้องเก็บไว้ให้รกบ้าน ไม่ก็ทิ้งไป กลายเป็นขยะรกโลกขึ้นมาอีก
มันน่าจะมีคนคิดเครื่องแยกมวลสารออกมาได้แล้วนะ แบบว่าให้มันแยกออกมาได้เลยว่านี่นะ ทองแดง ทองเหลือง สังกะสี พลาสติก ไม้ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะได้ไม่ต้องมานั่งแยกชิ้นส่วนกันให้เมื่อย แถมยังเอากลับไปผลิตมาขายใหม่ได้อีกด้วย
ฝันๆๆต่อไป...
25510316
นมวัวดีสำหรับมนุษย์จริงหรือ
ลูกวัวดูดนมแม่วัวอย่างเก่ง ก็แค่ปีเดียว มันก็ไม่ดูดนมแม่แล้ว หันไปกินหญ้าแทน ที่มันตัวโตแข็งแรง ไม่ได้มาจากนม มาจากหญ้าที่วัวกินตลอดชีวิต ไม่หันกลับไปกินนมแม่มันอีกเลย นับแต่วันหย่านมลูกวัวกินแค่ระยะแรกที่ที่เพิ่งเกิดเท่านั้น เพราะอวัยวะภายในยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะเคี้ยว ย่อย อาหารอื่นได้
แต่มนุษย์ผู้เจริญ กลับไปเอานมวัวมากินกันจนแก่ตาย ถ้านมวัวดีจริงดังว่า ทำไมลูกวัวถึงไม่กินนมแม่วัวจนแก่ตายบ้างเล่า เราลองคิดกันบ้างไหม
มี หลายท่านบอกว่า ถ้าไม่กินนมแล้วจะกินอะไร จะได้แคลเซียมมาจากไหน กระดูกมิได้ผุ-พรุนกันหมดหรือก็ต้องตอบว่า ให้ไปถามลูกวัวซิว่า ไม่กลัวกระดูกผุหรือ ที่ไม่กินนมแม่ต่อไปน่ะ
“เชิญเอ็งกินเข้าไปเถอะ นมแม่ข้าน่ะ ข้ามีฟันที่แข็งแรงแล้ว ขอกินหญ้าดีกว่า ทำให้แข็งแรงและกระดูกใหญ่กว่าเอ็งเยอะเลย เชิญโง่กินกันไปเถอะ” สมมุติ ถ้าลูกวัวมันพูดได้นะ
อาหาร ของมนุษย์ไม่ใช่เนื้อ นม ถ้าจะกิน จะดื่มให้มันน้อยๆ หน่อย อย่าโหมอัดเข้าไปเต็มที่ มันจะพากันเจ็บป่วย เพราะมันย่อยยาก น้ำย่อยเราเจือจางกว่าสัตว์กินเนื้อ ตั้ง 20 เท่า และน้อยกว่า 3 เท่า ลำไส้เราก็ยาวกว่าสัตว์กินเนื้อเกือบ 10 เท่า อาหารของเราคือ ธัญญพืช ผัก ผลไม้ ที่ย่อยง่ายกว่า ปูดเน่าได้ช้ากว่า จึงอยู่ในลำไส้ได้นานพอที่จะถูกย่อยหมดไปได้ ไม่เหลือตกค้าง ให้เกิดเป็นของเสีย
น่าคิดดีครับ ไปเจอมาจากเว็บนี้ ที่แจงส่งมาให้ครับ http://www.the-arokaya.com/
แต่ผมก็ยังดื่มอยู่นะ เพราะยังหาอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ได้ :P
25510125
ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ
วันนี้มีอีเมลส่งมาจากร้านขายของเล่นที่ผมอาจจะเคยไปสั่งของเล่นเค้าเมื่อก่อนนี้ เค้าเลยส่งมาบอกว่าช่วงนี้มีอะไรลดราคาบ้าง เห็นน่าสนใจดีเลยเข้าไปดู แล้วก็ไล่ดูใหญ่เลยด้วยความสนอกสนใจ ของเล่นสมัยนี้ทำดีจริงๆ เห็นแล้วทึ่งว่านี่ของเล่นหรือเนี่ย ทำไมรายละเอียดมันดีจัง ข้อต่ออะไรก็ทำเนียนมากๆ
ก็เลยเริ่มมานั่งคิดว่า เอ๊ เรานี่อยากได้มันหรือเปล่า คำตอบก็คืออยากได้ แต่ยังไงยังไงก็คงไม่ซื้อแน่ๆ เพราะว่าไม่รู้จะเอามาทำอะไร ที่จะเก็บก็ไม่ค่อยจะมี เอามาตั้งให้ฝุ่นจับซะเปล่าๆ (คำตอบพวกนี้ได้มาจากประสบการณ์ที่เคยมีของเล่นเยอะแยะ)
มานั่งคิดต่อว่า เอ.. จริงๆแล้วผมอยากได้'ของเล่น' หรืออยากได้ 'ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ' กันแน่นะ
