ผมมีเพื่อนร่วมตึกคนนึง เค้าเลี้ยงหมา และที่นี่คนที่เลี้ยงหมาจะต้องพาหมาออกไปเดินทุกวัน ซึ่งตอนเย็นๆนี่จะเห็นเยอะมากในสวนสาธารณะ
เมื่อวานบังเอิญผมเจอเพื่อนผมกะหมาของเค้าออกมาเดินกันตอนกลางดึก ก็เลยไปเดินเป็นเพื่อน แล้วเวลาที่มันข้ามถนนเพื่อนผมจะบอกให้มันดูซ้ายดูขวา ซึ่งมันก็ไม่เห็นทำ :p ซึ่งมันอาจจะไม่ได้สนใจจะดูจริงๆหรือ หมาเนี่ยมันอาจจะไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัสทางตาเปลืองอย่างมนุษย์ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเรามองผ่านทางสายตา จะเดินไปไหนขึ้นรถลงเรือ สายตาของเราจะเป็นสิ่งที่เราใช้มากเป็นพิเศษ แต่กับหมา ผมว่ามันใช้ประสาทหลายส่วนประกอบกัน คือใช้ทั้งหูและจมูก ในการเดินทาง
นั่นก็อาจจะทำให้ประสาทส่วนต่างๆของมันทำงานได้ดีมากขึ้น เพราะได้ใช้อยู่ตลอดเวลา
(ผมคิดเอาเองทั้งนั้นเลยนะ... โปรดใช้วิจารณญาณของท่านเอง)
บางทีถ้าเราลองหลับตา เปิดประสาทหูรับฟังเสียงต่างๆรอบตัวเราซะบ้างน่าจะดีเหมือนกัน ฟังเสียงร่างกายเรา ฟังเสียงบรรยากาศ เสียงลม เสียงน้ำ
หรือจะลองใช้จมูกสัมผัสกับกลิ่นต่างๆที่ผ่านเข้ามาเพียงแผ่วๆ ฝึกจำแนกแยกแยะกลิ่นต่างๆดู น่าจะมีประโยชน์ดี
25490418
25490417
ไม่มีผิดไม่มีถูก
หยิบเอาหนังไทยที่ไปคว้ารางวัลจากต่างประเทศมาดู "สัตว์ประหลาด" กำกับโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
ผมโชคดีที่ซื้อมาดูในรูปแบบ DVD เพราะมันมีของแถมมาด้วยกับตัวหนังเยอะ ที่สำคัญเห็นจะเป็น Director's commentary เพราะทำให้ได้รู้ความคิดในจุดต่างๆ ที่ผู้กำกับใส่ลงไปในหนัง
(ถ้ายังไม่เคยดู และคิดว่าจะหามาดูในวันนึง กรุณาอย่าอ่านต่อนะครับ เพราะอาจจะทำให้อรรถรสในการชมของคุณหายไป)
หนังเรื่องนี้มากับความแปลกจากหนังตลาดสไตล์ Hollywood ที่มีความสนุกสนานในแบบของภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยกันดี
หนังเรื่องนี้เป็นการเล่าชีวิตของชายสองคนที่มีความผูกพันธ์กัน มีความรักใคร่กัน และนั่นมันก็มีที่มาในอดีตซะด้วย
ตอนที่ผมดูรอบแรกผมเองก็สงสัยในหลายๆอย่าง เช่นความสัมพันธ์ของชายสองคนในแบบหนุ่มสาว ที่ดูจะเป็นที่ยอมรับของสังคมของพวกเขา ซึ่งมันดูจะตรงข้ามกับความเป็นจริงในสังคมไทย
แต่นั่นก็เป็นการนำเสนอในความคิดของผู้กำกับ ที่อยากจะบอกถึงความเป็นจินตนาการ
คือมันไม่มีสิ่งไหนถูกหรือผิด แล้วแต่การตีความของคนดูมากกว่า
ที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ส่วนนึงเป็นเพราะการที่ได้รู้แนวคิดของผู้กำกับ ได้เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น
ผมชอบแนวคิดที่ว่า มันไม่มีอะไรผิดอะไรถูกในหนังของเขา
มีการถกเถียงกันมากของหมู่คนไทยหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ ว่าตรงนั้นมันเป็นยังไง ทำไม แล้วที่เค้าคิดมันถูกต้องหรือเปล่า
แต่อภิชาติพงศ์ บอกว่า แล้วคุณคิดยังไงหล่ะ
คือมันตีความไปได้หลากหลายมาก ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งผมว่ามันก็ดีนะ ไม่ต้องมาบังคับความคิดกัน เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะถูกสอนให้จดจำว่าอะไรผิดอะไรถูก คือมันต้องมีสองทางนี้ ดังนั้นก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า ที่เค้าคิดนั้นมันถูกหรือผิด?