ถ้าผมอยากได้ของเล่น เมื่อได้มาแล้วมันก็คงจะมีความสุขกับมันได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็น ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ มันก็จะมีมาแว่บแรกที่มันเปลี่ยนจาก ไม่มี มาเป็น มี พอมีแล้ว ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของมันก็คงจะลดลงไป ก็มันไม่ต้องไขว่คว้าหามาแล้วนี่ (คนอื่นอาจจะไม่เป็นเหมือนผม)
ผมคิดไปถึงบ้าน รถยนต์ แฟน ครอบครัว ลูก เงินสิบล้าน ร้อยล้าน ผมต้องการประสบการณ์ของคนที่มีของแบบนั้นหรือเปล่า ทุกคนที่ต้องการมีสิ่งของเหล่านั้น อยากมีประสบการณ์แบบคนที่เค้ามีแบบนั้นบ้างหรือเปล่า หรือว่าเราต้องการที่จะมีสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ ต้องการมีแฟนสวยๆแบบคนอื่นเค้า อยากมีเงินร้อยล้านพันล้านแบบคนนั้นคนนี้..
เพราะว่าบางครั้ง มันก็ไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างที่คิดไว้เสมอไป รถสปอร์ตราคาแพงๆ มันก็ต้องมีการดูแลมากกว่ารถตลาดๆทั่วๆไป ยางก็พิเศษ น้ำมันก็ต้องพิเศษ และอีกหลายๆปัจจัยที่เราอาจจะยังไม่รู้ ถ้า้เรายังไม่เคยมี (ต่อให้ศึกษาหาข้อมูลมามากแค่ไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้รู้หมดเหมือนกับมีเอง)
แต่ถ้าเราสามารถที่จะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยมีมันมาก่อนเลยล่ะ เราจะยังรู้สึกอยากได้มันอยู่ไหม เราจะขวนขวายพยายามหามันมาครอบครองไหม
บ่นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดๆแล้วก็พิมพ์เลย อาจจะมั่วๆดิบๆนะครับ ตามประสาคนงงๆกับชีวิต :P
ก็เลยเริ่มมานั่งคิดว่า เอ๊ เรานี่อยากได้มันหรือเปล่า คำตอบก็คืออยากได้ แต่ยังไงยังไงก็คงไม่ซื้อแน่ๆ เพราะว่าไม่รู้จะเอามาทำอะไร ที่จะเก็บก็ไม่ค่อยจะมี เอามาตั้งให้ฝุ่นจับซะเปล่าๆ (คำตอบพวกนี้ได้มาจากประสบการณ์ที่เคยมีของเล่นเยอะแยะ)
มานั่งคิดต่อว่า เอ.. จริงๆแล้วผมอยากได้'ของเล่น' หรืออยากได้ 'ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ' กันแน่นะ
ถ้าผมอยากได้ของเล่น เมื่อได้มาแล้วมันก็คงจะมีความสุขกับมันได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็น ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ มันก็จะมีมาแว่บแรกที่มันเปลี่ยนจาก ไม่มี มาเป็น มี พอมีแล้ว ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของมันก็คงจะลดลงไป ก็มันไม่ต้องไขว่คว้าหามาแล้วนี่ (คนอื่นอาจจะไม่เป็นเหมือนผม)
ผมคิดไปถึงบ้าน รถยนต์ แฟน ครอบครัว ลูก เงินสิบล้าน ร้อยล้าน ผมต้องการประสบการณ์ของคนที่มีของแบบนั้นหรือเปล่า ทุกคนที่ต้องการมีสิ่งของเหล่านั้น อยากมีประสบการณ์แบบคนที่เค้ามีแบบนั้นบ้างหรือเปล่า หรือว่าเราต้องการที่จะมีสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ ต้องการมีแฟนสวยๆแบบคนอื่นเค้า อยากมีเงินร้อยล้านพันล้านแบบคนนั้นคนนี้..