ซึ่งจริงๆมันไม่มีผิดและถูกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะต่างจากที่เราเคยชินในหนังHollywood ที่มันต้องมีผิดมีถูกอยู่ในหนังชัดเจน
อีกจุดที่ผมชอบมากคือเรื่องของภาพ เรื่องนี้ภาพสีสวย ต่างจากเรื่องสุดเสน่หา ที่ผมดูก่อนหน้า
เรื่องสัตว์ประหลาดโทนของสีในแต่ละฉากจะดูสดชื่นสดใสสีสดๆ ดูดีมาก
ผมชอบแนวคิดอีกจุดนึงด้วยที่ผู้กำกับเค้าต้องการให้คนดูได้ร่วมประสบกับเหตุการณ์ในหนัง คือเค้าพยายามจะทำให้หนังยาวมากๆ จนคนดูอึดอัด เพราะในหนังช่วงที่สองจะเป็นการที่ตัวเอกจะตามล่าสัตว์ประหลาดในป่า ที่ต้องอดทนต่อสภาวะต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อมและจิตใจของตัวเอง
แต่สุดท้ายก็ต้องตัดออก เพราะความยาวมันจะเกินมาตรฐานของหนัง
หนังเรื่องนี้ผมยังชอบเรื่องของการแสดง นักแสดงทุ่มเทกันมากๆ จนผมอดทึ่งไม่ได้ คือแก้ผ้ากันโท่งๆเลย ผมนับถือในวิญญาณนักแสดงจริงๆ
เรื่องนี้ผมว่าถ้ามีโอกาสได้หา DVD มาดูนะครับจะดีมาก ดูเสร็จแล้วลองตีความดูเอาเองก่อน แล้วค่อยมาเปิดฟังเสียงผู้กำกับกับนักแสดงอีกทีนึง จะชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่เอ... คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็คงดูกันมาแล้วสินะเนี่ย อิอิ
ผมโชคดีที่ซื้อมาดูในรูปแบบ DVD เพราะมันมีของแถมมาด้วยกับตัวหนังเยอะ ที่สำคัญเห็นจะเป็น Director's commentary เพราะทำให้ได้รู้ความคิดในจุดต่างๆ ที่ผู้กำกับใส่ลงไปในหนัง
(ถ้ายังไม่เคยดู และคิดว่าจะหามาดูในวันนึง กรุณาอย่าอ่านต่อนะครับ เพราะอาจจะทำให้อรรถรสในการชมของคุณหายไป)
หนังเรื่องนี้มากับความแปลกจากหนังตลาดสไตล์ Hollywood ที่มีความสนุกสนานในแบบของภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยกันดี
หนังเรื่องนี้เป็นการเล่าชีวิตของชายสองคนที่มีความผูกพันธ์กัน มีความรักใคร่กัน และนั่นมันก็มีที่มาในอดีตซะด้วย
ตอนที่ผมดูรอบแรกผมเองก็สงสัยในหลายๆอย่าง เช่นความสัมพันธ์ของชายสองคนในแบบหนุ่มสาว ที่ดูจะเป็นที่ยอมรับของสังคมของพวกเขา ซึ่งมันดูจะตรงข้ามกับความเป็นจริงในสังคมไทย
แต่นั่นก็เป็นการนำเสนอในความคิดของผู้กำกับ ที่อยากจะบอกถึงความเป็นจินตนาการ
คือมันไม่มีสิ่งไหนถูกหรือผิด แล้วแต่การตีความของคนดูมากกว่า
ที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ส่วนนึงเป็นเพราะการที่ได้รู้แนวคิดของผู้กำกับ ได้เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น
ผมชอบแนวคิดที่ว่า มันไม่มีอะไรผิดอะไรถูกในหนังของเขา
มีการถกเถียงกันมากของหมู่คนไทยหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ ว่าตรงนั้นมันเป็นยังไง ทำไม แล้วที่เค้าคิดมันถูกต้องหรือเปล่า
แต่อภิชาติพงศ์ บอกว่า แล้วคุณคิดยังไงหล่ะ