เพราะว่าบางครั้ง มันก็ไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างที่คิดไว้เสมอไป รถสปอร์ตราคาแพงๆ มันก็ต้องมีการดูแลมากกว่ารถตลาดๆทั่วๆไป ยางก็พิเศษ น้ำมันก็ต้องพิเศษ และอีกหลายๆปัจจัยที่เราอาจจะยังไม่รู้ ถ้า้เรายังไม่เคยมี (ต่อให้ศึกษาหาข้อมูลมามากแค่ไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้รู้หมดเหมือนกับมีเอง)
แต่ถ้าเราสามารถที่จะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยมีมันมาก่อนเลยล่ะ เราจะยังรู้สึกอยากได้มันอยู่ไหม เราจะขวนขวายพยายามหามันมาครอบครองไหม
บ่นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดๆแล้วก็พิมพ์เลย อาจจะมั่วๆดิบๆนะครับ ตามประสาคนงงๆกับชีวิต :P
25510111
ใช้ BitTorrent ช่วยส่งไฟล์ขนาดใหญ่
พอดีว่าผมทำงานร่วมกันกับเพื่อน แล้วแผ่น CD ข้อมูลมาอยู่ที่ผม แล้วขนาดไฟล์ทั้งหมดมันก็ 400MB
ทีแรกพยายามจะลองส่งไฟล์ผ่านเว็บด้วยบริการอย่าง yousendit.com (ผม zip แล้วแบ่งไฟล์แยกเป็นส่วนๆ) แต่ว่าส่งเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน แถมต้องลุ้นตัวโก่งตลอดเลย ยิ่งพอเวลามันใกล้จะเสร็จแล้วมันก็หยุดเอาดื้อๆ ทำให้ท้อเอามากๆ
พยายามหาวิธีส่งไฟล์ไปให้เพื่อนก็ไปเจอกับวิธีส่งผ่าน BitTorrent สมัยนี้แทบทุกคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตคงรู้จักเจ้า BitTorrent กัน เพราะมันช่วยให้การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ทำได้สะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แถมมีไฟล์ให้เลือกโหลดกันมากมายเต็มไปหมด
แต่ถ้าเราจะทำตัวเป็นคนกระจายไฟล์เองบ้างล่ะ? ผมเคยลองแชร์ไฟล์อยู่ครั้งนึง แต่ว่าผมก็ต้องไป submit ไฟล์ torrent กับเว็บไซต์ที่เค้าให้บริการเรื่องพวกนี้ แต่มันคงไม่เหมาะถ้าเราจะเอาไฟล์ที่ใช้ทำงานของลูกค้าไปปล่อยในเว็บแบบนั้น
พอดีที่ไปเจอเว็บนี้เข้า http://www.poromenos.org/tutorials/bittorrent เค้าทำเป็นวิดีโอสอนเลยว่าต้องเซ็ตค่าอะไรยังไงบ้าง ซึ่งมันช่วยได้มากจริงๆ
แต่ตอนแรกผมลองทำแล้วไม่ผ่าน เพื่อนผมโหลดไม่ได้ เลยต้องไปหาวิธีในการ forward port มา จากที่นี่ http://www.portforward.com/english/routers/port_forwarding/Billion/Bipac-5200/default.htm
เพื่อให้ข้อมูลที่ผ่าน modem มันวิ่งไปที่เครื่องผม (ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหลักการซักเท่าไหร่ แต่ว่ามันช่วยให้งานนี้สำเร็จได้ :P )