คือมันตีความไปได้หลากหลายมาก ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งผมว่ามันก็ดีนะ ไม่ต้องมาบังคับความคิดกัน เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะถูกสอนให้จดจำว่าอะไรผิดอะไรถูก คือมันต้องมีสองทางนี้ ดังนั้นก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า ที่เค้าคิดนั้นมันถูกหรือผิด?
ซึ่งจริงๆมันไม่มีผิดและถูกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะต่างจากที่เราเคยชินในหนังHollywood ที่มันต้องมีผิดมีถูกอยู่ในหนังชัดเจน
อีกจุดที่ผมชอบมากคือเรื่องของภาพ เรื่องนี้ภาพสีสวย ต่างจากเรื่องสุดเสน่หา ที่ผมดูก่อนหน้า
เรื่องสัตว์ประหลาดโทนของสีในแต่ละฉากจะดูสดชื่นสดใสสีสดๆ ดูดีมาก
ผมชอบแนวคิดอีกจุดนึงด้วยที่ผู้กำกับเค้าต้องการให้คนดูได้ร่วมประสบกับเหตุการณ์ในหนัง คือเค้าพยายามจะทำให้หนังยาวมากๆ จนคนดูอึดอัด เพราะในหนังช่วงที่สองจะเป็นการที่ตัวเอกจะตามล่าสัตว์ประหลาดในป่า ที่ต้องอดทนต่อสภาวะต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อมและจิตใจของตัวเอง
แต่สุดท้ายก็ต้องตัดออก เพราะความยาวมันจะเกินมาตรฐานของหนัง
หนังเรื่องนี้ผมยังชอบเรื่องของการแสดง นักแสดงทุ่มเทกันมากๆ จนผมอดทึ่งไม่ได้ คือแก้ผ้ากันโท่งๆเลย ผมนับถือในวิญญาณนักแสดงจริงๆ
เรื่องนี้ผมว่าถ้ามีโอกาสได้หา DVD มาดูนะครับจะดีมาก ดูเสร็จแล้วลองตีความดูเอาเองก่อน แล้วค่อยมาเปิดฟังเสียงผู้กำกับกับนักแสดงอีกทีนึง จะชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่เอ... คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ก็คงดูกันมาแล้วสินะเนี่ย อิอิ
ชาวนาจนได้อย่างไร
ได้อ่านบทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่องเกี่ยวกับความยากจนของชาวนา จนถึงขนาดมีการระบาดของการฆ่าตัวตายกันเลย ในประเทศอินเดีย
อ่านถึงขั้นตอนวิธีการเอารัดเอาเปรียบต่างๆของนายทุนและประเทศมหาอำนาจทั้งหลายแล้วตกใจ เพราะมันช่างเป็นลักษณะเดียวกับการโกงของรัฐบาลเรา คือมันเป็นขโมยที่ถูกกฏหมาย(ที่พวกมันสร้างขึ้น)
แต่ก่อนชาวนาต่างก็ปลูกข้าวและพืชพันธุ์อื่นๆผสมๆกันในพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตหลากหลาย แต่อาจจะไม่ได้มากไปทางใดทางหนึ่ง แต่พอข้าวเป็นความต้องการของตลาดมาก ก็เลยหันมาปลูกข้าวกันเกือบหมดพื้นที่นา
ผมอ่านถึงตรงนี้ก็ยังไม่เห็นหนทางไหนที่จะทำให้เค้ายากจนกันได้
แต่ว่าพวกกลุ่มนายทุนเหล่านั้น จะพยายามแนะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมมา ทำให้มีความอ่อนแอต่อศัตรูพืชมากกว่าแบบดั้งเดิมที่ชาวนาใช้แต่ว่ากันว่าจะให้ผลผลิตที่ดี แต่ชาวนาก็จำเป็นต้องซื้อยาฆ่าแมลงจากกลุ่มนายทุนมาใช้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นตามความต้องการของกลุ่มนายทุน แต่เวลาที่นำออกมาขายก็กลับถูกกดราคาขายลงไปเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกันกับราคาเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงที่แพงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเป็นแบบนี้ยิ่งทำก็จะยิ่งเป็นหนี้ ไม่มีทางพ้นหนี้สินไปได้
แล้วบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายยังสร้างสิ่งที่มาควบคุมสิทธิอันชอบธรรมต่างๆ นั่นคือการจดสิทธิบัตรการคิดค้นต่างๆ พวกเขาทำการจดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่คนในท้องถิ่นพัฒนามันขึ้นมา เมื่อเรื่องของสิทธิบัตรถูกถูกทำให้เป็นสากล การที่ชาวนาผู้ที่คิดค้นเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมาเอง จะนำมาใช้ก็ไม่ได้เสียแล้ว ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากกลุ่มนายทุน ที่จะตั้งราคายังไงชาวนาก็ต้องซื้อ
ผมอ่านแล้วรู้สึกอึดอัดมากๆ เพราะเกิดมาบนแผ่นดินที่เป็นแหล่งอาหารของชาวโลกแต่กลับต้องยอมเป็นทาสของประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่อาหารเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด แต่เรากลับถูกครอบงำด้วยความคิดของวัตถุนิยม เสื้อผ้าราคาแพง รถยนต์หรูหราไฮเทค ข้าวของเครื่องใช้ที่มาอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่เรากลับพยายามไขว่คว้าแลหาเงินเพื่อเอาไปแลกมันมาใช้ ตามค่านิยมของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
ตามรูปแบบที่ถูกวางมาว่า ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมันจะต้องมีรถมีบ้านมีเงินเดือนสูงๆ มีข้าวของเครื่องใช้มากมาย
ผมอยากรู้จัง ถ้าเราเกิดปิดประเทศขึ้นมา ไม่ขายข้าวให้ต่างชาติ พวกเขาจะทำอย่างไร
เพราะข้าวมันจำเป็นมากกว่ารถยนต์ มากกว่าคอมพิวเตอร์ มากกว่าเสื้อผ้ายี่ห้อหรูมากนัก
ทำไมเราที่เป็นแหล่งอาหารของโลกกลับต้องยินยอมก้มหัวให้กับระบบต่างๆที่พวกเขาสร้างขึ้นมา?
ผมมาลองคิดดูผลผลิตทางการเกษตรนี่ก็น่าจะตกเป็นรองได้ง่ายจริงๆ เพราะมันไม่สามารถที่จะเก็บได้นานๆ ไม่เหมือนผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เป็นสินค้าของชาวตะวันตก สามารถที่จะเก็บไว้ได้นาน ถึงแม้จะเลิกนิยมไปแล้ว แต่ถ้านำออกมาขายในราคาถูกก็ยังพอได้ทุนกลับมาบ้าง
แต่กับผลไม้ พืชต่างๆ เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วขายไม่ได้ มันก็ต้องเน่าเสียตามกาลเวลา การจะทำให้ได้ทุนกลับคืนมาบ้างเป็นไปได้ยาก
คงต้องพึ่งพาการแปรรูปไปเป็นสินค้าประเภทอื่นแทน และนั่นก็จะไปเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมที่มีนายทุนคอยตัดกำไรอีก
เฮ้อ... ทำไงดี...