อ้อ แล้วถ้าอยากจะรู้ว่าเครื่องเรา IP address อะไร ก็ไปดูได้ที่เว็บนี้ครับ http://whatismyipaddress.com/
ผมทดลองส่งไฟล์ขนาด 400MB ไปให้เพื่อนผม ใช้เวลาประมาณ 12-15 ชั่วโมงเห็นจะได้ แต่ข้อดีก็คือ เพื่อนผมสามารถที่จะปิดเครื่องแล้วกลับมาโหลดต่อได้ แต่ว่าเครื่องผมยังต้องเปิดตลอด ไม่งั้น IP address มันจะเปลี่ยนแล้วเพื่อนผมจะโหลดต่อไม่ได้
ทีแรกพยายามจะลองส่งไฟล์ผ่านเว็บด้วยบริการอย่าง yousendit.com (ผม zip แล้วแบ่งไฟล์แยกเป็นส่วนๆ) แต่ว่าส่งเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน แถมต้องลุ้นตัวโก่งตลอดเลย ยิ่งพอเวลามันใกล้จะเสร็จแล้วมันก็หยุดเอาดื้อๆ ทำให้ท้อเอามากๆ
พยายามหาวิธีส่งไฟล์ไปให้เพื่อนก็ไปเจอกับวิธีส่งผ่าน BitTorrent สมัยนี้แทบทุกคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตคงรู้จักเจ้า BitTorrent กัน เพราะมันช่วยให้การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ทำได้สะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แถมมีไฟล์ให้เลือกโหลดกันมากมายเต็มไปหมด
แต่ถ้าเราจะทำตัวเป็นคนกระจายไฟล์เองบ้างล่ะ? ผมเคยลองแชร์ไฟล์อยู่ครั้งนึง แต่ว่าผมก็ต้องไป submit ไฟล์ torrent กับเว็บไซต์ที่เค้าให้บริการเรื่องพวกนี้ แต่มันคงไม่เหมาะถ้าเราจะเอาไฟล์ที่ใช้ทำงานของลูกค้าไปปล่อยในเว็บแบบนั้น
พอดีที่ไปเจอเว็บนี้เข้า http://www.poromenos.org/tutorials/bittorrent เค้าทำเป็นวิดีโอสอนเลยว่าต้องเซ็ตค่าอะไรยังไงบ้าง ซึ่งมันช่วยได้มากจริงๆ
แต่ตอนแรกผมลองทำแล้วไม่ผ่าน เพื่อนผมโหลดไม่ได้ เลยต้องไปหาวิธีในการ forward port มา จากที่นี่ http://www.portforward.com/english/routers/port_forwarding/Billion/Bipac-5200/default.htm
เพื่อให้ข้อมูลที่ผ่าน modem มันวิ่งไปที่เครื่องผม (ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหลักการซักเท่าไหร่ แต่ว่ามันช่วยให้งานนี้สำเร็จได้ :P )
อ้อ แล้วถ้าอยากจะรู้ว่าเครื่องเรา IP address อะไร ก็ไปดูได้ที่เว็บนี้ครับ http://whatismyipaddress.com/
ผมทดลองส่งไฟล์ขนาด 400MB ไปให้เพื่อนผม ใช้เวลาประมาณ 12-15 ชั่วโมงเห็นจะได้ แต่ข้อดีก็คือ เพื่อนผมสามารถที่จะปิดเครื่องแล้วกลับมาโหลดต่อได้ แต่ว่าเครื่องผมยังต้องเปิดตลอด ไม่งั้น IP address มันจะเปลี่ยนแล้วเพื่อนผมจะโหลดต่อไม่ได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