อ่านถึงขั้นตอนวิธีการเอารัดเอาเปรียบต่างๆของนายทุนและประเทศมหาอำนาจทั้งหลายแล้วตกใจ เพราะมันช่างเป็นลักษณะเดียวกับการโกงของรัฐบาลเรา คือมันเป็นขโมยที่ถูกกฏหมาย(ที่พวกมันสร้างขึ้น)
แต่ก่อนชาวนาต่างก็ปลูกข้าวและพืชพันธุ์อื่นๆผสมๆกันในพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตหลากหลาย แต่อาจจะไม่ได้มากไปทางใดทางหนึ่ง แต่พอข้าวเป็นความต้องการของตลาดมาก ก็เลยหันมาปลูกข้าวกันเกือบหมดพื้นที่นา
ผมอ่านถึงตรงนี้ก็ยังไม่เห็นหนทางไหนที่จะทำให้เค้ายากจนกันได้
แต่ว่าพวกกลุ่มนายทุนเหล่านั้น จะพยายามแนะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมมา ทำให้มีความอ่อนแอต่อศัตรูพืชมากกว่าแบบดั้งเดิมที่ชาวนาใช้แต่ว่ากันว่าจะให้ผลผลิตที่ดี แต่ชาวนาก็จำเป็นต้องซื้อยาฆ่าแมลงจากกลุ่มนายทุนมาใช้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นตามความต้องการของกลุ่มนายทุน แต่เวลาที่นำออกมาขายก็กลับถูกกดราคาขายลงไปเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกันกับราคาเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงที่แพงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเป็นแบบนี้ยิ่งทำก็จะยิ่งเป็นหนี้ ไม่มีทางพ้นหนี้สินไปได้
แล้วบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายยังสร้างสิ่งที่มาควบคุมสิทธิอันชอบธรรมต่างๆ นั่นคือการจดสิทธิบัตรการคิดค้นต่างๆ พวกเขาทำการจดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่คนในท้องถิ่นพัฒนามันขึ้นมา เมื่อเรื่องของสิทธิบัตรถูกถูกทำให้เป็นสากล การที่ชาวนาผู้ที่คิดค้นเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมาเอง จะนำมาใช้ก็ไม่ได้เสียแล้ว ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากกลุ่มนายทุน ที่จะตั้งราคายังไงชาวนาก็ต้องซื้อ
ผมอ่านแล้วรู้สึกอึดอัดมากๆ เพราะเกิดมาบนแผ่นดินที่เป็นแหล่งอาหารของชาวโลกแต่กลับต้องยอมเป็นทาสของประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่อาหารเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด แต่เรากลับถูกครอบงำด้วยความคิดของวัตถุนิยม เสื้อผ้าราคาแพง รถยนต์หรูหราไฮเทค ข้าวของเครื่องใช้ที่มาอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่เรากลับพยายามไขว่คว้าแลหาเงินเพื่อเอาไปแลกมันมาใช้ ตามค่านิยมของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
ตามรูปแบบที่ถูกวางมาว่า ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมันจะต้องมีรถมีบ้านมีเงินเดือนสูงๆ มีข้าวของเครื่องใช้มากมาย
ผมอยากรู้จัง ถ้าเราเกิดปิดประเทศขึ้นมา ไม่ขายข้าวให้ต่างชาติ พวกเขาจะทำอย่างไร
เพราะข้าวมันจำเป็นมากกว่ารถยนต์ มากกว่าคอมพิวเตอร์ มากกว่าเสื้อผ้ายี่ห้อหรูมากนัก
ทำไมเราที่เป็นแหล่งอาหารของโลกกลับต้องยินยอมก้มหัวให้กับระบบต่างๆที่พวกเขาสร้างขึ้นมา?
ผมมาลองคิดดูผลผลิตทางการเกษตรนี่ก็น่าจะตกเป็นรองได้ง่ายจริงๆ เพราะมันไม่สามารถที่จะเก็บได้นานๆ ไม่เหมือนผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เป็นสินค้าของชาวตะวันตก สามารถที่จะเก็บไว้ได้นาน ถึงแม้จะเลิกนิยมไปแล้ว แต่ถ้านำออกมาขายในราคาถูกก็ยังพอได้ทุนกลับมาบ้าง
แต่กับผลไม้ พืชต่างๆ เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วขายไม่ได้ มันก็ต้องเน่าเสียตามกาลเวลา การจะทำให้ได้ทุนกลับคืนมาบ้างเป็นไปได้ยาก
คงต้องพึ่งพาการแปรรูปไปเป็นสินค้าประเภทอื่นแทน และนั่นก็จะไปเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมที่มีนายทุนคอยตัดกำไรอีก
เฮ้อ... ทำไงดี...
25490414
ของชำร่วย ในงานศพผม
มีไอเดียแว่บเข้ามาในหัวว่า อยากจะให้ยายผมได้เขียนหนังสือบันทึกเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ในชีวิตเก็บสะสมไว้ พอวันที่ตายแล้วอาจจะเอาออกมาพิมพ์แจกในงานศพ เพราะผมว่าชีวิตยายผมที่ดำเนินมาถึงช่วงนี้เนี่ย เห็นอะไรมาเยอะ เจอผู้คนมาก็แยะ ได้เรียนรู้อะไรผ่านประสบการณ์มาก็มาก สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะสูญสลายไปพร้อมกับร่างกายนะ ถ้าได้มีการถ่ายทอดไปถึงคนอื่นๆน่าจะดีมาก เพราะว่าเรื่องพวกนี้ กว่าจะเล่าให้ฟังกันได้ทุกคนคงเสียเวลานานโข แถมน่าเบื่อเสียอีก
ผมก็คิดไปว่า เออ ผมเองก็น่าทำแบบนั้นเนอะ สิ่งที่ผมเขียนลงไว้ใน Blog เนี่ย แม้มันจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ แต่มันอาจจะไปช่วยจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างก็ได้ เพราะความคิดของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่ได้เรียนรู้ความคิดของผู้อื่นน่าจะเป็นการดีไม่ใช่น้อย ที่จะได้เห็นแง่คิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ได้ลองคิด ลองมองโลกอีกมุมนึง
ผมรู้สึกว่าของชำร่วยงานศพมันไม่น่าจะเป็นอะไรที่เป็นสิ่งของที่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือจะเป็นยาดม ยาหม่องก็เถอะ มันก็ไม่เห็นจะให้ประโยชน์สักเท่าไหร่ สู้ทำเป็นหนังสือขึ้นมาสักเล่ม ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับรู้ถึงความคิดของผู้ตาย ได้รู้จักกับเขาในอีกมุมนึงก็น่าจะดีไม่น้อย
ถ้าผมตายขึ้นมานะครับ ใครก็ได้ที่บังเอิญมาอ่านเจอ ช่วยบอกญาติๆผมให้จัดพิมพ์เจ้า dogdoy's LifeLOG อันนี้ให้ผมด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ :D
ยังไงตอนนี้ก็น่าจะได้สักร้อยหน้าละ คงจะคุ้มที่จะพิมพ์เป็นเล่มหน่อย
อื้ม... ว่างๆออกแบบปกไว้หน่อยน่าจะดี
ผมก็คิดไปว่า เออ ผมเองก็น่าทำแบบนั้นเนอะ สิ่งที่ผมเขียนลงไว้ใน Blog เนี่ย แม้มันจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ แต่มันอาจจะไปช่วยจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างก็ได้ เพราะความคิดของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่ได้เรียนรู้ความคิดของผู้อื่นน่าจะเป็นการดีไม่ใช่น้อย ที่จะได้เห็นแง่คิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ได้ลองคิด ลองมองโลกอีกมุมนึง
ผมรู้สึกว่าของชำร่วยงานศพมันไม่น่าจะเป็นอะไรที่เป็นสิ่งของที่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือจะเป็นยาดม ยาหม่องก็เถอะ มันก็ไม่เห็นจะให้ประโยชน์สักเท่าไหร่ สู้ทำเป็นหนังสือขึ้นมาสักเล่ม ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับรู้ถึงความคิดของผู้ตาย ได้รู้จักกับเขาในอีกมุมนึงก็น่าจะดีไม่น้อย
ถ้าผมตายขึ้นมานะครับ ใครก็ได้ที่บังเอิญมาอ่านเจอ ช่วยบอกญาติๆผมให้จัดพิมพ์เจ้า dogdoy's LifeLOG อันนี้ให้ผมด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ :D
ยังไงตอนนี้ก็น่าจะได้สักร้อยหน้าละ คงจะคุ้มที่จะพิมพ์เป็นเล่มหน่อย
อื้ม... ว่างๆออกแบบปกไว้หน่อยน่าจะดี
เลิกซื้อสินค้าที่โฆษณา
อ่านบทความจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนอีกแล้วครับ
เค้าพูดกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ แล้วมีเรื่องของการโฆษณาสินค้าต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวัน ให้หันไปบริโภคตามที่เค้าโฆษณา
ผมว่ามีหลายคนที่บริโภคสิ่งเหล่านั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ดังนั้นผมเลยจะเป็นฝั่งตรงข้ามบ้างดีกว่า คือไม่บริโภคสินค้าทุกชนิดที่มีการโฆษณา(ถ้าเลือกได้)
เพราะประเด็นนึงคือ ราคาค่าสินค้าที่เราจ่ายออกไปนั้น ส่วนนึงไปเป็นค่าโฆษณา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้านั้นๆ อย่างพวกแชมพู สบู่ หรือสินค้าทำความสะอาด เสริมสวยทั้งหลาย ราคาค่าโฆษณาน่าจะสูงมากเลยทีเดียว
แล้วพวกขนมต่างๆยิ่งน่าจะมากเช่นกัน เพราะเห็นสมัยนี้ขนมกรอบๆถุงนึง มีอยู่กระจิ๊ดเดียวขายตั้ง ๑๐ บาท เทียบกับกล้วยแขกแล้ว ๑๐ บาทได้กินกันอิ่มเลย
เค้าพูดกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ แล้วมีเรื่องของการโฆษณาสินค้าต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวัน ให้หันไปบริโภคตามที่เค้าโฆษณา
ผมว่ามีหลายคนที่บริโภคสิ่งเหล่านั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ดังนั้นผมเลยจะเป็นฝั่งตรงข้ามบ้างดีกว่า คือไม่บริโภคสินค้าทุกชนิดที่มีการโฆษณา(ถ้าเลือกได้)
เพราะประเด็นนึงคือ ราคาค่าสินค้าที่เราจ่ายออกไปนั้น ส่วนนึงไปเป็นค่าโฆษณา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้านั้นๆ อย่างพวกแชมพู สบู่ หรือสินค้าทำความสะอาด เสริมสวยทั้งหลาย ราคาค่าโฆษณาน่าจะสูงมากเลยทีเดียว
แล้วพวกขนมต่างๆยิ่งน่าจะมากเช่นกัน เพราะเห็นสมัยนี้ขนมกรอบๆถุงนึง มีอยู่กระจิ๊ดเดียวขายตั้ง ๑๐ บาท เทียบกับกล้วยแขกแล้ว ๑๐ บาทได้กินกันอิ่มเลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
